ถึงกระนั้น หลูเจิ้งชิงก็ยังตรวจดูาแอย่างเคร่งครัด และกดเบาๆ ที่บริเวณง่ามนิ้วโป้งแล้วถามฟู่ถิงเย่ว่ารู้สึกเ็ปอย่างไร
ฟู่ถิงเย่ตอบว่า "ไม่เจ็บ"
ไม่เจ็บแล้วท่านจะเรียกข้ามาตอนกลางดึกเพื่ออะไร?
คำพูดนี้หลูเจิ้งชิงไม่กล้าพูดและไม่ควรพูด เขาจึงเอายาขี้ผึ้งมาทาบนแผลบางๆ ให้ฟู่ถิงเย่
ถ้าหากพูดออกไปคงไม่มีใครเชื่อ แม่ทัพผู้เกรียงไกรแห่งสมรภูมิรบเรียกหมอหลวงมาตอนกลางดึกเพราะแค่แผลเล็กน้อย?
หลูเจิ้งชิงทายาเสร็จ จากนั้นก็เก็บกล่องยา รู้สึกว่าตนน่าจะกลับได้แล้ว "อาการของท่านแม่ทัพไม่มีอะไรน่าเป็ห่วง ข้าน้อยขอตัวลา"
"เดี๋ยวก่อนหมอหลวงหลู" ฟู่ถิงเย่เอ่ยปาก
"ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพมีอะไรอีกหรือไม่"
ฟู่ถิงเย่อ้าปากจะพูด แต่เขารู้สึกว่าบางอย่างก็ยากที่จะพูดออกมา
เมื่อเจอเื่แบบนี้กลับต้องขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น...แต่ก็ช่วยไม่ได้ พ่อบ้านจ้าวไม่อยู่ คนข้างกายก็มีแต่พวกผู้ชายหยาบๆ ครั้นจะหาคนมาปรึกษาก็ไม่รู้จะไปหาใคร
ฟู่ถิงเย่กระแอมสองครั้งแล้วถามว่า "หมอหลวงหลูดูเหมือนว่าเ้าจะสนิทสนมกับแม่นางหวามากเลยใช่หรือไม่?"
หลูเจิ้งชิงครุ่นคิดแล้วตอบอย่างระมัดระวัง "ข้าน้อยชอบศึกษาค้นคว้าสิ่งใหม่ๆ เป็ปกติอยู่แล้ว แม่นางหวาเองก็สนใจในการปลูกพืชในโรงเรือนที่ข้าน้อยคิดค้นขึ้นมา จึงพูดคุยกันได้ถูกคอ"
นางสนใจความรู้ใหม่ๆ มากจริงๆ เหตุนี้เองถึงได้สนิทกับทั้งสองสามีภรรยาตระกูลหลูซึ่งก็ไม่น่าแปลกเลย
ฟู่ถิงเย่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ครั้งก่อนข้าบังเอิญได้ยินหมอหลวงหลูคุยเื่ของข้ากับแม่นางหวา คำพูดเ่าั้มีคำวิจารณ์พอสมควร...หมอหลวงหลูพอจะทราบหรือไม่ว่าทำไมนางถึงไม่อยากแต่งงานกับข้า?"
เส้นเืดำข้างขมับของหลูเจิ้งชิงปูดขึ้น การที่เขาถูกเรียกมากลางดึก ที่แท้ก็เพราะเื่นี้...
"ท่านแม่ทัพไม่ต้องกังวลไปหรอก สตรีทุกนาง ่ก่อนแต่งงานต้องมีความรู้สึกว้าวุ่นในใจบ้างเป็เื่ธรรมดา ต่อไปก็จะค่อยๆ กลับมาเป็ปกติเองขอรับ" แน่นอนว่าหลูเจิ้งชิงไม่สามารถพูดถึงช่องว่างระหว่างยุคสมัยได้ ทำได้เพียงเปลี่ยนเื่ใหญ่ให้กลายเป็เื่เล็กเท่านั้น
ฟู่ถิงเย่ไม่ใช่คนโง่ จึงถามว่า "ก่อนที่ฮูหยินจะแต่งงานกับเ้า นางก็เป็เช่นนี้เหมือนกันหรือ?"
"..." หลูเจิ้งชิงเงียบไปครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "ข้ากับนางอยู่ด้วยกันมาเป็สิบปี เรารู้จักกันดีมาก ั้แ่ตอนเข้าพิธีปักปิ่นนางก็รู้แล้วว่าวันหน้าต้องแต่งงานกับข้า ดังนั้น...นางคงไม่ได้เป็เหมือนแม่นางหวา"
"เ้าหมายความว่า...แม่นางหวายังไม่สนิทกับข้ามากพอ จึงมีข้อกังวลเหล่านี้?" ฟู่ถิงเย่ดูเหมือนจะพบคำตอบแล้ว
หากนับดูแล้ว เขาและหวาชิงเสวี่ยรู้จักกันมาเกือบครึ่งปี ถือว่าไม่นานนัก...
ฟู่ถิงเย่พึมพำ "เมื่อก่อนนางไม่ได้เป็แบบนี้...แต่พักหลังกลับทะเลาะกับข้าบ่อยครั้ง ราวกับว่าข้าไม่คู่ควรให้ฝากชีวิตไว้ แม้ข้าจะไม่ใช่คนเก่งกาจอะไร แต่ถ้าพูดถึงฐานะและตำแหน่งแล้ว ก็จะไม่ทำให้นางต้องน้อยเนื้อต่ำใจแน่นอน ข้าคิดไม่ออกจริงๆ ว่านางกังวลเื่อะไรกันแน่..."
ก็เหมือนกับที่หลัวมู่อวี่พูด เขาเป็วีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของแคว้นฉี เหตุใดพอมาถึงหวาชิงเสวี่ยจึงถูกรังเกียจได้?
"เป็เพราะฐานะของท่านแม่ทัพสูงส่งเกินไป ตำแหน่งก็สูงเกินไป แม่นางหวาจึงกังวลมากกระมัง?" หลูเจิ้งชิงพยายามบอกใบ้เขา
"เ้าหมายความว่า นางรู้สึกอับอายที่เทียบข้าไม่ได้อย่างนั้นหรือ? รู้สึกว่าตัวเองไม่คู่ควรกับข้า?" ฟู่ถิงเย่รู้สึกว่ามันไม่น่าเป็ไปได้ เวลาที่หวาชิงเสวี่ยทะเลาะกับเขา นางช่างหยิ่งทะนงยิ่งนัก ไม่เห็นจะมีทีท่าว่ารู้สึกต่ำต้อยตรงไหน
เขาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "เมื่อพูดถึงฐานะ นางก็ได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็ซือปิงฟูเหริน มีของพระราชทาน มีจวน ก็ถือว่าสูงส่งไม่แพ้กัน"
"แต่ซือปิงฟูเหรินก็เป็แค่ชื่อตำแหน่ง อีกอย่าง..." หลูเจิ้งชิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจพูดตรงๆ "อีกอย่าง ในสายตาของคนภายนอก แม่นางหวาก็เป็แค่คนในกระโจมของท่านแม่ทัพมาก่อน แล้วจึงเป็ซือปิงฟูเหริน"
ฟู่ถิงเย่เข้าใจแล้ว "เ้าหมายความว่า..."
"ข้าน้อยขอพูดตรงๆ ฮ่องเต้มีอำนาจน้อย ซือปิงฟูเหรินที่ฮ่องเต้แต่งตั้งเอง นอกจากจะมีชื่อเสียงในหมู่ประชาชนแล้ว คนอื่นๆ ก็คงไม่ได้ใส่ใจอะไร ตอนนี้ทุกคนในเมืองหลวงให้ความเคารพซือปิงฟูเหริน...ก็เพราะเห็นแก่หน้าของท่านแม่ทัพเท่านั้น"
ฟู่ถิงเย่เงียบไปครู่หนึ่ง สีหน้าของเขาก็ค่อยๆ มืดครึ้ม
"เ้ากำลังจะบอกว่า ฮ่องเต้...ก็คือฝั่งบ้านเดิมของนาง? หากฮ่องเต้มีอำนาจ นางถึงจะวางใจแต่งกับข้าหรือ?"
ความคิดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจเลยจริงๆ
ฟู่ถิงเย่มีสีหน้าดำคล้ำ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเล็กน้อย "นางก็ยังไม่เชื่อใจข้า ไม่ว่าข้าจะทุ่มเทใจให้แค่ไหนก็ตาม"
"เื่ความรู้สึก มันไม่มีเหตุผลมาอธิบายอยู่แล้ว..." หลูเจิ้งชิงพึมพำกับตัวเอง
ฟู่ถิงเย่หูไว สายตาอันคมกริบจับจ้องไม่วางตา "เ้าพูดอะไร?"
หลูเจิ้งชิงชะงักไป ฟู่ถิงเย่กลับพยักหน้าให้อีก "เ้าพูดถูก มันไม่มีเหตุผลมาอธิบายจริงๆ"
ถ้าหากพูดถึงเหตุผล ก็มีเพียงข้อเดียวคือ ใครรักก่อน คนนั้นก็แพ้
มาถึงตอนนี้แล้วฟู่ถิงเย่จะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่า ความชอบของหวาชิงเสวี่ยที่มีต่อเขานั้นถูกควบคุมเอาไว้เสมอ และยังเต็มไปด้วยเหตุผลเกินกว่าจะเข้าใจ
คิดดูสิ แม้แต่ความชอบนางยังไม่มอบให้เขาอย่างเต็มใจ แล้วเขามีสิทธิ์อะไรไปเรียกร้องให้นางเชื่อใจ?
"วันนี้ลำบากหมอหลวงหลูแล้ว" สีหน้าของฟู่ถิงเย่ยังดูไม่ดีนัก แต่ในน้ำเสียงกลับไม่ปรากฏความโกรธหรือยินดีออกมา คงเป็การระงับอารมณ์เอาไว้
หลูเจิ้งชิงทำท่าจะเดินออกไป ก่อนจะไปก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ร่างกายหยุดชะงัก แล้วหันหลังกลับไปพูดกับฟู่ถิงเย่ว่า "ท่านแม่ทัพ สตรีที่ไม่มีความมั่นคงในจิตใจ จะระแวงสงสัย คิดฟุ้งซ่านต่างๆ นานา ตอนนี้แม่นางหวายังไม่มีความสามารถในการดูแลตัวเองได้เลย"
พูดจบก็โค้งคำนับให้ฟู่ถิงเย่แล้วเดินตามทหารองครักษ์ออกไป
ฟู่ถิงเย่มองตามแผ่นหลังของหลูเจิ้งชิงที่จากไปด้วยแววตาซับซ้อน
ั้แ่แรก ท่าทีของหวาชิงเสวี่ยที่มีต่อเขาก็คือเป็ผู้รับ ว่าง่ายเชื่อฟังเสมอ เมื่อก่อนเขาไม่รู้สึกว่ามันไม่ดีอะไร แต่ตอนนี้กลับพบว่าความว่าง่ายนั้นมีอันตรายซ่อนอยู่ และในตอนนี้อันตรายนั้นก็ได้ปะทุออกมาอย่างเต็มที่แล้ว
...
หวาชิงเสวี่ยผู้หญิงสายวิทย์ การคิดแก้ปัญหาจึงมีเหตุมีผลมากกว่าผู้หญิงทั่วไป
หลังจากที่ทะเลาะกับฟู่ถิงเย่ นางรู้สึกเสียใจมาก ถึงกับน้ำตาไหลออกมาสองสามหยด กลางดึกนางนอนกลิ้งไปมาบนเตียง ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ยังรู้สึกว่าความเสี่ยงที่จะแต่งกับฟู่ถิงเย่มีมากกว่าการอยู่คนเดียว
ก็เหมือนกับการเข้าวังไปเป็สนม ยามได้รับความโปรดปราน ความรักที่มีเพื่อมอบให้สตรีสามพันนางก็จะมารวมอยู่ที่คนคนเดียว แต่หากไร้ซึ่งความโปรดปรานแล้วก็จะถูกโยนเข้าตำหนักเย็นไม่รู้เป็ตายร้ายดี
ไม่อาจปฏิเสธได้ว่านางกำลังโกรธฟู่ถิงเย่เื่ของหลี่จิ่งหนานอยู่ แต่ความแตกต่างกันทางฐานะและตำแหน่งของทั้งสอง ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้นางตื่นตัว
แต่ว่านางจะไม่แต่งงานจริงๆ หรือ? นางก็ชอบเขาอยู่ชัดๆ นี่นา...ถึงแม้ว่าเขาจะอารมณ์ร้ายไปหน่อย ความคิดโบราณไปหน่อย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า...เขาเป็คนดี ที่สำคัญกว่านั้นคือเป็บุรุษที่ดีกับนางไม่น้อย
อีกอย่าง ลองคิดถึงนิสัยเผด็จการของฟู่ถิงเย่แล้ว...นางคงไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดว่าไม่แต่ง
หวาชิงเสวี่ยรู้สึกหงุดหงิดจึงหลับตาลง ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้จะหาโอกาสคุยกับฟู่ถิงเย่ให้รู้เื่
การหนีปัญหาไม่ใช่ทางออก ไม่ว่าในใจจะคิดอะไรอยู่ก็ตาม นางต้องพูดคุยกับเขาให้ชัดเจน ถึงแม้ว่า...อาจจะมีความเป็ไปได้สูงว่านี่จะเป็การเล่นพิณให้วัวฟัง [1]
...
สุดท้ายหวาชิงเสวี่ยก็ไม่ได้รอโอกาสนั้น เพราะเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น คนจากในวังก็มาแจ้งว่าไทเฮามีรับสั่งให้นางเข้าเฝ้า และเชิญนางเข้าวัง
มันกะทันหันเกินไป หวาชิงเสวี่ยมีสัญชาตญาณแรกก็คืออยากไปหาฟู่ถิงเย่ ตอนนั้นนางถึงเพิ่งจะรู้สึกว่าตัวเองขาดผู้ชายคนนี้ไม่ได้...
ถึงแม้ว่าทหารองครักษ์จะไปแจ้งเื่กับฟู่ถิงเย่แล้ว แต่ขันทีที่ไทเฮาส่งมาก็เร่งรัด หวาชิงเสวี่ยจึงมีเวลาเปลี่ยนเสื้อผ้าเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะตามขันทีเข้าวังไป โดยที่ไม่ได้รอฟู่ถิงเย่
หวาชิงเสวี่ยไม่เคยเข้าวังมาก่อน ถึงแม้ว่าหลี่จิ่งหนานจะเคยพูดหลายครั้งว่าจะพานางเข้าวังไปเที่ยวเล่น แต่ก็พูดเล่นๆ ไปอย่างนั้น
ไม่คิดเลยว่าการเข้าวังครั้งแรกจะเกิดขึ้นแบบไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้...
หวาชิงเสวี่ยนั่งรถม้าไปถึงประตูเหนือของพระราชวัง
คิดว่ารถม้าจะเข้าไปได้เลย แต่ก็ต้องจอดรออยู่ที่หน้าประตู
อ้อ...ใช่แล้ว ในพระราชวังไม่อนุญาตให้รถม้าวิ่ง เพราะกลัวจะไปชนคนใหญ่คนโต
หวาชิงเสวี่ยเดินตามขันทีเข้าไปข้างใน สายตาก็กวาดมองไปรอบๆ ด้านหนึ่งเป็กำแพงวังที่ทอดยาวเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด อีกด้านเป็อาคารต่างๆ แต่กลับมองไม่เห็นทิวทัศน์อะไร
ตอนนี้ยังเป็แค่ตอนเช้าตรู่ แต่เหล่าข้าราชบริพารก็ตื่นกันหมดแล้ว มีคนถือไม้กวาดหรือกะละมังเดินผ่านนางไป พวกเขาเดินอย่างรวดเร็ว แต่เสียงเบามาก เป็ความระมัดระวังที่ฝังรากลึกอยู่ในกระดูก
หวาชิงเสวี่ยถูกพาไปยังเรือนเล็กๆ ที่มีพื้นที่สีเขียวอยู่บ้าง
นางมองไปรอบๆ ถึงแม้ว่าเรือนพักหลังนี้จะสวยงาม แต่เมื่อดูจากขนาดแล้ว ไม่น่าจะเป็สถานที่ประทับของไทเฮา
แล้วก็เป็อย่างที่คิด ไม่นานนัก นางกำนัลวัยกลางคนอายุราวสี่สิบห้าสิบปีก็เดินออกมาจากด้านใน ท่าทางจริงจัง ไม่ยิ้มแย้ม
นางกำนัลผู้นี้เป็หมัวหมัวสอนพิธีการ เมื่อเห็นหวาชิงเสวี่ยก็โค้งคำนับให้ก่อน จากนั้นก็เข้ามาตรวจร่างกายของหวาชิงเสวี่ย ซึ่งกล่าวกันว่าเป็กฎเกณฑ์ประจำก่อนที่จะเข้าเฝ้าคนใหญ่คนโต
หวาชิงเสวี่ยไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ นางรู้สึกงุนงง แต่ก็โชคดีที่การตรวจสอบนี้ไม่จำเป็ต้องถอดเสื้อผ้าออก นางจึงปล่อยให้หมัวหมัวจัดการไป
หมัวหมัวดูว่ารูปร่างหน้าตาของนางได้สัดส่วนหรือไม่ หากน่าเกลียดเกินไป เกรงว่าจะทำให้คนใหญ่คนโตใกลัว และจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าวัง
จากนั้นก็ตรวจดูว่ามือของนางสะอาดหรือไม่ หากไม่สะอาดก็จะต้องไปอาบน้ำชำระล้างก่อน
หมัวหมัวยังดมตัวนางว่ามีกลิ่นแปลกหรือไม่ รวมถึงผมก็ดม หากมีกลิ่นไม่สุภาพ ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าไทเฮา
แน่นอนว่า การตรวจค้นร่างกายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
หลังจากทำสิ่งเหล่านี้เสร็จ ก็ยังไม่จบเท่านี้
เพราะต่อจากนี้ หมัวหมัวจะต้องสอนมารยาทในวังให้นาง ไม่ว่าจะเป็การเดิน การหมุนตัว การพูดจา วิธีการทำความเคารพไทเฮา รวมถึงข้อห้ามต่างๆ ในวัง
แค่การเดิน การหมุนตัว การกลับมาที่เดิม หวาชิงเสวี่ยก็ต้องทำซ้ำอย่างน้อยสามสิบครั้ง
ในฤดูใบไม้ร่วงที่อากาศเย็นสบาย นางยืนอยู่ในลานกลางแจ้ง จนมีเหงื่อซึมออกมาเล็กน้อยที่หน้าผาก
นางไม่แน่ใจว่าทุกคนที่เข้าเฝ้าไทเฮาจะต้องเจอกับเื่แบบนี้หรือไม่ หรือว่า...ไทเฮากำลังจงใจแกล้งนางกันแน่?
ถูกคนมาเรียกออกจากผ้าห่มั้แ่ฟ้ายังไม่สาง ไม่ทันได้ดื่มน้ำด้วยซ้ำ พอโดนแบบนี้เข้าไป หวาชิงเสวี่ยก็ทั้งเหนื่อยทั้งหิวทั้งกระหายน้ำ สีหน้าเริ่มซีดลงเล็กน้อย
นางเงยหน้ามองฟ้า ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาล่วงเลยมาจนถึงเที่ยงวันแล้ว
ไม่ใช่ว่านางไม่อยากี้เี แต่คนพวกนั้นไม่ได้สนใจเลย ถ้าหากทำท่าทางไม่ถูกต้อง ก็จะไม่ยอมปล่อยตัวนางไป ต้องวนเวียนอยู่ที่นี่ สุดท้ายคนที่เสียเปรียบก็คือหวาชิงเสวี่ยเอง
ในที่สุดหมัวหมัวก็พยักหน้าให้ผ่าน แล้วเป็คนนำทางไปตำหนักของไทเฮาด้วยตัวเอง
พวกนางเดินผ่านตำหนักต่างๆ ที่ซ้อนทับกันอยู่มากมาย ผ่านประตูวังชั้นแล้วชั้นเล่า หวาชิงเสวี่ยเดินจนขาอ่อนแทบเป็ลม แต่เมื่อมองไปที่นางกำนัลข้างหน้าก็ยังเห็นว่าหลังตรงและเดินอย่างไม่รีบร้อน นางจึงอดคิดไม่ได้ว่าร่างกายของตนอ่อนแอเกินไปหรือไม่?
คนอื่นที่อายุมากกว่านางยังไม่เป็อะไร แต่เหตุใดนางกลับเหมือนคนเพิ่งวิ่งมาแปดร้อยเมตรในวิชาพละจนหอบแฮ่ก เช่นนี้?
ในที่สุดก็มาถึงตำหนักของไทเฮา
หวาชิงเสวี่ยไม่มีอารมณ์และเรี่ยวแรงที่จะชื่นชมทิวทัศน์โดยรอบอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้ในหัวของนางมีแค่ความคิดเดียว นั่นก็คืออยากเจอไทเฮาเร็วๆ แล้วรีบกลับบ้าน!
——————————————————————
[1]เล่นพิณให้วัวฟัง(对牛弹琴)คล้ายกับสำนวนไทยที่ว่า สีซอให้ควายฟัง มักใช้ในสถานการณ์พูดความจริงกับคนไร้เหตุผล หรือพูดไปแล้วอีกคนไม่ใส่ใจจะฟัง
