หากว่าด้วยเื่การแข่งขันก็จะเชื่อมโยงไปถึงองค์กรด้านมืดที่ไม่มีวันหมดไปองค์กรนี้ไม่มีธรรมเนียมและไม่มีการรวบรวมเป็หนึ่งเดียวแต่ทว่ามีผลกระทบที่ยิ่งใหญ่...นั่นก็คือโรงพนัน
ชาวเยี่ยนเถื่อนดิบ ชอบดื่มเหล้าชอบการพนัน โดยเฉพาะด้านการพนัน ชาวเยี่ยนไม่เพียงแต่เล่นพนันลูกเต๋า ไพ่หรือการพนันเล็กๆ เท่านั้น แต่เมืองที่มีขนาดใหญ่ในแคว้นเยี่ยนจะจัดการแข่งม้าประจำปีภายนอกดูเหมือนจะพนันกันอย่างบ้าคลั่งแล้ว แต่ในโรงพนันเถื่อน ผู้คนพนันกันมากจนน่ากลัวมีคนเคยบอกว่า หากรวบรวมเงินพนันม้าของชาวเยี่ยนไว้ด้วยกันละก็ เงินก้อนนี้มากพอสำหรับสร้างกองทัพที่แข็งแกร่งจนไม่มีใครเทียมเลยทีเดียว
อีกด้านหนึ่งเป็การหารายได้เข้าหน่วยทหารและกรมครัวเรือน ส่วนอีกด้านเงินจำนวนไม่น้อยก็ตกไปอยู่ในโรงพนันเถื่อน
การชอบเล่นพนันของชาวเยี่ยนเชื่อมโยงไปถึงทุกๆ อย่างในชีวิตประจำวันด้วย
เช่นหากสำนักใดสำนักหนึ่งในแคว้นเยี่ยนจัดการประลองขึ้นส่วนใหญ่แล้วก็จะเกิดการพนัน ดังเช่นการทดสอบที่ใหญ่โตของสำนักวรยุทธ์ชางครั้งนี้ จะขาดโรงพนันใต้ดินไม่ได้อย่างแน่นอนเพราะเกิดเื่วุ่นวายมากมายสำนักวรยุทธ์ชางจึงเปิดรับสมัครผู้เข้าทดสอบอย่างกว้างขวางเกินคาดจึงมีบางคนถึงขนาดเปิดโรงพนันขึ้นเองเลยทีเดียว พวกเขาต่างก็พนันกันว่าอันเจิงจะตายหรือไม่ตาย
แค่การทดสอบของสำนักวรยุทธ์สำนักหนึ่งยังพนันกันมากขนาดนี้หากถึงเทศกาลใบไม้ร่วงแล้วละก็ ไม่อยากจะคิดเลยว่า จะมีผู้คนใช้ทรัพย์สินบ้านเรือนมาพนันมากขนาดไหน
อันเจิงมักจะไม่ให้คนอื่นเดาทางตัวเองได้แม้กระทั่งเซียนพนันก็ยังแพ้พนันจากการประลองของอันเจิงครั้งแล้วครั้งเล่า เมื่อครู่อันเจิงประลองกับหลางจิ้งผู้คนก็เปิดการพนันว่าใครจะเป็คนชนะการประลอง พวกเขาเก็บเงินพนันมาได้ไม่น้อยผลสุดท้ายไม่มีใครคาดคิดเลยว่า อันเจิงกลับเชิญให้หลางจิ้งไปเป็อาจารย์ในสำนักวรยุทธ์เบิก์อาจารย์คนแรกของสำนักวรยุทธ์เบิก์เสียด้วย
เมื่ออันเจิงเดินเข้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางด้านนอกก็กลายเป็สนามพนันขึ้นอีกครั้ง
อันเจิงจะอยู่อันดับที่หนึ่งหรือไม่
เพียงระยะเวลาครึ่งวันการพนันครั้งนี้ก็ใหญ่โตถึงขั้นที่ใครเห็นเป็ต้องใ ไม่ว่าจะเป็คนที่ชอบหรือไม่ชอบอันเจิงเมื่อพวกเขาพนันก็จะพนันกันอย่างบ้าคลั่ง
คนในแผ่นดินเยี่ยนพนันกันถึงขั้นไหนน่ะหรือ?ขั้นที่ว่าแม้แต่หน่วยทหารก็ไม่มีคำสั่งห้ามทหารเล่นพนันทุกวันนี้ชาวเยี่ยนอาจเป็นักพนันที่ดีที่สุดก็ว่าได้ ทหารก็ร่วมเล่นพนันด้วยแต่เมื่อแพ้ก็จะไม่เบี้ยวหรือหนีหนี้ หากชนะก็จะไม่หยิ่งทะนงและโอ้อวด จากที่ดูการพนันคงเป็ชีวิตจิตใจของชาวเยี่ยนไปแล้วล่ะ
อันเจิงรอคนในสำนักวรยุทธ์ชางเตรียมพร้อมทุกอย่างจากนั้นเขาก็เข้าไปในสนามประลอง และกำลังจะเริ่มประลองขี่ม้ายิงธนูแล้ว
แคว้นเยี่ยนเป็แคว้นหนึ่งในเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นที่ไม่เคยขาดกำลังทหารม้าต่อให้จะเป็่ที่แคว้นอ่อนแอที่สุดก็ตามอีกทั้งคนของชนเผ่าโยวมู่ก็ไม่เคยเกิดความแตกแยกกับแคว้นเยี่ยนด้วยและเพื่อสานสัมพันธ์กับคนในชนเผ่าโยวมู่ แคว้นเยี่ยนจะส่งอาวุธเข้าไปในทุ่งหญ้าทุกๆ ปี เพื่อแลกกับชุดเกราะทหารม้า นี่คือกฎที่เริ่มทำมาั้แ่ยุคของเหวินหวางแล้ว จนกระทั่งตอนนี้ยังไม่มีใครกล้าคัดค้านหรือมีข้อสงสัยกับกฎข้อนี้เลย
ฉะนั้นจากทหารทั้งหมดหกแสนคนของแคว้นเยี่ยนมีทหารม้าห้าหมื่นคนโดยประมาณ และในจำนวนทหารม้านี้ไม่ใช่ทหารม้าเบาเท่านั้น ชุดเกราะของทหารม้าไม่ได้ดีมากแคว้นเยี่ยนเน้นการฝึกทหารม้าด้านความเร็วแต่กลับไม่ได้เน้นเื่ความแข็งแกร่งในการต่อสู้เลย ทหารม้าสวมชุดเกราะที่ทำมาจากผ้าในมือถืออาวุธ การเคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งสายลม
ผู้ที่มีชื่อเสียงในด้านการขี่ม้ามากที่สุดก็เห็นจะเป็กองทัพอัศวินเพลิงเหล็ก
กองทัพอัศวินเพลิงเหล็กเป็กองทัพทหารม้าที่แข็งแกร่งที่สุดในเยี่ยนโยวสิบหกแคว้น าของอัศวินเพลิงเหล็กราวกับเป็าเครื่องจักรก็ไม่ปานเพียงแค่กองทัพอัศวินเพลิงเหล็กปรากฏตัวเท่านั้น สนามรบก็ราวกับเครื่องจักรที่ไล่บดขยี้คู่ต่อสู้ลงทันที
ฉะนั้นการขี่ม้ายิงธนูเป็ด่านที่ต้องทดสอบอย่างขาดไม่ได้
การแข่งขันจะแบ่งออกเป็กลุ่มละสิบคน สิบคนนี้จะเริ่มการทดสอบพร้อมกันการขี่ม้ายิงธนูแบ่งเป็สองส่วน ส่วนแรกคือการยิงเป้านิ่ง โดยกำหนดระยะห่างและให้ลูกธนูคนละห้าดอกแล้วตัดสินว่าใครจะได้คะแนนมากที่สุด ส่วนที่สองคือการยิงเป้าเคลื่อนที่นั่นก็คือการขี่ม้ายิงเป้านั่นเอง โดยทุกคนจะมีลูกธนูคนละห้าดอกเช่นเดิม
กลุ่มที่อันเจิงอยู่ทุกคนต่างดูมีความมั่นใจสูงมากต่อให้จะเป็คนที่เกิดมาในบ้านที่มีฐานะยากจนก็ตาม พวกเขายังมีความเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมทุกคนต่างก็จะทำให้ดีที่สุด
อันเจิงได้รับคันธนูขนาดครึ่งฟุตเขาชั่งน้ำหนักในมือจากนั้นก็เดินไปหากรรมการคุมสอบ “อาจารย์ ข้าขอเปลี่ยนคันธนูได้หรือไม่?”
ผู้คุมสนามสอบยิงธนูคือฉางฮวัน เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย“นี่เป็เกณฑ์มาตรฐาน ผู้เข้าแข่งขันจะได้เหมือนกันทุกคน”
อันเจิงลากสายธนูเพียงนิดเดียว คันธนูก็หักทันที“มันเบาไปหน่อย”
ผู้รับผิดชอบความเรียบร้อยของการแข่งขันคือท่านแม่ทัพหวังไคไท่ในตำแหน่งแม่ทัพอินทรีเหล็กระดับสี่ของหน่วยทหาร เมื่อเขาเห็นอันเจิงลากสายจนคันธนูหักเขาจึงอดไม่ได้แล้วพูดขึ้น “ดีมาก! ไม่เสียแรงที่เป็ชายชาตรีจากแถบชายแดน อันเจิงเ้าทำได้ไม่เลว แต่เดี๋ยวต้องไปจ่ายค่าเสียหายด้วยล่ะ”
อันเจิง “...”
ชวี่ลวนยิ้มเล็กน้อยจากนั้นก็เลือกธนูเหล็กขนาดสามฟุตแล้วส่งให้อันเจิง “ใช้อันนี้แล้วกัน”
คันธนูที่ชาวเยี่ยนใช้โดยส่วนใหญ่จะผสมวัสดุหลายอย่างเข้าด้วยกันมันไม่ได้ทำมาจากไม้ทั้งหมด แต่สร้างขึ้นโดยใช้แผ่นไม้ไผ่และผ้าลายตาข่ายผสานเข้ากันทีละชั้น ๆส่วนประกอบที่จะใช้มาสร้างเป็ธนูหาไม่ได้ง่าย ๆต้นบ๊อกวูดในทุ่งหญ้าสามารถนำมาใช้สร้างได้ แต่ถึงอย่างนั้น ในแคว้นเยี่ยนก็ถือว่าหายากพอสมควรทหารในเมืองส่วนใหญ่มักจะชอบธนูเหล็กเพราะมีน้ำหนักและแรงส่งมาก คันธนูขนาดสามฟุตเวลายิงอย่างน้อยลูกธนูก็ลอยออกไปไกลสามร้อยเมตรแล้ว
อันเจิงรับธนูเหล็กมาจากนั้นก็ชั่งน้ำหนักมือ ธนูเหล็กนี้ก็ยังเบามากเกินไปอยู่ดีอันเจิงใช้มือลากเพียงนิดเดียว...สายธนูก็ขาดแล้ว ส่วนด้ามธนูก็งอจนเห็นแล้วอดรู้สึกหวาดเสียวไม่ได้
อันเจิงส่ายหน้า“ไม่มีที่หนักกว่านี้หรือ?”
ทุกคนในสนามสอบอดไม่ได้จึงหันกลับมามองอันเจิงในใจก็คิดว่าอันเจิงจงใจโอ้อวดพลังของตัวเองอยู่ แต่หน่วยทหารกลับชื่นชมคนแบบนี้ด้วยสิฉะนั้นคนส่วนใหญ่จึงไม่ได้รู้สึกไม่ชอบอันเจิง
หวังไคไท่โบกมือ“ไปเอาธนูของข้ามาให้เขายืมก่อน ส่วน...”
อันเจิงพูดขึ้น “ค่าเสียหายของธนูเหล็กเดี๋ยวข้าจ่ายเอง...”
หวังไคไท่พยักหน้า “อืมเดี๋ยวจะให้ราคาที่ถูกเป็พิเศษ”
เพียงไม่นานทหารข้างตัวทั้งสองของหวังไคไท่ก็ยกธนูออกมา คันธนูนี้มีขนาดหนึ่งเมตรครึ่งสายธนูหนาประมาณหนึ่งนิ้ว อันเจิงรับมาแล้วชั่งน้ำหนักด้วยมืออีกครั้งธนูนี้มีน้ำหนักอย่างน้อยหกสิบกิโลกรัม หากเป็ชายที่ไม่มีพลังวัตรแล้วละก็การจะยกขึ้นด้วยมือเดียวก็คงเป็เื่ยากมาก ธนูนี้ไม่ใช่เหล็กแต่เป็ไม้แท้อันเจิงมองเพียงแวบเดียวก็รู้แล้วว่ามันทำมาจากต้นสาลี่ที่อยู่บนหน้าผาสูง
ต้นสาลี่บนหน้าผาหาได้ยากถึงยากมากโดยปกติกำไลข้อมือที่ทำมาจากไม้สาลี่ที่มีอายุร้อยปีขึ้นไปยังมีค่าเท่ากับทองหลายหมื่นตำลึง แล้วยิ่งนำมาสร้างเป็คันธนูที่ใหญ่ขนาดนี้ ต้องมีค่ามากจนประเมินไม่ได้อย่างแน่นอน
อันเจิงถือคันธนูไว้ในมือและคารวะจากนั้นก็หยิบลูกธนูออกมา ลูกธนูนั่นก็เป็ของที่หวังไคไท่ใช้เองเช่นกันลูกธนูทุกดอกมีขนาดหนากว่าหนึ่งนิ้ว หัวธนูทำมาจากเหล็กกล้าชั้นดี โดยปกติปลายปีกธนูจะเป็ขนนกหรือขนสัตว์ต่างๆ แต่ทว่าลูกธนูของหวังไคไท่มีปลายปีกเป็แผ่นมีดที่แหลมคม
ผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบคนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ตามกฎผู้เข้าแข่งขันต้องห่างจากเป้าอย่างน้อยห้าสิบเมตร ทุกคนจะมีลูกธนูคนละห้าดอก เมื่อปล่อยลูกธนูออกไปจนครบแล้วผู้คุมสอบจึงจะลงคะแนนและหากใครคิดว่าตัวเองอยากอยู่ในระยะที่ไกลกว่านี้ก็สามารถแจ้งอาจารย์ผู้คุมสนามสอบได้
นอกจากอันเจิง ผู้เข้าแข่งขันคนอื่น ๆต่างก็ไม่หวังจะอันดับหนึ่งแล้ว พวกเขารู้สึกว่าตัวเองโชคร้ายที่ถูกแบ่งมาอยู่ในกลุ่มเดียวกับอันเจิงสิ่งที่พวกเขาทำได้คือแข่งกับแปดคนที่เหลือ แต่อย่างไรก็ต้องยอมรับว่าทักษะการยิงธนูของชาวเยี่ยนยอดเยี่ยมไม่น้อยเก้าคนนั้นปล่อยลูกธนูออกไปอย่างต่อเนื่อง ราวกับไม่มีช่องว่างให้หยุดเลยแม้แต่น้อยคนที่ช้าสุดในเก้าคนปล่อยลูกธนูดอกที่ห้าไปภายในเวลาสองนาที
ส่วนอันเจิงไม่ได้ปล่อยลูกธนูออกไปแม้แต่ดอกเดียว
ฉางฮวันโมโหเล็กน้อย“เ้าอยากเปลี่ยนธนูก็ให้เ้าเปลี่ยนแล้ว ทั้งยังใช้ธนูของท่านแม่ทัพหวังไคไท่อีกแต่ตอนนี้เ้ากลับไม่ยิงธนูเลยสักดอก อยากก่อเื่ใช่หรือไม่?”
อันเจิงส่ายหน้า “ระยะนี้ใกล้เกินไปข้ากลัวจะยิงโดนคนที่อยู่ด้านหลังเป้า ฉะนั้นข้าขอถอยไปอีกได้หรือไม่”
ฉางฮวันไม่ได้ตอบ หวังไคไท่พูดขึ้น“ธนูของข้า ยิงออกไปไกลห้าร้อยเมตรก็ไม่ใช่เื่ยากฉะนั้นเ้าให้เขาถอยไปหน่อยเถอะ”
ฉางฮวันเกรงใจแม่ทัพหวังไคไท่จึงพยักหน้า“เ้าถอยไปเถอะ คนอื่นที่คิดว่าใกล้เกินไปก็สามารถถอยได้ทั้งนั้น”
มีคนคาบข่าวการทดสอบในสำนักวรยุทธ์ชางออกไปบอกด้านนอกเป็พักๆ เหล่าคนที่วางพนันด้านนอกเปลี่ยนข้างพนันตลอดเวลาตามสถานการณ์ ผู้คนด้านนอกสำนักลุ้นผลสอบของอันเจิงตลอดฉะนั้นด้านนอกสนามประลองจึงมีหลายสิบคนรอฟังผลอยู่
ทุกคนรู้ว่าตัวเองไม่อาจเอาชนะอันเจิงได้แต่ก็ไม่อยากยอมแพ้ง่ายดายขนาดนี้ ฉะนั้นทุกคนจึงถอยออกไปบ้างก็ถอยไปถึงเจ็ดสิบเมตร บ้างก็ถอยไปแปดสิบเมตร บ้างก็ถอยไปหนึ่งร้อยเมตรและยังมีคนถอยออกไปมากกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบเมตรเมื่อทุกคนหยุดนิ่งแล้วก็หันกลับมามอง ว่าอันเจิงถอยไปมากเท่าไหร่ พวกเขาจึงเห็นอันเจิงยืนอยู่กับที่แต่กลับนำธนูในมือเล็งเป้าแล้วกะระยะอยู่
ฉางฮวันทนไม่ได้ “เ้าจะทำอะไร?”
อันเจิงยิ้ม “จำตำแหน่งไว้เฉย ๆตอนนี้เสร็จแล้ว”
จากนั้นอันเจิงก็ถอยหลังออกไปก้าวแล้วก้าวเล่า ยิ่งเดินก็ยิ่งไกลออกไป ผู้คุมสอบรวมไปถึงผู้ตรวจการในสำนักวรยุทธ์ชางจึงต้องเดินตามอันเจิงไปด้วยพวกเขาเดินผ่านสวนดอกไม้ เดินผ่านเฉลียง และสุดท้ายก็ปีนกำแพงออกนอกสำนักไป
อันเจิงะโลงจากกำแพงคนอีกหลายสิบคนก็ะโลงตามอันเจิง ผู้ตรวจการสำนักจึงจำใจต้องปีนกำแพงและะโออกไปด้วยอันเจิงเดินไปพลางคำนวณอะไรพึมพำอยู่ในปากด้านหลังมีคนที่ตกตะลึงและเดินตามอันเจิงมาเป็ขบวน
ระยะห่างจากเป้าอย่างน้อยหนึ่งพันเมตรแล้วอันเจิงะโออกมาจากกำแพงและเดินข้ามถนนไปจากนั้นก็เดินไปจวินซินโหลวที่ห่างจากหน้าประตูสำนักวรยุทธ์ชางกว่าร้อยเมตรเขาถือธนูไม้สาลี่เดินเข้าไปในหอนางโลม จากนั้นก็เดินผ่านหญิงนางโลมและแขกมากมายแล้วก็เดินขึ้นชั้นสอง ชั้นสาม
เหมือนเขาเลือกห้องอย่างไม่คิดมากและเดินเข้าไปทันทีด้านในมีหญิงสาวที่สวมเสื้อชั้นในสีขาว นางใจึงร้องะโออกมา จากนั้นก็หยิบเสื้อคลุมตัวนอกมาใส่อย่างรวดเร็ว
อันเจิงยิ้มเป็เชิงขอโทษ “ขอโทษพี่สาวที่เข้ามารบกวนพอดีข้ากำลังสอบยิงธนูของสำนักวรยุทธ์ชางอยู่ ขอพี่สาวอำนวยความสะดวกให้ด้วย”
หญิงสาวนางนั้นอายุประมาณยี่สิบปี นางมีรูปโฉมที่งดงามอาจเป็เพราะเมื่อคืนนอนไม่เต็มอิ่ม ฉะนั้นวันนี้จึงดูมีความเกียจคร้านเล็กน้อย นางพยักหน้ากลับอย่างรวดเร็วถึงแม้จะไม่เข้าใจสิ่งที่อันเจิงพูดแม้แต่น้อยก็ตาม นางยังไม่ทันได้ตั้งตัวผู้คนที่เดินตามมาด้านหลังก็พุ่งเข้ามาจ้องอันเจิงแล้ว
อันเจิงหยิบกาน้ำแล้วเทดื่มจากนั้นก็หันกลับไปมองหญิงสาว เขายิ้มพลางพูดขึ้น “หอมจัง”
หญิงสาวหน้าแดงขึ้นเล็กน้อยราวกับปลาบปลื้ม
อันเจิงดื่มน้ำเข้าไปอีกหนึ่งอึกจากนั้นก็เปิดหน้าต่างออกที่นี่ห่างจากเป้ายิงธนูอย่างน้อยหนึ่งพันห้าร้อยเมตร
มือซ้ายของอันเจิงยกธนูต้นสาลี่ขึ้นมือขวาหยิบลูกธนูเหล็กออกมาจากซองที่อยู่ด้านหลัง เขาหายใจเข้าออกช้า ๆจากนั้นก็ปล่อยลูกธนูออกไป ลูกธนูลอยขึ้นฟ้า จากนั้นก็กลายเป็ลำแสงสวยงามแล้วพุ่งตกลงมา
อันเจิงหันไปบอกผู้คุมสอบ “รบกวนท่านช่วยกลับไปดูหน่อยว่าเข้าเป้าหรือไม่?”
คนคนนั้นทำหน้าเบื่อหน่ายเล็กน้อยแต่ก็ทำได้เพียงวิ่งออกจากจวินซินโหลวไป เขาลืมเข้าทางประตูสำนัก แต่กลับปีนกำแพงเข้าไปตามทางที่เดินออกมาจากนั้นก็วิ่งกลับมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “เข้าเป้ารอบนอก เอียงไปทางซ้ายเล็กน้อยเป้ากระดานทะลุแล้ว”
อันเจิงพยักหน้ารับ “ขอบคุณมาก”
เขายกธนูต้นสาลี่ขึ้นมาอีกครั้งจากนั้นก็ยิงลูกธนูติดต่อกันสี่ดอก ระยะห่างเวลาที่เขายิงไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำลูกธนูทั้งสี่ดอกลอยออกไปราวกับสายฟ้า
จากนั้นอันเจิงก็หันไปยิ้มกับหญิงสาวคนนั้น “ขอบคุณพี่สาวที่ให้ข้ารบกวน เงินนี่มอบให้เ้านำไปซื้อของใช้ส่วนตัว”
เขาวางเงินไว้บนโต๊ะและก้าวยาว ๆ จากไปหญิงสาวมองตามแผ่นหลังอันเจิงอย่างเหม่อลอยครู่หนึ่ง
กลุ่มคนมากมายเดินตามอันเจิงกลับสำนักวรยุทธ์ชางจากนั้นทุกคนก็ตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
นอกจากดอกแรกที่เข้าเป้ารอบนอกแล้วทะลุออกไปสี่ดอกที่ยิงทีหลังเข้ากลางเป้าและทะลุออกไปทั้งสี่ดอกเช่นกันบนเป้ากระดานเหลือเพียงรูเท่านั้น ทุกคนที่อยู่ในสนามประลองรวมไปถึงฉางฮวันต่างก็ยังคงตาค้างไม่หาย
