บันไดหยกพังทลายลงกลางทะเลทราย ไม่นานนักมันก็ถูกเม็ดทรายปกคลุมไปกว่าครึ่ง บันไดหยกที่วิเศษล้ำค่าในตอนแรกตอนนี้ก็กลายเป็เพียงแค่เศษหยกเท่านั้น
ดวงดาวบนท้องฟ้าเปล่งประกายส่องแสงระยิบระยับไม่รู้ว่าหลินลั่วหรานคิดไปเองหรือเปล่า หรือว่าเป็เพราะ ‘เส้นทาง์’ ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่จึงทำให้เกิดสิ่งงดงามเ่าั้เธอรู้สึกว่าดวงดาวในวันนี้ช่างเปล่งประกายผิดไปจากปกติมันสว่างไสวเสียจนไม่อาจจะมองไปตรงๆ ได้
แต่ว่าในตอนนี้ เธอก็ยังคงต้องแย่งร่างของเป่าเจียกลับมาให้ได้
ลาวาร้อนระอุปะทุขึ้น เสียงร้องของสัตว์ธาตุไฟและนักบุญสาวที่มองข้ามหลินพวกลั่วหรานมาโดยตลอด ในที่สุดเธอก็ะเิความโมโหออกมาไม่มีใครรู้ว่าเธอใช้เวลาเท่าไรในการเปิด ‘เส้นทาง์นี้’ ออก และตอนนี้บันไดหยกก็ได้พังทลายลงแล้วหากเธออยากจะออกไปจากที่นี่อีกครั้ง บางทีอาจจะต้องรอไปอีกพันปีเลยทีเดียว
แต่ว่า ดูเหมือนนักปราชญ์บ้าคลั่งคนนี้จะไม่มอบโอกาสให้นักบุญสาวได้มีพันปีต่อไปอีกแล้ว
ตอนนี้ใครๆ ต่างก็รู้ว่า เขา้าจะฆ่าเธอให้ตายเสียตรงนี้
นี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่หลินลั่วหรานจะเข้าไปสอดแทรกได้คนที่มีเพียงระดับพื้นฐานอย่างเธอรู้ตัวดีแม้ว่าเธอจะเดาได้แล้วว่าหญิงสาวนักบุญที่อยู่ตรงหน้า อาจจะเป็ฮั่นป๋าในตำนานอีกทั้งยังได้เห็นความสามารถในการควบคุมลาวาของเธอหลินลั่วหรานจึงทำได้เพียงแค่คอยแอบซ่อนตัว รอจนเวลาสำคัญจริงๆถึงได้ยื่นมือเข้าไปช่วยนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่ง และแย่งร่างของเป่าเจียกลับมา!
ลาวากระจายไปทั่วทั้งพื้นที่ นักปราชญ์บ้าคลั่งยังคงเป็เช่นเดิมบางทีเขาก็ตบมือ บางทีเขาก็กระทืบเท้าลง หรือพูดขึ้นมาโดยไร้ที่มาที่ไปโดยที่ไม่ได้โต้กลับกลับนักบุญสาวเลยแม้แต่น้อย
หลินลั่วหรานรู้สึกกังวลขึ้นมาในใจ ก่อนจะอดคิดขึ้นมาอย่างไร้ความเคารพไม่ได้ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว เขาบ้าไปแล้วจริงๆ หรือเปล่า
สัตว์สี่เท้าส่งเสียงกรีดร้องออกมา ในตอนที่ลาวากระจายไปทั่วในที่สุดมันก็ทำให้นักปราชญ์บ้าคลั่งคนนั้นตอบสนองกลับมาได้บ้างแล้วผ้าอันสกปรกผืนนั้นถูกตวัดออกไป ก่อนที่จะพันเกี่ยวเข้าที่เขาบนหัวของมันหลินลั่วหรานเกือบจะตกลงมาจากดาบบิน
หากว่าผ้าผืนนั้นดูงดงามขึ้นเสียหน่อย มันก็คงจะได้หน้าในค่ำคืนนี้ไปมาก
แต่ว่าสุดท้ายแล้ว มันก็เป็เพียงแค่ผ้าขาดๆ เท่านั้นแล้วมันจะสามารถต่อกรกับวัวขาเดียวที่เป็สัตว์โบราณได้หรือ?
คนที่สงสัยไม่ได้มีเพียงแค่หลินลั่วหรานเท่านั้นนักบุญสาวเองก็เหยียดยิ้มที่เต็มไปด้วยความดูถูกออกมาในตอนที่นักปราชญ์บ้าคลั่งกำลังยุ่งอยู่กับวัวขาเดียว เธอก็โบกมือขึ้นก่อนที่จะบังคับให้ลาวาพุ่งตรงไปยังตัวของนักปราชญ์บ้าคลั่ง
เ้าวัวดิ้นรนขึ้นมาไม่หยุด ในตอนนั้นผ้าผืนนั้นไม่ได้ฉีกขาดออกทั้งสองต่างก็ดึงดันกันอยู่ ทำให้นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งไม่สามารถจะหลบไปไหนได้ภายใน่วินาทีนั้น ลาวาก็ไหลทะลักลงมาจากบริเวณ้าหัวของเขาหลินลั่วหรานรู้สึกกังวลใจขึ้นมา แต่ตัวเขานั้นมีระดับการฝึกศาสตร์ถึงระดับรวมพลังแม้แต่เธอและเหวินกวนจิ่งต่างก็ยังสามารถป้องกันตัวจากลาวาได้ ดังนั้นนักปราชญ์บ้าคลั่งคงไม่ได้ไร้ซึ่งการเตรียมตัวเสียทีเดียวหรอก?
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของนักบุญสาว และความกังวลของหลินลั่วหรานในที่สุดลาวาก็ไหลลงไปยังพื้นและปรากฏร่างที่ดูเหนื่อยล้าของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งออกมาให้เห็นสิ่งที่ทำให้ต้องใเสียจนปากอ้าปากค้างก็คือ เ้าวัวตัวนั้นยังคงดิ้นรนอยู่แต่มันกลับถูกผ้าสกปรกผืนนั้นรัดเอาไว้แน่น
มันส่งเสียงร้องออกมาราวกับฟ้าผ่าสนั่นไปทั่วแน่นอนว่ามันไม่สามารถจะยอมรับความจริงนี้ได้ มันเปลี่ยนร่างขึ้นในลาวาก่อนที่ตัวของมันจะขยายใหญ่จนมีขนาดเท่ากับตึกหนึ่งชั้น อย่าได้พูดถึงนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งเลยแม้แต่ทุกๆ คนที่กำลังมองดูอยู่ ต่างก็รู้สึกว่าวัวตัวนี้ ก่อนและหลังการแปลงกายช่างแตกต่างกันราวกับเนินเขาและกองทราย
เขาบนหัวขนาดใหญ่ของมัน ถูกพันล้อมรอบไปด้วยผ้าสกปรก ตัวผ้ายืดออกเพราะขนาดที่ใหญ่ขึ้นของตัววัวขาเดียว และเกือบจะฉีกขาดออก...แต่มันก็ยังคงไม่ฉีกขาดออกในสถานการณ์แบบนี้ทำให้ไม่มีใครสามารถหัวเราะออกมาได้
หลินลั่วหรานอดที่จะส่งเสียง อ๊ะ ออกมาไม่ได้ทั้งหมดนี้ก็เป็เพราะความน่าเหลือเชื่อในความสามารถของผ้าผืนนั้นจนเธอไม่สามารถที่จะควบคุมตัวเองต่อไปได้
ในที่สุดหญิงสาวนักบุญก็เริ่มสนใจที่จะมองผ้าผืนนั้นขึ้นมา
มันสกปรกเสียเกินทน เหม็นเน่า และไร้ซึ่งพลัง เมื่อนักบุญสาวมองไปเธอก็ได้รับคำตอบกลับมาทันที ปัญหาก็คือตอนนี้เ้าผ้าสกปรกผืนนั้นกำลังพันรัดวัวของเธอเอาไว้ดังนั้นนักบุญสาวจึงไม่สามารถที่จะมองข้ามมันไปได้อีกแล้ว
วัวขาเดียวปรากฏร่างที่แท้จริงออกมา จมูกของมันพ่นไอร้อนออกมามากมายิัของมัน หากนำไปทำเป็กลองก็จะสามารถส่งเสียงออกไปได้ไกลหลายร้อยลี้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับกองทัพขององค์จักรพรรดิเหลืองดังนั้นเพียงแค่ลาวาเล็กๆ น้อยๆ แบบนี้ จึงไม่สามารถจะทำอันตรายใดๆกับภายนอกของมันได้ แต่ว่าภายใต้ผ้าเก่าๆ เพียงผืนเดียวนี้ มันกลับต้องสิ้นฤทธิ์ลงเมื่อคิดดูแล้วก็ช่างน่าขันสิ้นดี
บางทีนี่อาจจะเป็เื่ที่แปลกประหลาดมากเกินไป ในตอนที่หลินลั่วหรานรวมทั้งตัวของนักบุญสาวเองต่างก็มองข้ามลาวาที่ล้อมกายของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งไปนั้นทั้งที่ไม่ได้มีประกายแสงจากสิ่งวิเศษประกายออกมาแต่เขาก็ยังคงยืนอยู่บริเวณที่เดิมท่ามกลางลาวาอันร้อนระอุโดยไร้ซึ่งอาการาเ็ใดๆ
ลาวาสีเพลิงปะทุขึ้น และเพราะว่าลำแสงเ่าั้สว่างจ้า จึงทำให้รอยคราบเลอะบนเสื้อคลุมยาวสีฟ้าบนร่างของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งยิ่งดูสะดุดตาขึ้นมาเขาช่างดูไม่ได้มีท่าทางของผู้มีความสามารถเลยแม้แต่น้อย
ตอนแรกเขานั้นควบคุมตัวของวัวขาเดียวเอาไว้แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาก็เกิดบ้าขึ้นมาอีก เขาดึงผ้าผืนนั้นกลับมา ในตอนแรกเ้าวัวนั้นก็ยังคงไม่ได้รับรู้ถึงการถูกปลดปล่อยแต่ไม่นานนักมันก็โมโหขึ้นมาก่อนที่จะตั้งใจเข้าไปแก้ความแค้นที่ถูกจับกุมเอาไว้ก่อนหน้านี้
เขาของมันประกายแสงออกมาอย่างชัดเจนสายตาของมันมองตรงไปยังร่างของชายนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่ง ก่อนที่เขาจะยกผ้าผืนนั้นขึ้นมาด้วยมือขวาเขาไม่ได้รัดกุมตัวของมันเอาไว้อีกต่อไป แต่กลับ ‘ฟาด’ ลงที่ตัวของมันในตอนที่นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งยกผ้าผืนนั้นขึ้นก็ดูเหมือนว่าท่าทางของตัวเขาจะเปลี่ยนไปมากเขาดูไม่บ้าคลั่งและไม่ได้ดูไร้สติแบบนั้นอีกต่อไปแล้ว
ใน่วินาทีนั้น ความหนักแน่นของเขาทำให้ผู้คนสามารถมองข้ามชุดเสื้อคลุมที่เลอะเปรอะเปื้อนบนร่างของเขาไปได้ดี
“เพียะ” ผ้าผืนนั้นฟาดลงบนตัวของวัวขาเดียว
ในครั้งแรก มันทำให้เ้าวัวนั้นหยุดนิ่งไปตัวของนักบุญสาวเองก็หยุดชะงักลงเช่นกัน เ้าวัวนั้นหยุดการกระทำลงเพราะไม่อาจจะขยับตัวได้ส่วนนักบุญสาวกลับรู้สึกว่าภาพนี้ดูคุ้นเคยแปลกๆ
“เพียะ” ในการฟาดลงบนตัวของเ้าวัวนั่นเป็ครั้งที่สองในที่สุดผ้าผืนนั้นก็ส่งเสียงฉีกขาดออกมา แม้ว่าจะยังคงดูสกปรกและเน่าแต่ก็ไม่มีใครสามารถดูถูกมันได้อีกต่อไปแล้ว
เพราะว่าในตอนที่เ้าวัวขาเดียวถูกฟาดลงไปครั้งที่สามมันก็ตัวเล็กลงด้วยความเร็วที่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“เพียะ เพียะ เพียะ!”
นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งยังคงฟาดลงอีกหลายครั้งตัวของเ้าวัวนั้นเล็กลงเรื่อยๆ ไม่เพียงเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าทั้งจิตใจ พลัง และสติของเ้าวัวขาเดียวต่างก็ถูกผ้าผืนนี้ตวัดฟาดออกไปเสียจนหมดมันดูไร้ซึ่งความดุร้ายอย่างแต่ก่อน และกลายเป็ความเศร้าขึ้นมาแทน
หลินลั่วหรานอยากจะให้นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งคนนี้ฟาดมันลงไปอีกเพื่อที่จะจัดการเ้าสัตว์โบราณนี้ให้จบลงโดยสมบูรณ์
แต่นักบุญสาวกลับกรีดร้องออกมาด้วยความใเสียงร้องแหลมของเธอดังขึ้นเสียดหูของหลินลั่วหราน
“แส้ตวัดิญญา...ทำไมแส้ตวัดิญญาถึงไปอยู่ในมือของนักฝึกลมปราณได้เ้าเป็ใครกันแน่!”
นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งไม่ได้สนใจเธอเลยแม้แต่น้อย เขายังคงลงมือฟาดต่อไปเ้าวัวนั้นตัวเล็กลงเรื่อยๆ จนมีขนาดเท่ากับเ้ากระต่ายในโลกใต้ดินและไร้ซึ่งภัยอันตรายอย่างก่อนหน้านี้
แล้วหลินลั่วหรานมองจ้องไปยังผ้าขาดๆ ของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งก่อนจะกลืนน้ำลายลงไป
ภายใต้รูปร่างอันสกปรกภายนอกนั้นกลับมีพลังที่รุนแรงจนยากที่จะจินตนาการถึงอีกทั้งหญิงสาวนักบุญคนนี้ยังเรียกมันว่า ‘แส้ตวัดิญญา’ อีกต่างหาก
จะต้องเป็ของแบบไหน ถึงจะสามารถเรียกได้ว่าเป็ ‘ของวิเศษ’ ? บางทีนี่อาจจะมีการชมเชยผสมอยู่เป็ส่วนประกอบแต่ว่าเ้าผ้าขี้ริ้วผืนนี้ แม้ว่าภายนอกของมันจะดูไม่ดีนักแต่กลับมีพลังระดับขั้นที่สูงกว่า ‘เชือกวิเศษ’ ของหลีซีเอ๋อร์มากทีเดียว
อย่างน้อยปลายสายตาของหลินลั่วหรานก็สามารถพบเห็นว่าสีหน้าของนักบุญสาวเปลี่ยนไปแล้ว
นอกจากความโมโห ก็ยังคงเต็มไปด้วยความหนักใจ
เรือนผมยาวของนักบุญสาวปลิวสยายไปในอากาศ ภายใต้เท้าของเธอคือลาวาและเม็ดทรายสีทองที่กระจายอยู่ไปทั่ว เนินทรายที่ยาวติดต่อกันเื้ัของเธอคือท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวเป็ประกาย หากมองดูจากระยะไกลแล้วนักบุญสาวก็ให้ความรู้สึกราวกับท่านเทพที่ลงมาประทับบนพื้นโลก
แต่ว่าในมือของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งถือผ้าสกปรกที่มีความสามารถราวกับ ‘แส้ตวัดิญญา’ เพียงแค่ตีไม่กี่ครั้งก็ทำให้วัวขาเดียวหดตัวเล็กลงได้ และก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยราวกับเห็นหมูกำลังไล่จับเสืออยู่หลินลั่วหรานรู้สึกว่าบรรพบุรุษของเป่าเจียคนนี้เต็มไปด้วยลำแสงของตัวเอกประกายไปทั่วทั้งตัว
หลังจากที่หนักใจขึ้นมา นักบุญสาวก็เปลี่ยนเป็หัวเราะเยาะเย้ยออกมาแทน “ข้าเกือบจะถูกเ้าหลอกเสียแล้ว...หากไม่ใช่ว่าในวันวานตัวข้าเคยเห็นแส้ตวัดิญญาพังทลายไปด้วยตาของตัวเองมันจะไปปรากฏอยู่ในมือของนักฝึกลมปราณได้อย่างไร?”
ในใจของนักบุญสาวมั่นใจขึ้นมาบางทีอาจจะเป็เพราะวัวนั่นนอนหลับใหลจําศีลมาหลายปี ทำให้มันไร้ประโยชน์วันนี้ท้องฟ้ายังไม่เปลี่ยนไป หากว่าจัดการเ้านักปราชญ์น่ารังเกียจนี่ไปเสียก็อาจจะสามารถสร้างบันได์ขึ้นมาได้อีกครั้ง
นักปราชญ์บ้าคลั่งหัวเราะขึ้นมา “ของปลอมหรือของจริงแล้วอย่างไรแค่เ้าแส้นี่สามารถใช้ฟาดใส่นักบุญสาวจอมปลอมอย่างเ้าได้ ก็มากพอแล้ว”
แส้ตวัดิญญา ฟาดลงบนตัวของนักบุญสาวจอมปลอม?!
ในใจของหลินลั่วหรานเห็นด้วยขึ้นมาแม้ว่าเธอจะมีระดับการฝึกศาสตร์ที่ไม่ได้สูงนักแต่ในตอนนี้เธอก็รู้สึกมีพลังขึ้นมาแล้ว
เป็เพียงแค่นักบุญสาวจอมปลอมคนหนึ่งเท่านั้นทำไมเธอถึงจะไม่สามารถต่อสู้กับเธอได้? เธอนำเอาเ้าจิ้งจอกน้อยและเหวินกวนจิ่งที่สลบไปวางลงบนเนินทรายที่ห่างไกลและปลอดภัยก่อนที่หลินลั่วหรานจะบังคับดาบเข้าไปร่วมสู่การต่อสู้
นักบุญสาวเลิกคิ้วขึ้น ในตอนนั้นเธอรู้สึกได้ว่าเธอช่างเหมือนเป่าเจียมากเสียเหลือเกิน
“ตัวข้านั้นช่างประหลาดใจยิ่งนัก ด้วยระดับของเ้า เหตุใดจึงได้มีความกล้าถึงเพียงนี้...” ในตอนที่เธอพูดออกมา หลินลั่วหรานก็ถูกโจมตีเข้าในจิตใจทำให้เธอปวดแสบขึ้น แม้ว่าหลินลั่วหรานจะเตรียมตัวรับมือกับมันเอาไว้แต่ก็ยังถูกความเ็ปทำเอาเกือบตกลงจากดาบบิน
ใบหน้าของเธอซีดเซียวลง ก่อนจะพูดขึ้นมาด้วยความดื้อรั้น “ออกไปจากร่างของเพื่อนฉัน ไม่อย่างนั้นฉันจะไม่ให้เธอตายดีแน่”
ไม่ตายดี คำคำนี้เต็มไปด้วยความหนักแน่นในที่สุดมันก็ทำให้นักบุญสาวขยับสายตาของเธอมาและตั้งใจมองดูที่หลินลั่วหรานอย่างชัดเจนเป็ครั้งแรก ด้วยระดับของเธอแล้วมีพลังจิตใจได้มากขนาดนี้ก็ถือว่าดีมาก น่าเสียดายที่ใช้มันได้ไม่ถูกนัก
ดาบบินเองก็ไม่ได้แย่ ดูเหมือนว่าจะเป็ผลงานของนักฝึกลมปราณระดับสูงแม้ว่าจะเป็เพียงผู้อาศัยดั้งเดิมของจักรวาลแย่ๆ แห่งนี้แต่ตัวนักบุญสาวก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่า โลกของการฝึกศาสตร์ของดาวดวงนี้ในครั้งหนึ่งนั้นเคยก้าวผ่านไปถึงระดับที่ทำให้ผู้คนต่างก็หวาดกลัวมาแล้ว
โชคดีที่ตอนนี้มันได้พังทลายไปหมดแล้ว...เมื่อเห็นว่านักฝึกศาสตร์สาวข้างหน้านี้แม้ว่าจะมีระดับที่ต้อยต่ำ แต่ก็ยังมีอาวุธที่ดี แต่ถึงเธอจะมีอาวุธที่ดีก็ไม่อาจจะควบคุมอาวุธของตัวเองได้ สิ่งที่ทำให้นักบุญสาวกลัวก็คือ ‘แส้ตวัดิญญา’ ที่อยู่ในมือของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งต่างหาก
ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเธอว่า ‘แส้ตวัดิญญา’ นั้นมีพลังที่แกร่งกล้ามากเพียงใด โดยเฉพาะในตระกูลอันสูงส่งของพวกเธอโชคดีที่แส้ตวัดิญญาในมือของนักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งคนนี้ ไม่ใช่ของจริง!
สมควรตาย แต่ทำไมลาวาถึงได้ไม่มีผลกับนักปราชญ์บ้าๆ คนนี้
เมื่อเธอเห็นว่า นักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งคนนี้ยังคงสงบใจได้อยู่โดยไม่ได้รับอันตรายใดๆ ในหัวของเธอก็เกิดความรู้สึกที่ไม่ดีนักขึ้นมา
และก็ยังเป็ ‘หิมะขาว’ ที่นำพาเอาเกล็ดหิมะอันสวยงามมาให้ ในทุกๆ ที่ที่เจาเจี้ยนเคลื่อนไปหิมะขาวก็จะปะทะเข้ากับลาวาอันร้อนแรงและขจัดความร้อนระอุที่ทำให้คนนึกรังเกียจออกไปเกล็ดหิมะเริ่มโปรยปรายลงมากลางอากาศแม้ว่านักบุญสาวนั้นจะไม่ได้ใส่ใจอะไรกับระดับการฝึกของหลินลั่วหรานแต่ร่างกายนี้กลับไม่อาจจะทนรับการโจมตีจากดาบบินนี้ไม่ได้
เธอมองไปยังเรือนดาบสีขาวหิมะที่ซ่อนไปด้วยความ้าฆ่าก่อนที่จะแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเย้ยหยันออกมาเ้าพวกนักปราชญ์มนุษย์โลกต่างก็ปลอมเปลือกกันทั้งนั้นพูดว่า้าร่างของเพื่อนรักคืน แต่กลับใช้พลังดาบรุนแรงเข้าโจมตีร่างกายนี้อย่างไร้ซึ่งความปรานี...
นักบุญสาวเหยียดยิ้มขึ้น ก่อนที่จะยืนนิ่งอยู่กลางอากาศโดยไม่หลบไปไหนอย่างไรเธอก็ไม่้าร่างกายนี้แล้ว
แสงประกายดาบเย็นะเือยู่ในมือของหลินลั่วหรานสั่นสะท้านเจาเจี้ยนตวัดผ่านพวงแก้มของนักบุญสาวไปทำให้เกิดเกล็ดหิมะเบาบางขึ้นบริเวณเหนือคิ้วของเธอ
สุดท้ายก็ไม่ลงมือสินะ?
นิ้วมือของนักบุญสาวขยับขึ้น หากไม่ยับยั้งใจในระหว่างการต่อสู้ก็สมควรตาย!
นิ้วทั้งสิบของเธอขยับไปเรื่อยๆเธอตั้งใจจะจัดการให้หลินลั่วหรานกลายเป็ชิ้นๆด้วยพลังของตัวเอง...ผ้าผืนเดิมลอยเข้ามาก่อนที่จะพันรัดเข้าที่บริเวณด้านหลังของเธอทำให้นักบุญสาวสะดุดล้มจนเกือบจะตกลงไปในลาวา
ใน่วินาทีนั้น เธอก็เห็นรอยยิ้มฉายขึ้นในแววตาของนักฝึกลมปราณสาวการตวัดแส้ครั้งนี้ ทำให้เธอหลุดออกจากร่างกาย ให้ตายเถอะมันคือแส้ตวัดิญญาของจริง!
ในตอนที่นักบุญสาวกำลังสงสัยว่ามันเป็แผนที่ตั้งใจเตรียมเอาไว้แล้วหรือเปล่านักปราชญ์ผู้บ้าคลั่งก็ไม่ได้สนใจความคิดของเธอ เขายังคงตวัดฟาดแส้ลงไป
“แส้ตวัดจิติญญา เอาไว้ใช้ฟาดนักบุญสาวจอมปลอมอย่างเ้าสุดท้ายแล้วข้าก็พูดเอาไว้ได้ถูกต้องพอดี”
