บทที่ 91 เหาะอากาศมาเยือน
หลังจากลู่หยวนมาถึงยอดเขาหลัก ก็ได้พูดคุยกับหลัวเจิน ทั้งสองคิดเหมือนกัน จึงได้ออกกฎใหม่
หลังจากนี้ต่อไป คนที่จะท้าสู้ที่ลานประลองยุทธ์บนยอดเขาหลัก ผู้ที่สามารถเอาชนะฉินชูได้จะได้รับแต้มคุณูปการหนึ่งแสนแต้ม แต่ก็ใช่ว่าผู้ที่ท้าสู้จะไม่เสียอะไรเลย ลูกศิษย์สายในที่ท้าสู้จะต้องจ่ายค่าประลองสามพันแต้มคุณูปการ ลูกศิษย์สายหลักจะต้องจ่ายหนึ่งหมื่นแต้มคุณูปการ ซึ่งหมายความว่า หาก้าทดสอบความสามารถของตัวเองโดยการใช้ความสามารถของฉินชูก็จำเป็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยน
ตามคำพูดของหลัวเจิน ลูกศิษย์ในสำนักมีแต้มคุณูปการกันไม่น้อย ถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้ว
“ศิษย์พี่หลัว ก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าศิษย์พี่จะขูดรีดแบบนี้ ดูเหมือนว่าวิธีการของศิษย์พี่จะดีไม่น้อย” ลู่หยวนพูดกับหลัวเจิน
“ฮ่าๆ เห็นเด็กๆ พวกนี้ะโไปมาอยู่ไม่สุขแบบนี้ น่าสนใจดี” หลัวเจินคลี่ยิ้มเอ่ย
หลังจากไป๋อวี้แจ้งประกาศใหม่ให้ฉินชูรู้ ฉินชูรู้ดีว่าหลัวเจินเป็พวกขูดรีด แต่คิดว่าลูกศิษย์หาแต้มคุณูปการกันง่ายขนาดนั้นเชียวหรือ ตอนนี้คิดว่าขูดรีดกลับ แต่คิดในทางกลับกัน เวลาไม่มีแต้มคุณูปการ เหล่าลูกศิษย์ถึงมีความพยายามไปหามาใหม่ แต่เื่นี้มันเกี่ยวอะไรกับเขา เขามีแต้มอยู่เกินกว่าหนึ่งล้านแต้ม ดังนั้นตอนนี้แต้มคุณูปการจึงไม่จำเป็เท่ากับการฝึกต่อสู้ด้วยสถานการณ์จริง
หลังจากกลับมาถึงเมืองหลวงต้าเฉียน นับวันเฉียนหลิงอู่ก็เริ่มโกรธและคับแค้นใจ เดิมทีนางไม่คิดจะทำให้ฉินชูลำบากใจอีกต่อไป แต่ฉินชูกลับหนีไปซบไหล่หญิงสาวคนนั้น นางรับไม่ได้กับความรู้สึกถูกทรยศแบบนี้
นอกจากนี้ เฉียนหลิงอู่ยังได้รับข่าวมาว่าอุโมงค์ใต้ดินเข้าหุบเขาเทียนเซียงถูกทำลาย นางรู้ทันทีว่าเป็ฝีมือของฉินชูกับจื่อหลวน ก็ยิ่งทำให้นางโมโหขึ้นไปอีก
ถึงแม้จะโกรธจัด แต่สติของนางยังไม่ขาดหาย นางเหาะมาที่หุบเขาเทียนเซียงอีกครั้ง โดยไม่ผ่านการตรวจจับของสี่สำนักมหาอำนาจ
ทันทีที่เข้ามาภายในหุบเขาเทียนเซียง ก็พบกับจื่อหลวนทันที
“กลับมาอีกทำไม เ้าน่าจะรู้ตัวดีว่าเ้าเอาชนะข้าไม่ได้ อีกอย่าง อย่ายั่วโมโหข้า ข้ารู้ว่าเ้าเป็คนจากราชวงศ์เฉียน แต่ถ้าเ้าหาเื่ข้า ข้าก็จะกวาดล้างราชวงศ์เฉียนของพวกเ้าให้สิ้นซาก” เมื่อเห็นเฉียนหลิงอู่ จื่อหลวนก็เริ่มหงุดหงิด ยังไม่จบอีกหรือ ครั้งที่แล้วเฉียนหลิงอู่น่าจะเข้าใจพลังของตัวเองดีแล้วว่าเอาชนะนางไม่ได้
“ข้าไม่สน หากเ้าจะอยู่ฝึกตนที่นี่ก็อยู่เฉยๆ แต่ข้า้าตัวฉินชู เ้าคนกวนประสานพรรค์นี้ บังอาจหนีไปอยู่กลับศัตรู ข้าปล่อยวางเื่นี้ไม่ได้” เฉียนหลิงอู่มองจื่อหลวนและพูดขึ้น
“ฉินชูเป็เพื่อนคนเดียวของข้า ข้าไม่มีทางมอบเขาให้เ้าหรอก” จื่อหลวนส่ายหน้า ต่อให้ฉินชูไม่อยู่ที่นี่แล้ว แต่นางไม่ยอมทอดทิ้งฉินชูแน่นอน
“เ้าจะสู้ให้ได้เลยหรือ” ได้ยินคำพูดของจื่อหลวน คิ้วโก่งงามของเฉียนหลิงอู่ก็ขมวด นางรู้สึกว่าจื่อหลวนกับฉินชูที่มีวาสนาต่อกันเพียงครั้งเดียว แต่จื่อหลวนกลับยอมมีปัญหาแทนเขาขนาดนี้ ผู้ฝึกตนขั้นที่สามสำคัญกับผู้ฝึกตนขั้นหวางเจ่อขนาดนี้เชียวหรือ คำตอบคงไม่สำคัญขนาดนั้น แต่ใครๆ ก็รู้ว่าฉินชูเข้าถึงสภาวะแห่งวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิง
“ใช่แล้ว ข้าอยากสู้” จื่อหลวนชักดาบออกมา นางเริ่มโมโหที่เฉียนหลิงอู่กัดฉินชูไม่ปล่อย
การต่อสู้เกิดขึ้นในหุบเขาเทียนเซียงอีกครั้ง จื่อหลวนโกรธ เฉียนหลิงอู่กลับยิ่งโกรธกว่า ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครไม่เคารพนาง แต่่หลังๆ มานี้ เริ่มมีฉินชูและตามมาด้วยจื่อหลวน พวกเขาไม่ไว้หน้านางเลยแม้แต่น้อย
การต่อสู้ดำเนินเป็เวลาหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดเฉียนหลิงอู่ก็ถอยกลับ ตบะของนางสูงกว่าของจื่อหลวนอยู่นิดหน่อย แต่จื่อหลวนเร็วกว่าและยังมีวิชาดาบอันพิสดาร เป็พลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่ยากจะรับมือ เอาชนะไม่ได้ง่ายๆ และแน่นอนว่าหากจื่อหลวนคิดจะฆ่านาง เื่มันก็ไม่ง่ายขนาดนั้น
“แล้วข้าจะมาใหม่” เฉียนหลิงอู่ถลึงตาใส่จื่อหลวนอย่างแค้นเคืองก่อนจากไป
แม้การต่อสู้ไม่รู้ผลแพ้ชนะ แต่การต่อสู้ทำให้เฉียนหลิงอู่ทราบข้อมูลอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือฉินชูไม่ได้อยู่ที่หุบเขาเทียนเซียงแล้ว เพราะการต่อสู้ระหว่างนางกับจื่อหลวนกินพื้นที่เป็บริเวณกว้าง แต่กลับไม่พบร่องรอยของฉินชูเลยแม้แต่น้อย ด้วยเหตุนี้ เฉียนหลิงอู่จึงมั่นใจว่าฉินชูไม่ได้อยู่ที่หุบเขาเทียนเซียงแล้ว
หลังจากออกจากหุบเขาเทียนเซียง เฉียนหลิงอู่ก็รีบมุ่งหน้าไปที่สำนักชิงหยุน หากฉินชูไม่ได้อยู่ที่หุบเขาเทียนเซียง ก็ต้องอยู่ที่สำนักชิงหยุนแน่นอน นาง้าไปจับตัวเขามาใหม่
ฉินชูที่ไม่รู้เื่นี้ก็เอาแต่ขยันฝึกตนอยู่ทุกวัน
วิชากระบี่ของเขาในตอนนี้ เขาได้หลอมรวมวิชากระบี่พื้นฐานกับวิชากระบี่กายสิทธิ์เข้าด้วยกันและขัดเกลาจนถึงจุดสุดยอดแล้ว การที่เขาฝึกวิชากระบี่อยู่ทุกวันก็เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้ได้มากที่สุด เชื่อมโยงกระบี่ในมือให้เหมือนส่วนหนึ่งของร่างกาย
เพียงพริบตาก็ถึงต้นเดือนใหม่ ฉินชูเก็บของ สะพายกระบี่และมุ่งหน้าไปที่ลานประลองยุทธ์บนยอดเขาหลัก
หลัวเจินสั่งให้เขาไปรอรับคำท้าสู้ทุกวันที่หนึ่งและวันที่สิบห้าของเดือน ดังนั้นเขาก็ต้องรักษาสีหน้าเ้าสำนักหน่อย
ก่อนหน้านี้ ฉินชูมาถึงลานประลองยุทธ์ค่อนข้างสายตามแบบฉบับคนเก่ง แต่วันนี้เขามาถึงแต่เช้า
เนื่องจากเช้าเกินไป เขาจึงหยิบเบาะอาสนะออกมานั่งสมาธิ จากนั้นเหล่าลูกศิษย์ก็ทยอยมาที่ลานประลองยุทธ์ ต่อให้พวกเขาไม่ได้มาท้าสู้ แต่แค่มาดูการต่อสู้ของเหล่ายอดฝีมือในสำนัก ก็ถือว่าเป็การพัฒนาตัวเองเช่นกัน
ความคิดของลูกศิษย์ในสำนักค่อยๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ยกตัวอย่างเช่นวิธีการเก็บกระบี่ ก่อนหน้านี้พวกเขาเก็บไว้ที่เอว แต่ตอนนี้สะพายไว้ที่หลังตามฉินชู
เหล่าบุคคลระดับสูงของสำนักก็มาดูการต่อสู้ไม่น้อย เพราะเป็การต่อสู้ที่คุ้มค่าที่จะดู ฉินชูเข้าถึงวิถีกระบี่ขั้นเจี้ยนหลิงได้ ความรู้สึกหลังจากหลอมรวมจิตเป็หนึ่งเดียวกับกระบี่สามารถทำให้ตรวจพบจุดบอดของคู่ต่อสู้ได้ พวกเขา้ารู้จุดด้อยจุดเด่นของวิชากระบี่ที่มีอยู่ในสำนัก
และแล้วก็มีลูกศิษย์สายในออกมาท้าสู้ ถึงแม้จะรู้ว่าเอาชนะฉินชูได้ยาก และต้องจ่ายแต้มคุณูปการไปสามพันแต้ม แต่การได้เรียนรู้จุดอ่อนของตัวเองก็ถือว่าคุ้มค่า
การต่อสู้ก่อนหน้านี้ ฉินชูเอาแต่ขัดเกลากระบวนท่าป้องกัน แต่หลังจากได้ยินคำพูดของหลัวเจินครั้งที่แล้ว เขาก็รู้สึกเห็นด้วย ผู้ฝึกตนสายวิถีกระบี่ ต้องมีความเฉียบคมที่เด็ดขาด ซึ่งมันจะแสดงออกมาจากการโจมตี ดังนั้นเขาต้องเป็ฝ่ายเริ่มโจมตีในการต่อสู้
เมื่อฉินชูเริ่มเป็ฝ่ายโจมตี ลูกศิษย์สายในในสำนักก็ยิ่งต้านทานไม่ไหว กระบวนท่ากระบี่พื้นฐานที่หลอมรวมกับวิชากระบี่กายสิทธิ์เพื่อเสริมความเร็ว ไม่จัดว่าเป็วิชาพื้นฐานอีกต่อไป ทุกท่วงท่าที่สำแดงออกมาคือวิชากระบี่ระดับพระกาฬ
โม่เต้าจื่อกับหลิงหยุนจื่อมาดูการต่อสู้เช่นกัน
“ศิษย์พี่ พลังแห่งเจตจำนงกระบี่ของเข้ากล้าแกร่งมาก หากมีกระแสััเฉียบคมแม่นยำกว่านี้จะสามารถใช้พลังแห่งเจตจำนงกระบี่ได้นานขึ้น” หลิงหยุนจื่อพูดกับโม่เต้าจื่อ
โม่เต้าจื่อไม่พูดอะไร เพราะพลังแห่งเจตจำนงกระบี่คือจุดอ่อนของเขา สติปัญหาของเขาสูงส่ง เขาสามารถฝึกฝนวิชากระบี่อะไรก็ได้หลังจากได้เห็นเพียงครั้งเดียว แต่กระนั้นก็จับััของเจตจำนงกระบี่ไม่ได้ แม้กระบี่ของเขาจะไร้หวั่นไร้พ่ายไร้กลัว แต่ก็ยังไม่อาจหยั่งััถึงเจตจำนงกระบี่ ทำให้วิถีกระบี่ของเขาถึงทางตัน
วิชากระบี่ที่ไร้พลังแห่งเจตจำนงกระบี่ก็คือวิชากระบี่ที่ไม่มีจิติญญา
หลังจากลูกศิษย์สายในสองสามคนออกมาท้าสู้ ก็ไม่มีใครออกมาสู้ต่อ
สักพักหนึ่ง ก็มีลูกศิษย์สายหลักก้าวออกมา ทำให้บรรยากาศตื่นตัวขึ้นอีกครั้ง เพราะลูกศิษย์สายหลักคนนี้มีชื่อเสียงพอสมควร เป็ลูกศิษย์สายหลักที่ติดอันดับหนึ่งในสิบ
ขณะที่กำลังจ่ายแต้มคุณูปการให้กับทางหอคุณูปการ และการต่อสู้กำลังจะเริ่มขึ้น โม่เต้าจื่อก็ะโขึ้นให้ทุกคนแยกย้ายอย่างกะทันหัน จากนั้นหลิงหยุนจื่อก็ปรากฏตัวขึ้นมากลางลานประลองยุทธ์ภายในพริบตา ยืนอยู่ข้างๆ ฉินชูด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จู่ๆ ก็มีหญิงสาวคนหนึ่งเหาะอากาศมาเยือน ซึ่งนางก็คือเฉียนหลิงอู่
