หลังการต่อสู้ที่หนักหน่วงได้จบลง ซุนเฟยไม่มีแรงแม้แต่จะกระดิกนิ้วด้วยซ้ำ อาการาเ็ทั้งภายในและภายนอกทำให้ซุนเฟยรู้สึกแสบๆ คันๆ เหมือนมีมดจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังรุมกัดร่างของตัวเองอยู่ ทุกครั้งที่เขาขยับตัวรู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆ จิ้มไปตามร่าง ทั่วร่างของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
หลังจากนอนพักได้ชั่วครู่ สมองของซุนเฟยก็เริ่มปลอดโปร่ง
เขาพยายามหยิบ 'น้ำยารักษาชีวิต' ออกมาจากเข็มขัดมิติหนึ่งขวดแล้วดื่มมันเข้าไป ไม่ช้าาแบนร่างก็ค่อยๆ จางหายไปเป็บางส่วน ตอนนี้ซุนเฟยเริ่มรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้างแล้ว
ยิ่งซุนเฟยแข็งแกร่ง ประสิทธิภาพในการรักษาของ 'น้ำยารักษาชีวิต' ก็ยิ่งลดลง
ซึ่งมันก็เป็ไปตามที่ซุนเฟยคาดการณ์เอาไว้
เหตุผลมันธรรมดามาก ตอนที่ตัวละครคนเถื่อนเลเวล 10 พลังชีวิตจะมีแค่ 100 จุด แต่ตอนนี้ ตัวละครคนเถื่อนเลเวล 46 พลังชีวิตย่อมมีมากกว่า 600 จุดขึ้นไป ซึ่ง 'น้ำยารักษาชีวิต' ขวดหนึ่งสามารถฟื้นฟูเืได้แค่ 50 จุดเท่านั้น สำหรับซุนเฟยแล้ว 'น้ำยารักษาชีวิต' แค่ขวดเดียว ดื่มก็เหมือนไม่ได้ดื่ม ในตอนที่ซุนเฟยทะลุมิติมาใน่แรกๆ 'น้ำยารักษาชีวิต' เพียงครึ่งขวดก็สามารถช่วยชีวิตเพียร์ซที่ในตอนนั้นยังเป็คนธรรมดาให้หลุดพ้นจากความตายได้ แต่ถ้าเปลี่ยนเป็ตอนนี้ที่เพียร์ซได้กลายเป็นักรบระดับสี่ดาวไปแล้ว 'น้ำยารักษาชีวิต' แค่ครึ่งขวดคงทำได้แค่รักษาอาการาเ็ของเขาได้บางส่วนเท่านั้น
หลังดื่ม 'น้ำยารักษาชีวิต' ไปหนึ่งขวด สภาพร่างกายของซุนเฟยก็เริ่มดีขึ้นมาเล็กน้อย แม้แต่ความเมื่อยล้าก็ค่อยๆ หายไปเช่นกัน
ในฐานะนักรบที่กระหายการต่อสู้คนหนึ่ง ซุนเฟยได้ย้อนนึกถึงฉากการต่อสู้ที่แสนอันตรายก่อนหน้านี้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ยอดฝีมือลึกลับคนนั้นแข็งแกร่งมาก และเห็นได้ชัดว่าเขาได้ทักษะคลื่นพลังที่น่าเหลือเชื่ออยู่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็ 'ทักษะแห่งดาบ ทักษะแห่งมีด ทักษะแห่งหมัด ทักษะแห่งธนู ทักษะแห่งฝ่ามือ ทักษะแห่งดัชนี' ...ทักษะที่แสนเรียบง่ายเหล่านี้ เมื่อถูกใช้งานโดยยอดฝีมือคนนั้น มันกลับะเิพลังที่น่าเหลือเชื่อออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า แม้แต่คนเถื่อนเลเวล 46 ที่มีพลังเทียบเท่ากับนักรบระดับเจ็ดดาวระยะต้นก็ยังถูกกดดันจนไปไม่เป็ อย่าว่าแต่จะโจมตีสวนกลับเลย แค่หลบให้ทันยังหืดขึ้นคอ สภาพแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับผู้ใหญ่รังแกเด็ก
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ซุนเฟยกำลังนึกถึงอยู่กลับไม่ใช่ความแข็งแกร่งของชายลึกลับคนนี้
เพราะความคลุมเครือบางอย่าง ทำให้ซุนเฟยรู้สึกเหมือนกับว่า ตัวเองกำลังละเลยสิ่งสำคัญบางอย่างไป
เขาขมวดคิ้วแน่นและพยายามตระหนักถึงมัน เขายืนนิ่งอยู่กับที่ประมาณสามสิบนาทีก่อนจะเริ่มปวดหัว บนหน้าผากชื้นไปด้วยเหงื่อที่ไหลออกมาจากขมับราวกับน้ำพุ...ทั้งหมดนี้เกิดจากการใช้สมองครุ่นคิดมากเกินไป
ลมหนาวได้พัดผ่านมาอีกครั้ง สุดท้ายซุนเฟยก็ได้แต่ถอนหายใจออกมา ในขณะที่เขากำลังจะเลิกนึกถึงมัน ทันใดนั้นก็มีเสียงดังหึ่งๆ ขึ้นมาในหัวของเขา วินาทีนั้นราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างที่กำลังปิดกั้นอยู่ได้สลายไป สมองของซุนเฟยพลันแจ่มชัดขึ้น
ตูม!
ซุนเฟยคลายคิ้วที่ขมวดมุ่นก่อนจะต่อยออกไปทันที
หมัดโปร่งแสงขนาดใหญ่ถูกปล่อยออกไปในอากาศ หลังจากที่ลอยไปได้ประมาณสิบเมตรมันก็หยุดชะงักไปชั่วครู่ แสงสว่างของมันเริ่มจางลง อีกทั้งขนาดของมันก็เริ่มหดเล็กลงตาม หลัง่เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงได้ผ่านพ้นไป หมัดนั่นก็พุ่งทะยานเข้าไปในรอยประทับจิติญญาที่ยอดฝีมือทั้งสองทิ้งไว้ เปลวไฟคลื่นพลังสีแดงและสีเขียวที่กำลังกะพริบวูบวาบอยู่ในอากาศก็กระจายออกไปในทันที ราวกับว่ามีคลื่นพลังที่แข็งแกร่งผลักดันมันออกไป
ซุนเฟยกลับมาขมวดคิ้วอีกครั้ง
หมัดนี้ไม่เหมือนกับที่เขาคาดหวังเอาไว้เลย
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ในขณะที่กำลังนึกภาพตอนที่ยอดฝีมือลึกลับลงมือโจมตีตัวเองซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัว...ท่าทางที่สง่างาม การควบคุมที่ไม่น่าเชื่อ การลงมือที่ทำได้ดั่งใจ...
ตูม ตูม ตูม!
ซุนเฟยขบคิดไปพลางปล่อยหมัดไปพลาง
ฝึกจนถึงรุ่งสาง ซุนเฟยก็คล้ายกับจะจับเค้าร่างอะไรบางอย่างได้
เขาเปลี่ยนเป็ 'โหมดมือสังหาร' ก่อนจะใช้ความสามารถพิเศษฝ่าวงเวทอันตรายที่ติดตั้งอยู่รอบๆ หลุมั์ออกไป หลังจากที่เขาใช้พลังจิตจนหมด เขาก็ฝึกฝนตามวิธีในหนังสือทักษะสีม่วง เมื่อพลังจิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเขาก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะกะพริบร่างหายไปจากเทือกเขามอร์โร และมุ่งหน้าสู่ค่ายทหารอาณาจักรบริวาร
……
พระอาทิตย์ค่อยๆ ขึ้นสู่ท้องฟ้าจากทางทิศตะวันออก
หลังผ่านเคอร์ฟิวที่เข้มงวดและการตรวจค้นของราชอาณาจักร ในที่สุดบรรยากาศในค่ายทหารอาณาจักรบริวารก็เริ่มกลับมาคึกคัก
อีกสองวันการแข่งขันการซ้อมรบก็จะเริ่มขึ้น นอกจากอาณาจักรบริวารทั้งหกอาณาจักรที่ถูกปะาชีวิตด้วยข้อหาฏแล้ว อาณาจักรบริวารอื่นๆ ทั้งสองร้อยสี่สิบสี่อาณาจักรก็เริ่มเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันที่จะมาถึง ยอดฝีมือของแต่ละอาณาจักรต่างบ่มเพาะพลังของตัวเองอย่างเข้มงวด บางคนก็แลกเปลี่ยนฝีมือกันที่สนามประลองดาบทั้งห้าสิบแห่งในค่ายทหารอาณาจักรบริวาร พวกเขาต่างคาดหวังว่าก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ พวกเขาจะต้องทะลุคอขวดของตัวเองเพื่อก้าวขึ้นสู่อีกขั้นให้ได้
เมืองแซมบอร์ดเองก็เช่นกัน
การฝึกซ้อมของเหล่าอัศวินบรอนซ์เซนต์และหน่วยเทศกิจทั้งหมดอยู่ภายใต้การดูแลของแปเตอร์ แช็ค ผู้กุมอำนาจทางการทหารสูงสุดในค่าย
นอกจากความแข็งแกร่งของแช็คจะรุดหน้าขึ้นอย่างรวดเร็วแล้ว ภาวะการเป็ผู้นำของแช็คก็ยังสูงกว่าเพียซร์ ดร็อกบาหรือพัศดีโอเลเกร์หลายเท่า นับว่าซุนเฟยเลือกใช้คนได้เหมาะกับงานมาก ทำให้แช็คมีโอกาสแสดงความสามารถของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่
ตอร์เรส องครักษ์ส่วนตัวของซุนเฟยมีความกระตือรือร้นที่จะพัฒนาความแข็งแกร่งของตัวเอง ดังนั้นเขาจึงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการพูดคุยและฝึกฝนอยู่กับแฟรงก์ แลมพาร์ด จากการฝึกฝนที่เข้มงวดและยากลำบาก ทำให้ความแข็งแกร่งของตอร์เรสก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ซุนเฟยกลับมาจากเทือกเขามอร์โร เขาก็รับประทานอาหารเช้ากับแองเจล่าและเจ็มม่า พวกเขาทั้งสามคนใช้่เวลานี้พูดคุยสนทนากันอย่างอบอุ่น เมื่อมื้อเช้าจบลง ซุนเฟยก็ปิดเต็นท์ไม่ให้ใครเข้ามารบกวนในระหว่างที่ตัวเองกำลังวางแผน
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาถึงตอนเที่ยง หลังซุนเฟยทานอาหารกลางวันเสร็จ เขาก็เข้าสู่โลก Diablo ทันที
ตอนนี้แม่ชีอาคาร่าและผู้เฒ่าเคนต่างหลงใหลกับสิ่งที่ได้พบเจอในห้องลึกลับนั่น พวกเขาเริ่มตกอยู่ในสภาพบ้างานและคลั่งการวิจัยอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่มีใครสนใจจะพูดคุยกับซุนเฟย เมื่อเป็แบบนั้น ซุนเฟยจึงพาทหารรับจ้างสาวเอเลน่าไปยังแผนที่ที่สาม 'ท่าเรือคูแรสท์' เพื่อรับเควสที่สามของคนเถื่อน
'ท่าเรือคูแรสท์' เป็เมืองท่าที่ตั้งอยู่ระหว่างมหาสมุทรกับป่าและมีอาณาเขตกว้างใหญ่
อาคารส่วนใหญ่ทำมาจากไม้และสร้างบนน้ำ พื้นที่ของเมืองส่วนใหญ่จะถูกจัดสรรให้อยู่ใกล้ๆ กัน ยกเว้นพื้นที่จัดเก็บบางแห่งและพื้นที่สำหรับการวาร์ป นอกจากนี้ยังมี NPC มากกว่าหนึ่งโหลที่ทำหน้าที่แตกต่างกันไป บางคนมีหน้าที่มอบหมายเควสและถ่ายทอดเื่ราว บางคนก็มีหน้าที่รับผิดชอบในการขายน้ำยา อาวุธ ชุดเกราะและอื่นๆ อีกมากมาย
เช่นเดียวกับแผนที่ที่สอง 'ลุกค์ โกลไลน์' NPC เหล่านี้ไม่มีสติปัญญาของตัวเอง พวกเขาเหมือนหุ่นยนต์ถามคำตอบคำและไม่สามารถสื่อสารนอกเื่ได้ พวกเขาแทบจะถอดแบบออกมาจาก NPC ในเกมที่ซุนเฟยเล่นเมื่อโลกก่อน
หลังจากที่ซุนเฟยเล่นมาแล้วถึงสามแผนที่ มีเพียง NPC ของ 'ค่ายโร้ก' ที่มีสติปัญญาเป็ของตัวเองและสามารถสนทนาโต้ตอบกับซุนเฟยได้ราวกับเป็คนจริงๆ นอกจากนี้พวกเขายังมอบประสบการณ์ที่นอกเหนือจากเกมคอมพิวเตอร์ให้แก่ซุนเฟยมากมาย ไม่เหมือนกับ 'ลุกค์ โกลไลน์' และ 'ท่าเรือคูแรสท์' ที่ทำให้ซุนเฟยรู้สึกเหมือนกำลังคุยตอบโต้กับโปรแกรมคอมพิวเตอร์
สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างแผนที่ทั้งสามก็คือ 'ท่าเรือคูแรสท์' จะมีขนาดพื้นที่ที่ใหญ่กว่า 'ลุกค์ โกลไลน์' และ 'ค่ายโร้ก' รวมไปถึงปีศาจกับมอนสเตอร์ของที่นี่จะมีเลเวลและความแข็งแกร่งเพิ่มมากขึ้น ถึงแม้ว่าคนเถื่อนซุนเฟยจะมีเลเวล 46 ก็ยังต้องระมัดระวังเวลาจะจัดการกับพวกมัน
นี่เป็ข้อดีของโลก Diablo
เมื่อตัวละครแข็งแกร่งขึ้น ปีศาจและมอนสเตอร์ที่ปรากฏตัวขึ้นตามลำดับก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น สำหรับซุนเฟยแล้ว สภาพแวดล้อมใหม่ๆ และมอนสเตอร์ตัวใหม่ยังคงเต็มไปด้วยอันตราย และนั่นก็ทำให้เขาต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาเพื่อเตรียมพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน ด้วยวิธีนี้จะทำให้ประสบการณ์ในการต่อสู้ของซุนเฟยเพิ่มขึ้นและความเข้าใจเกี่ยวกับพลังก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน การได้ท่องไปบนถนนแห่งความตายเป็การฝึกที่ดีที่สุดสำหรับนักรบ มันไม่ใช่เกมไล่ฆ่ากันแบบง่ายๆ และน่าเบื่ออย่างที่เคยเล่นในโลกก่อน
มอนสเตอร์ที่แข็งแกร่งนอกจากจะนำมาซึ่งอันตรายแล้ว ยังมีค่าประสบการณ์จำนวนมากอีกด้วย
ขีดจำกัดในการเล่นเกมของวันนี้ใกล้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ซุนเฟยก็ยังทำเควสที่สามไม่สำเร็จ เพราะเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการไล่ฆ่าเหล่ามอนสเตอร์ตามรายทาง ตอนนี้ตัวละครคนเถื่อนของซุนเฟยเลเวล 49 แล้ว เป็การอัพเลเวลที่ก้าวะโอย่างมาก
แน่นอนว่านอกเหนือจากการอัพเลเวลแล้ว ซุนเฟยยังหอบไอเทมที่ได้มาจากเหล่ามอนสเตอร์ไปขายให้กับ NPC ที่ 'ท่าเรือคูแรสท์' และซื้อไอเทมใหม่ๆ ไปอีกสองแสนเหรียญทอง เขาได้ชุดเกราะจอมพลที่มีพลังป้องกัน 200 หมวกเกราะเขี้ยวหมาป่าที่มีพลังป้องกัน 100 รวมไปถึงถุงมือกับรองเท้าและเข็มขัดที่มีคุณสมบัติพิเศษไม่เลวอีกอย่างละชุด
แต่น่าเสียดายที่ของพวกนี้เป็ไอเทมสีฟ้า ไอเทมเวทมนตร์ระดับ 4 เมื่อเอาไปเทียบกับไอเทมสีส้มที่เป็ไอเทมระดับ 5 แล้ว ไม่ว่าจะเป็คุณสมบัติพิเศษและพลังป้องกันล้วนด้อยกว่ามาก และนี่ก็ทำให้ซุนเฟยรู้สึกไม่ดีเท่าไรนัก
แต่อย่างไรก็ตาม ไอเทมระดับ 5 ก็หาซื้อได้ยากจากพวก NPC ส่วนใหญ่จะดรอปจากพวกมอนสเตอร์ และเปอร์เซ็นต์ที่ไอเทมจะตกก็น้อยมาก
แต่เมื่อมีหนังสือ 'ภูมิปัญญาของาาปีศาจ' ทำให้เื่พวกนี้ไม่ถือว่าเป็ปัญหามากนัก
เพราะหนังสือเล่มนี้ได้บันทึกทักษะการหลอมและทักษะการลงอักขระเวทมนตร์ระดับพระเ้าเอาไว้ หากตาเฒ่าเคนและแม่ชีอาคาร่าสามารถแปลมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์เมื่อไร ช่างตีเหล็กสาวชาร์ซีก็สามารถสร้างไอเทมระดับ 5 ไอเทมสีส้มตามที่ซุนเฟย้าได้ ไม่แน่ว่าการสร้างไอเทมระดับ 7 หรือ 8 ก็คงไม่เป็แค่ความฝันอีกต่อไป
หลังกลับมายังโลกแห่งความเป็จริงก็เป็่เวลาใกล้ค่ำแล้ว
ในเวลานี้เองก็มีแขกผู้มีเกียรติถึงสองกลุ่มเดินทางมาที่ค่าย
------------------------------
