ครั้นฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินได้เห็นหน้าจ้าวซีเหอ สีหน้ายิ่งดูไม่สบอารมณ์ยิ่งขึ้นไปอีก ทว่าต่อมาไม่นานก็ถอนหายใจออกมา ใบหน้าเปลี่ยนเป็ยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “ข้าไม่เป็ไร แค่กลุ้มใจเื่บ้านเมืองเท่านั้น ทำไมหรือ เ้ามาหาเราถึงตำหนักมีเื่อันใด”
จ้าวซีเหอยิ้ม “ฝ่าา กระหม่อมแค่เบื่อไม่มีอะไรทำ เมื่อไม่กี่วันก่อนกระหม่อมพบเบาะแสเกี่ยวกับเื่ของท่านแม่ทัพหนิง จึงอยากมาถามพระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินเปลี่ยนเป็ล้ำลึกยากจะคาดเดา “หืม? เ้าสนใจเื่นี้ั้แ่เมื่อไหร่ หรือใช้ชีวิตเสเพลจนเบื่อแล้ว อยากทำหน้าที่ขุนนางผู้พิจารณาคดี?”
จ้าวซีเหอรีบโบกไม้โบกมือ ยิ้มอย่างคุณชายเ้าชู้ “ฝ่าา กระหม่อม…”
เอ่ยยังไม่ทันจบก็ได้ยินเสียงขันทีน้อยประกาศเสียงดังเสียก่อน เขาขมวดคิ้ว มองเฉินอวี้เดินเข้ามาในตำหนักพลางกระตุกยิ้มมุมปากอย่างลุ่มลึกให้เขา ก่อนจะคุกเข่าทำความเคารพฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจิน “กระหม่อมถวายบังคมฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวซีเหอมองเฉินอวี้ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ท่าทางดูไม่เป็ธรรมชาติ ด้วยกลัวว่าอีกฝ่ายจะพูดถึงฐานะนักโทษของหนิงมู่ฉือออกมา
“ลุกขึ้นเถิด” ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินส่งยิ้มให้ เฉินอวี้ลุกขึ้นยืน มองจ้าวซีเหอซึ่งมีท่าทีเคร่งเครียดก็ยกยิ้มมุมปาก “ซื่อจื่อก็อยู่ที่นี่ด้วยหรือขอรับ บังเอิญเหลือเกิน เมื่อสักครู่ระหว่างทางที่มาที่นี่ ข้าน้อยก็ได้เจอท่านเช่นกัน”
“ท่านอัครมหาเสนาบดีกล่าวว่า จะไปเยี่ยมพระสนมซูเฟยมิใช่หรือ ข้าได้ยินว่า่นี้พระสนมทานอะไรไม่ค่อยลง” จ้าวซีเหอนึกถึงท่าทางน่ากลัวของพระสนมซูเฟย ในใจรู้สึกรังเกียจ
เฉินอวี้กำหมัดทั้งสองข้างแน่น ถลึงตามองจ้าวซีเหอ ดูท่าอีกฝ่ายจะรู้แล้วว่าบุตรสาวของเขาทานหนอนพิษเข้าไป “ฮึ เื่ของบุตรสาวข้าน้อย ซื่อจื่อไม่จำเป็ต้องกังวล”
ฮ่องเต้จ้าวเจี้ยนเจินมองทั้งสองคนเถียงกันไปมาอย่างไม่พอใจ จึงกระแอมออกมาหนึ่งที “เอาละ อย่ามาทะเลาะกันในตำหนักเรา ซีเหอ หากไม่มีเื่ใดแล้วก็กลับไปเถิด ท่านอัครมหาเสนาบดีอยู่ก่อน เรามีเื่จะปรึกษากับท่าน”
“พ่ะย่ะค่ะ” เฉินอวี้รับคำด้วยสีหน้าถือดี จ้าวซีเหอถอนหายใจออกมาก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
กลับมาถึงตำหนักอ๋อง จ้าวซีเหอได้รับนกพิราบสื่อสารจากหลิงอวิ๋นและหลิงเฉิน นกพิราบสื่อสารสีขาวบินวนรอบตัวเขาอยู่ครู่หนึ่ง ถึงค่อยบินลงมา
เขาหยิบกระดาษที่อยู่ที่เท้านกพิราบออกมา อ่านข้อความในนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แย่แล้ว หนิงมู่ฉือตกอยู่ในอันตราย”
เขารีบขยำกระดาษ ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวที่ประตู เขาหันไปมองพร้อมกับขมวดคิ้ว
ตอนที่หนิงมู่ฉือตื่นขึ้นมา พบว่าเฉินเกอกำลังนั่งครุ่นคิดบางอย่างอยู่ข้างเตียง นางลองสะบัดศีรษะดู พบว่าไม่ปวดศีรษะแล้ว จึงยื่นมือไปสะกิดเฉินเกอ “จอมยุทธ์น้อยเฉิน กำลังคิดเื่ใดอยู่หรือ”
เฉินเกอยิ้มพร้อมกับลุกขึ้นยืน น้ำเสียงที่เอ่ยเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ฉือเอ๋อร์ เ้าตื่นแล้วหรือ เมื่อสักครู่ข้าออกไปถามคนที่คุ้นเคยกับเยี่ยนฉือ พวกเขาบอกว่าเคยเห็นสถานที่ที่เ้า้าจะไป”
หนิงมู่ฉือได้ฟังเช่นนั้น น้ำเสียงดีใจอย่างงปิดไม่มิด “จริงหรือ”
หนิงมู่ฉือดีใจเป็อย่างมาก รีบลุกขึ้นนั่ง ทว่าไม่ทันระวังศีรษะจึงไปกระแทกกับขอบเตียงเข้า นางยกมือกุมศีรษะด้วยความเจ็บ เฉินเกอเห็นเช่นนั้นก็ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ รอจนหนิงมู่ฉือเก็บของเสร็จ ทั้งสองคนก็จูงม้าออกเดินทาง หาอยู่ไม่นานก็ได้เจอจวนที่คุ้นเคย
หนิงมู่ฉือเดินตรงไปที่จวน นางมองจวนหลังเล็กซึ่งมีอิฐสีแดงกระเบื้องสีเขียวแลดูสง่างามที่อยู่ตรงหน้า รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย ยิ้มอย่างดีใจจนดวงตากลายเป็เส้นตรง ทว่าต่อมานางเกิดอาการลังเล ไม่กล้าเดินเข้าไป
เฉินเกอมองจวนที่อยู่ตรงหน้า เขารู้สึกคุ้นกับจวนหลังนี้อย่างไรชอบกล ลางสังหรณ์ไม่ดีพุ่งขึ้นสูง เขาหันไปมองหนิงมู่ฉือซึ่งมีท่าทางลังเล เขายื่นมือไปจับแขนนาง “ฉือเอ๋อร์ เข้าไปเถอะ อย่างไรก็ต้องเข้าไปอยู่ดี”
หนิงมู่ฉือถอนหายใจก่อนจะพยักหน้า เวลานี้นางอยู่ในชุดบุรุษสีฟ้า จึงออกจะดูแปลกไปบ้าง นางเดินไปที่ประตู พบว่าตัวจวนถูกลงกลอนอย่างแ่าเอาไว้ นางทรุดนั่งลงบนพื้น “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเื่มันไม่มีทางง่ายอย่างที่คิด”
ขณะที่ทั้งสองคนถอนหายใจอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดีนั้น ชายชราผู้หนึ่งเดินตรงมาด้วยท่าทีระแวดระวัง เฉินเกอรีบลุกขึ้นยืน เดินไปยืนบังหนิงมู่ฉือเอาไว้ “ผู้ใดอยู่ตรงนั้น!”
ชายชราหลังคอม เวลาเดินตัวเอนไปมาอยู่ตลอดเวลา ประหนึ่งต้นไม้ที่เอนไหวไปตามลม บนใบหน้ามีแต่ริ้วรอยแห่งกาลเวลา ผมหวีเรียบจนไม่มียุ่งสักเส้น แววตาลุ่มลึกราวกับผ่านประสบการณ์ในชีวิตมาอย่างโชกโชน
ชายชราค่อยๆ เดินเข้าไปหยุดอยู่เบื้องหน้าหนิงมู่ฉือ มองอย่างตกตะลึง ปากอ้าๆ หุบๆ อยู่เช่นนั้น ทว่ากลับไม่มีเสียงเล็ดลอดออกมา
ไม่รู้เป็เพราะเหตุใด หนิงมู่ฉือถึงรู้สึกว่าชายชราตรงหน้าดูคุ้นตาอย่างประหลาด เห็นชายชรามองมาที่นางพร้อมกับเดินเข้ามา นางค่อยๆ ก้าวถอยหลังอย่างระแวดระวัง
ชายชรายกมือชี้นิ้วมาที่นาง “พวกเ้ามาทำอะไรที่จวนข้า”
“ท่านผู้เฒ่า จวนหลังนี้คือจวนของท่านหรือ” ทันทีที่นางเอ่ยจบ เด็กหนุ่มอายุราวสิบกว่าปีผู้หนึ่งก็ถือถ้วยยาวิ่งมาทางนี้ด้วยสีหน้าจริงจัง
“นายท่าน ถึงเวลาดื่มยาแล้วขอรับ” เมื่อเด็กหนุ่มผู้นั้นวิ่งมาถึง ยกมือลูบศีรษะพร้อมกับมองสำรวจไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยอย่างสงสัยออกมา “เอ๋ เมื่อกี้ยังอยู่ตรงนี้อยู่เลย เหตุใดเพียงแค่พริบตาเดียวถึงไม่เห็นเสียได้”
ที่แท้ชายชราผู้นั้นหลบอยู่ข้างหลังหนิงมู่ฉือ ชายชราตัวสั่นเทาอยู่ตลอดขณะกระซิบข้างหูหนิงมู่ฉือ “พวกเขาจะทำร้ายข้า ข้าไม่อยากดื่มยา”
หนิงมู่ฉือพยักหน้า ปกป้องชายชราเอาไว้ด้านหลัง ยิ่งเห็นชายชราตัวสั่นยืนไม่ค่อยมั่นคงก็ยิ่งสงสาร
เด็กหนุ่มผู้นั้นเห็นชายชราแอบอยู่ด้านหลังหนิงมู่ฉือ เดินตรงเข้าไปหาพร้อมกับเอ่ยว่า “นายท่าน ข้าหาท่านตั้งนาน เร็วเข้า รีบดื่มยาเร็วขอรับ”
หนิงมู่ฉือเอ่ยออกมา “นี่ เ้าจะทำอันใด! ท่านผู้เฒ่าบอกว่าเ้าจะทำร้ายท่าน!”
เด็กหนุ่มผู้นั้นนิ่งงันไปชั่วครู่ รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก หน้าตาของคนตรงหน้าเหมือนกับหญิงสาวในภาพวาดในห้องของนายท่านไม่มีผิดเพี้ยน “ข้าเอายามาให้นายท่านต่างหาก นายท่านเห็นใครก็บอกว่าคนนั้นจะทำร้ายท่านทั้งนั้นแหละ แล้วเ้าเป็ใคร อย่ามาขวางทางข้า หลบไป!”
เฉินเกอมองเด็กหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่พอใจ “เ้าเด็กนี่อารมณ์ร้อนเสียจริง อย่าได้คิดจะทำเื่ไม่ดีเชียว”
