“ภูติญญาระดับกลาง!”
แม้จะเป็ผู้ฝึกปรือิญญาที่บรรลุด่านภูติญญาระดับปลาย แต่หลิวคุนยังไม่กล้าประมาทดูเบาต่อไป๋หยุนเฟยที่พลังด้อยกว่า ในใจกลับบังเกิดความตื่นตระหนก
“ดูจากภายนอกอายุราวยี่สิบ... ด้วยอายุเพียงเท่านี้กลับบรรลุถึงด่านภูติญญาระดับกลางได้แล้ว แม้จะไม่ถึงกับไร้คู่เปรียบ แต่ก็นับเป็พร์ที่หาได้ยากยิ่งในวัยนี้แล้ว! เป็คุณชายจากตระกูลใดกัน? แซ่ไป๋... กลับไม่เคยได้ยินมาก่อน หรือจะเป็ศิษย์อันโดดเด่นจากสำนักใด? ตระกูลเย่ทำอย่างไรจึงเชื้อเชิญคนเช่นนี้มาได้ หรือว่าตระกูลเย่พบภูผาใหญ่ให้พึ่งพิงได้แล้ว”
หลิวคุนครุ่นคิดในใจแต่กลับไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อย มันยิ้มพลางกล่าวว่า “คุณชายไป๋อย่าได้เกรงใจเช่นนี้ รีบเข้ามาเถอะ เชิญนั่งแล้วค่อยสนทนากัน”
เมื่อทุกคนนั่งเรียบร้อย บ่าวไพร่ก็ยกน้ำชาให้ทันที หลิวคุนไต่ถามสารทุกข์สุกดิบกับเทียนิอีกเล็กน้อยจึงยิ้มและเอ่ยปากถาม “ใช่แล้ว หลานเทียนิมาที่นี่ด้วยเหตุอันใด หรือจะมาหาเสี่ยวซุน?”
“อ้อ ท่านลุงหลิวเข้าใจผิดแล้ว ที่จริงเป็พี่ไป๋้ามาเยี่ยมคารวะท่านต่างหาก ข้าเป็เพียงคนนำทางให้เท่านั้น” เทียนิอธิบายพร้อมกับชี้ไปยังไป๋หยุนเฟยที่นั่งด้านข้าง
“อืม? เป็เช่นนั้นหรอกหรือ?” หลิวคุนประหลาดใจอยู่บ้าง ไม่คิดว่าจะเป็ไป๋หยุนเฟยที่มาหาตน จึงถามด้วยความสงสัย “คุณชายไป๋มีเหตุอันใดจึงมาที่ตระกูลหลิว?”
ไป๋หยุนเฟยยิ้มพร้อมกับตอบคำ “ท่านผู้นำตระกูลหลิวอย่าได้คิดมาก ข้าเพียงผ่านทางมาจึงอยากเข้ามาเยี่ยมคารวะเท่านั้นเอง สำหรับเหตุอันใดนั้น ท่านอ่านจดหมายฉบับนี้ก็จะกระจ่างเอง”
จากนั้นจึงหยิบจดหมายที่ได้รับจากหยิวชิงเฟิงเมื่อครั้งออกจากเมืองชุ่ยหลิว ซูตงที่ยืนด้านหลังหลิวคุนจึงรีบเดินไปรับจดหมายมามอบให้แก่หลิวคุน
ใบหน้าหลิวคุนเปี่ยมด้วยความสงสัย ก่อนจะดึงกระดาษจดหมายออกมาดู
เพียงมองแวบเดียว หลิวคุนก็สีหน้าแปรเปลี่ยน แสดงให้เห็นถึงความแตกตื่นอันใหญ่หลวง ท่าทีการแสดงออกของมันเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมจริงจัง แม้แต่ท่านั่งก็ยังดูเป็ทางการขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ยิ่งได้อ่านจดหมาย หลิวคุนก็ยิ่งไม่อาจควบคุมอารมณ์ไม่ให้แตกตื่นเอาไว้ได้ ท่ามกลางทีท่าเรียบเฉยของไป๋หยุนเฟยและตื่นเต้นสงสัยของเทียนิ หลิวคุนก็อ่านจดหมายสั้นๆฉบับนี้จบ ก่อนจะอ่านทวนซ้ำอีกหลายรอบ ราวกับจะยืนยันว่าเป็จดหมายนี้เป็ของจริงหรือปลอม
สุดท้ายหลิวคุนจึงเก็บจดหมายพร้อมกับเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ภายใต้รอยยิ้มราวกับซุกซ่อนเื่ราวเหนือธรรมดาเอาไว้ เทียนิก็รู้สึกประหลาดใจ คล้ายกับผู้นำตระกูลหลิวซึ่งเป็หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองเกายี่ ราวกับมีท่าที... เคารพกริ่งเกรงต่อไป๋หยุนเฟย?
“คิดไม่ถึงว่าคุณชายไป๋จะรู้จักนายน้อยหยิว หวังว่าคุณชายไป๋จะไม่ตำหนิที่ข้าต้อนรับล่าช้า หากทราบแต่แรกข้าสมควรออกไปต้อนรับท่านด้วยตนเอง” หลิวคุนประสานมือคารวะพร้อมกับเอ่ยปากขออภัย
“ท่านผู้นำตระกูลหลิวกล่าวหนักไปแล้ว ขณะที่ข้าอยู่ที่เมืองชุ่ยหลิวบังเอิญได้รู้จักกับผู้าุโหยิว ทั้งยังได้รับการดูแลจากท่านเป็อย่างดี และเคยกล่าวถึงตระกูลหลิวแห่งเมืองเกายี่พร้อมกับมอบจดหมายฉบับนี้ให้แก่ข้า ยามนี้เมื่อมาถึงแล้ว คิดว่าอย่างไรก็สมควรมาคารวะท่านสักครา ไม่ได้มีเหตุผลอื่นใดอีก”
“ฮ่า ฮ่า คุณชายไป๋อย่าได้กล่าวเช่นนี้ พวกเรามิใช่คนอื่นคนไกล หากท่านประสงค์สิ่งใดก็ขอให้เอ่ยปาก ขอเพียงเป็เื่ที่ตระกูลหลิวกระทำได้รับรองว่าไม่มีทางปฏิเสธ!”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอขอบคุณท่านผู้นำตระกูลหลิวแล้ว ข้าคงอาศัยอยู่ในเมืองสักระยะ หากถึงเวลาจำเป็้าความช่วยเหลือ จะมาเยี่ยมท่านอีก”
“ประเสริฐ ประเสริฐ แต่ว่าคุณชายไป๋อย่าได้เกรงใจเช่นนี้ มิเช่นนั้นหากนายน้อยหยิวทราบ จะตำหนิได้ว่าดูแลคุณชายไป๋บกพร่อง”
“……”
เทียนิมิงดูทั้งคู่ด้วยความประหลาดใจ พร้อมกับคิดว่าน่าขบขันนัก นี่คล้ายกับว่าหลิวคุนขอร้องให้ไป๋หยุนเฟยขอความช่วยเหลือกับตน แม้เทียนิจะไม่ทราบว่าเป็เื่ราวใด แต่ก็พอจะมองออกว่าเป็เพราะจดหมายฉบับนั้น ยังมีเื่นายน้อยหยิวนั่นอีก มันรู้สึกว่าพี่ไป๋ช่างร้ายกาจจริงๆ ขนาดเพียงคนรู้จักยังยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ เขียนจดหมายฉบับเดียวก็ทำให้ตระกูลใหญ่อย่างตระกูลหลิวแสดงท่าทีเคารพนอบน้อมปานนี้
การสนทนาเป็ไปอย่างสนิทสนม หลิวคุนปรับเปลี่ยนท่าทีและความคิดให้เป็ปกติ ทั้งไม่เสแสร้งจงใจเยินยอ ทั้งแสดงถึงความเมตตาเอาใจใส่ แม้แต่เทียนิยังรู้สึกว่าถูกทอดทิ้งอยู่ด้านข้าง
พูดคุยสัพเพเหระอยู่ราวครึ่งชั่วยาม ไป๋หยุนเฟยเห็นว่าน่าจะสมควรแก่เวลา ขณะจะเอ่ยปากอำลาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากด้านนอก...
หลิวซุนเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ ผมเผ้าหวีสางไว้ด้านหลังเรียบร้อย ท่วงทีดูสง่างาม ต่างจากเมื่อวานที่เมามายคลุ้มคลั่ง ดูไปค่อยสมเป็คุณชายแห่งตระกูลใหญ่
“บิดา ข้ามาแล้ว” หลิวซุนมาถึงห้องโถงใหย่ หลังจากคารวะต่อหลิวคุนก็เอ่ยปากต่อเทียนิ “เฮ้ คุณชายเย่ ได้ยินว่าเ้าหลบหนีออกจากบ้านไปหลายเดือน? เป็อย่างไรบ้าง? โลกภายนอกสนุกสนานหรือไม่?”
เทียนิกับหลิวซุนคล้ายจะสนิทสนมกัน มันยิ้มพลางกล่าวว่า “หึ หึ พี่สามหลิว ไม่พบกันนานแล้ว โลกภายนอกสนุกสนานยิ่งนัก ข้าได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมาไม่น้อย”
หลิวซุนพยักหน้า จากนั้นหันไปหาไป๋หยุนเฟย เมื่อได้เห็นว่าคนตรงหน้ากลับอายุน้อยกว่าตน ก็อดไม่ได้ต้องหันไปหาซูตงที่ด้านหลังหลิวคุน “คงไม่ใช่กระมัง? ซูตงเ้าแน่ใจหรือว่าเขาใช้เพียงหนึ่งกระบวนท่าก็ฟาดข้าสลบ? เขาบรรลุด่านภูติญญาแล้วจริงๆหรือ? ไม่น่าจะ...”
“เสี่ยวซุนอย่าเสียมารยาท!” หลิวคุนหน้าแปรเปลี่ยนก่อนจะตวาดห้าม
“พี่สามหลิว อะไรตีท่านจนสลบ หรือท่านเคยพบกับพี่ไป๋มาก่อน?” เทียนิถามด้วยความสงสัย
“เื่นี้...” เมื่อถูกบิดาดุว่า ทั้งยังถูกเทียนิซักถาม หลิวซุนจึงได้แต่มองดูไป๋หยุนเฟยโดยไม่ทราบจะกล่าวอะไรดี
ขณะหลิวคุนคิดหาคำพูดแก่ตัวให้กับบุตรชาย ไป๋หยุนเฟยก็พยักหน้าเบาๆแก่หลิวซุน ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า คุณชายหลิว พวกเราพบกันอีกแล้ว ท่านอาจจะจดจำข้าไม่ได้เพราะเมื่อวานท่านกำลังเมามาย ตอนนั้นข้าเองก็ล่วงเกินต่อท่าน หวังว่าท่านจะให้อภัย”
“เอ่อ...” หลิวคุนคาดไม่ถึงว่าไป๋หยุนเฟยจะแสดงท่าทีเช่นนี้ จึงรีบเอ่ยปาก “คุณชายไป๋อย่าได้กล่าวเช่นนี้ ข้าได้ยินจากซูตงแล้ว เป็บุตรสุนัขของข้าที่เมามายแล้วก่อเื่จนล่วงเกินต่อท่าน ขอคุณชายไป๋ได้โปรดอย่าถือสา”
กล่าวจบก็ถลึงตาใส่หลิวซุนพร้อมกับตวาด “คุณชายไป๋อายุน้อยแต่สติปัญญาล้ำเลิศ เ้าคิดว่าจะสมองทึบเช่นเ้าหรือ? ยังไม่รีบขอโทษต่อคุณชายไป๋อีก!”
หลิวซุนงงงันวูบ ตอนนี้มันไม่ได้เมามาย จึงรับรู้ท่าทีอันผิดปกติของบิดาได้อย่างชัดเจน แม้จะประหลาดใจ แต่ก็ไม่กล้าจะฝ่าฝืนคำสั่ง รีบประสานมือคารวะเพื่อขออภัยต่อไป๋หยุนเฟยอย่างไม่เต็มใจ “เมื่อวานข้าดื่มมากเกินไป จึงไม่ทันยั้งคิดล่วงเกินคุณชายไป๋ ขอท่านโปรดให้อภัย สมควรแล้วที่จะถูกท่านตีจนสลบ ไม่เช่นนั้นคงก่อเื่น่าอายยิ่งกว่านี้ เพื่อเป็การแสดงความเสียใจและขอบคุณ ข้าจึงอยากขอเชิญท่านไปร่วมรับประทานอาหารด้วยกันในเมือง ถือเป็การชดใช้ต่อความผิดของข้า”
“……”
ได้ฟังคำ‘ขออภัย’ที่ไม่ค่อยเหมาะสมเท่าใด ขณะหลิวคุนขมวดคิ้วคิดจะเอ่ยปากตำหนิ กลับได้เห็นรอยยิ้มของไป๋หยุนเฟย “ฮ่า ฮ่า คุณชายหลิวเกรงใจเกินไปแล้ว ไม่จำเป็ต้องวุ่นวายถึงเพียงนี้”
“จำเป็ ต้องจำเป็แน่นอน มิเช่นนั้นข้าจะแสดงออกถึงความจริงใจได้อย่างไร หากท่านไม่ยอมรับการชดเชย จะให้ข้าสงบใจได้อย่างไร” หลิวซุนเชื้อเชิญ‘อย่างจริงใจ’ แต่ในใจกลับคิดว่าหากเ้าปฏิเสธอีกครั้ง ข้าก็จะใช้เป็ข้ออ้างได้ ในเมื่อเ้าก็ให้อภัยต่อข้าแล้ว อีกทั้งข้าก็ได้‘พยายาม’แล้ว บิดาจะตำหนิอะไรข้าได้อีก?
แต่คาดไม่ถึงว่าไป๋หยุนเฟยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็พยักหน้าตอบตกลง “ในเมื่อคุณชายหลิวเชื้อเชิญด้วยไมตรีถึงเพียงนี้ ถ้าเช่นนั้น ข้าก็จะไม่เกรงใจแล้ว...”
