ไอพลังสีดำสนิทที่ล้อมรอบปลายนิ้วพลันสลายหายไป ที่แท้ระหว่างการหลอมรวมพลัง ลู่เต้าใช้พลังกายไปจนหมดสิ้น เล็บอาบพิษที่เพิ่งใช้ออกไปได้ไม่นานก็ไม่อาจคงอยู่ได้ จึงได้แต่ยุติลง
ถึงแม้จะคงอยู่เพียงชั่วครู่ แต่ลู่เต้ากลับรู้สึกราวกับพลังปราณถูกดูดออกไปจนหมดสิ้น “คิดไม่ถึงเลยว่าท่านี้จะใช้พลังปราณมากมายนัก”
“เป็เื่ปกติธรรมดา เพราะอย่างไรเสียก็เป็วิชาที่ขโมยเขามา ดังนั้นในตอนแรกจึงต้องใช้พลังปราณมากกว่าเ้าของเดิมถึงจะใช้ได้ เมื่อฝึกฝนจนชำนาญแล้ว จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นเอง”
ทันใดนั้นก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เสียงหญิงสาวแ่เบาดังลอดผ่านประตูเข้ามา “คุณชาย คุณชายรองเชิญท่านไปพบที่ห้องของฮูหยินเ้าค่ะ”
“หงฝูตามหาข้า?” ลู่เต้าเอ่ยถามอย่างสงสัย “ไม่ใช่ว่าพึ่งเจอกันหรือ”
“ไม่ใช่แล้ว ผ่านไปหลายชั่วยามแล้ว” ไป๋เสียชี้ไปที่หน้าต่างบังแดดฝั่งตรงข้ามห้อง จากนั้นสะบัดนิ้วเบาๆ บานหน้าต่างก็เปิดออก
ลู่เต้าถึงเพิ่งรู้ตัวว่าท้องฟ้ามืดแล้ว ที่แท้เขามัวแต่จดจ่ออยู่กับการหลอมรวมเล็บอาบพิษ จนไม่รู้สึกตัวว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานแล้ว
หากไม่ได้สังหารเจี่ยเหยียนอัน ในเวลานี้เขาคงถูกเฉายวนิสังหารไปแล้ว
แต่ทว่าเวลานี้ ลู่เต้าไม่เพียงแต่รอดพ้นจากมัจจุราชได้ เขายังหลอมรวมเล็บอาบพิษของเจี่ยเหยียนอันมาเป็ของตนเองได้สำเร็จด้วย เส้นทางในอนาคตได้เปลี่ยนไปแล้ว
“คุณชาย ท่านสบายดีหรือไม่เ้าคะ” สาวใช้ที่ยืนอยู่หน้าประตูเห็นว่าภายในห้องเงียบไปนาน จึงค่อยๆ เปิดประตูเอ่ยถามอย่างเป็กังวล
ลู่เต้าพยายามลุกขึ้นจากพื้น เสียงกระดูกดังกรอบแกรบไปทั่วร่าง เขานวดไหล่พลางตอบ “ข้าไม่เป็ไร บอกหงฝูว่ารอสักครู่”
“เ้าค่ะ” เสียงหญิงสาวกล่าวจบก็หมุนตัวจากไป
ลู่เต้าอาบน้ำชำระร่าง ล้างเหงื่อไคลออกจนหมด ก่อนจะสวมชุดดำตัวเดิมแล้วกลับไปที่ห้องของฮูหยินหง
ทันทีที่ก้าวข้ามธรณีประตู หงฝูที่สีหน้ากังวลใจก็ร้องเรียกจากด้านในห้อง “ท่านผู้มีพระคุณ ในที่สุดท่านก็มา”
“เกิดเื่อันใดขึ้น” ลู่เต้าเดินเข้าไปในห้อง
หงฝูยืนอยู่ตรงหน้าฮูหยินหงที่กลายเป็ศพหุ่นเชิดไร้ซึ่งสติสัมปชัญญะ “ข้านึกดูแล้ว ฮูหยินเป็แบบนี้ต่อไปไม่งามนัก”
เพราะกระดูกต้นคอของฮูหยินหงถูกเจี่ยเหยียนอันบีบจนแตกหัก คอจึงไม่มีแรงพอที่จะพยุงศีรษะให้อยู่ในท่าปกติ ดังนั้นจึงได้แต่ห้อยศีรษะลงในท่าที่มนุษย์ธรรมดาไม่อาจทำได้
“ไม่ว่ามองอย่างไร นางก็ตายไปแล้ว เดินออกไปแบบนี้เกรงว่าจะทำแเื่ใ” หงฝูเอ่ยด้วยความกังวล
เพราะด้วยต้องทำธุรกิจ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องติดต่อกับหอแลกเงิน หอเงินสกุลหงเป็ธุรกิจขนาดใหญ่ ดังนั้น เมื่อหงฝูเอ่ยปากว่ามีเื่สำคัญจะประกาศ บรรดาตระกูลชนชั้นสูงในเมืองัทมิฬจึงพากันมาร่วมงานเลี้ยง
“เื่เล็กน้อย ข้าจัดการได้” ไป๋เสียเอ่ยผ่านปากลู่เต้า
เขาผิวปากเบาๆ ฮูหยินหงก็เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าไป๋เสีย แล้วหันหลังให้เขา ลู่เต้าล้วงตะปูตอกโลงศพออกมาจากแขนเสื้อ ก่อนจะตอกตะปูเล่มนั้นเข้าไปที่ท้ายทอยของฮูหยินหงอย่างไม่ลังเล
เมื่อหงฝูที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นตะปูตอกโลงศพเล่มยาวแหลมคม แถมปลายตะปูยังมีแสงสีเงินวาววับ ก็เบิกตากว้างด้วยความใ จากนั้นก็ทนดูภาพนองเืตรงหน้าไม่ไหว
หลังจากจัดการเสร็จแล้ว ไป๋เสียก็เอ่ยว่า “เรียบร้อย”
หงฝูค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาดูอย่างระมัดระวัง เขาก็ต้องใเมื่อพบว่าฮูหยินหงเงยหน้าขึ้นได้แล้ว!
“ข้าใช้ตะปูตอกโลงศพมาแทนกระดูกต้นคอที่แตกหัก” ไป๋เสียกล่าวต่อ “แต่เพราะเป็ตะปู ดังนั้นคอจึงถูกตรึงไว้ ไม่สามารถขยับได้ มิเช่นนั้นจะถูกคนอื่นจับได้ง่าย”
“ท่านผู้มีพระคุณช่างเก่งกาจยิ่งนัก” หงฝูเอามือลูบคออย่างลุกลี้ลุกลน
เสียงเคาะประตูดังขึ้นจากด้านนอก ไม่นานก็มีเสียงหงฮวาดังมาจากด้านนอก “ท่านแม่ ท่านพี่ แขกนั่งกันพร้อมแล้วเ้าค่ะ”
“มะ...มาแล้ว พวกเรากำลังไป!” หงฝูพูดติดขัด จากนั้นก็ส่ายหน้าให้ลู่เต้า “เื่นี้อาฮวายังรับไม่ได้ ค่อยอธิบายกับนางทีหลังดีกว่า”
ไป๋เสียเห็นด้วย จึงพยักหน้าพลางผิวปากเรียกฮูหยินหงให้ตามมา เดินนำโดยหงฝู ทั้งสามคนเปิดประตูห้องของฮูหยินหงออกไป
หงฮวาที่สวมหน้ากากเงินปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่งยืนรออยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นลู่เต้าเดินตามฮูหยินหงและหงฝูออกมาก็ประหลาดใจยิ่ง นางจ้องมองทั้งสามคนด้วยสีหน้าแปลกใจ “เหตุใด...”
ไป๋เสียแอบควบคุมศพให้ฮูหยินหงเอ่ยปาก ท่าทางและน้ำเสียงของนางไม่ต่างจากตอนมีชีวิต “แม่นึกขึ้นได้ว่าเมื่อคืนเข้าใจผิดท่านผู้มีพระคุณไป๋ โชคดียิ่งนักที่ท่านผู้มีพระคุณใจกว้าง ไม่ถือสาความเสียมารยาทของแม่”
หลังจากพูดจบ ฮูหยินหงก็โผเข้ากอดแขนลู่เต้าอย่างสนิทสนม นางบิดเอวคอดกิ่ว ใช้หน้าอกหน้าใจใหญ่โตเบียดแขนเขา
ลู่เต้าเห็นสภาพน่าสยดสยองของฮูหยินหงถึงสองครั้ง อีกทั้งยังรู้ว่านางกลายเป็ศพเดินได้ที่ถูกควบคุม แม้จะถูกเอาอกเอาใจมากเพียงใด เขาก็ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเพราะรู้ว่าเป็ศพเดินได้ ยิ่งทำให้เขารู้สึกต่อต้าน เขาจึงพยายามดึงแขนออกจากอ้อมกอดของฮูหยินหง
แต่น่าเสียดาย การกระทำที่พยายามจะดิ้นหนีของลู่เต้า ในสายตาของหงฮวากลับดูเหมือนเขากำลังมีความสุข แถมยังจงใจใช้แขนถูไถหน้าอกของฮูหยินหงอีกต่างหาก
หงฮวารู้สึกขุ่นเคืองใจยิ่ง นางจึงหันหน้าหนีแสร้งทำเป็ไม่เห็น แล้วเอ่ยเสียงสั่น “เชิญตามข้ามา”
นางทิ้งให้ทั้งสองคนยืนอยู่ที่เดิม จากนั้นก็เดินนำหน้าไปอย่างรวดเร็ว ลู่เต้าอดถามด้วยน้ำเสียงเป็กังวลไม่ได้ “เช่นนี้จะไม่เป็ไรจริงๆ หรือ”
หงฝูชูนิ้วโป้งให้ “ไม่เป็ไรแน่นอน ท่าทางและน้ำเสียงของนางไม่ต่างจากตอนที่นางยังมีชีวิตอยู่เลย”
“แต่อาฮวาทำไมถึงมีท่าทีแปลกๆ” ลู่เต้ากังวล “หรือว่านางรู้สึกถึงความผิดปกติ”
“ไม่หรอกมั้ง” หงฝูที่ถูกคำพูดของลู่เต้าทำให้ไม่มั่นใจเช่นกัน แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว ตลอดมา น้องสาวของเขาไม่เคยรีบร้อนขนาดนี้มาก่อน
หงฝูพูดอย่างลังเล “หรือว่ายังดูเชิญชวนไม่พอ”
“ขอละเว้นเถอะ” ลู่เต้าผิวปากอีกครั้ง ฮูหยินหงจึงสงบลง จากนั้นก็เดินตามทุกคนไปที่ห้องโถงอย่างว่าง่าย
ภายในห้องครัวควันโขมง บรรดาพ่อครัวต่างก็วุ่นวายกันใหญ่ บ้างก็ถือมีดสับเนื้อหมูสามชั้นบนเขียงหนาๆ บ้างก็นั่งปอกเปลือกกระเทียมอยู่บนพื้น บ้างก็ถือกระทะเหล็กใบใหญ่ผัดอาหารอยู่หน้าเตา
แขกที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ ล้วนเป็บุคคลมีชื่อเสียงในเมืองัทมิฬทั้งสิ้น ไม่อาจต้อนรับอย่างละเลยได้ เหล่าสาวใช้ต่างก็วิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อคอยดูแลแเื่
ลู่เต้าพบว่าแม้แต่ในสวนก็ยังเต็มไปด้วยโต๊ะและเก้าอี้ บรรดาแขกต่างนั่งล้อมวงดื่มสุราและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เสียงหัวเราะดังเป็ระยะ บรรยากาศโดยรอบครื้นเครงยิ่งนัก!
ภาพเช่นนี้ทำให้เขานึกถึงตอนที่อยู่ที่หมู่บ้านเมฆาขาว ทุกครั้งที่ถึงเทศกาลสำคัญ แต่ละครัวเรือนต่างพากันมารวมตัวรับประทานอาหารเช่นนี้ ผู้ใหญ่ต่างก็วุ่นวายอยู่กับการทำอาหาร ส่วนเด็กๆ ก็วิ่งเล่นส่งเสียงดังจอแจอยู่ด้านนอก
ไม่นานนัก ทุกคนก็มาถึงห้องโถง ทว่าตอนที่อยู่หน้าประตู หงฮวาพลันเอ่ยกับทั้งสองคนว่า “ท่านแม่ ท่านพี่ พวกท่านเข้าไปก่อนเถอะ ข้ายังมีอาหารอีกสองสามอย่าง เดี๋ยวเสร็จแล้วจะตามไป”
“เช่นนั้นพวกเราเข้าไปนั่งรอที่โต๊ะก่อน เ้ารีบตามมานะ” หงฝูยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ท่านแม่ ท่านรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่” สีหน้าเฉยเมยของฮูหยินหงทำให้หงฮวาอดเป็ห่วงไม่ได้
เพื่อไม่ให้นางสงสัย ลู่เต้าจึงได้แต่ปล่อยให้ไป๋เสียผิวปากอีกครั้ง ทำให้ฮูหยินหงพุ่งเข้าหาเขาเป็ครั้งที่สอง
หงฮวาเบิกตากว้าง นางรีบหมุนตัวเดินจากไป พลางพูดตะกุกตะกัก “ขะ...ข้าไปทำงานก่อน!”
หลังจากนางจากไป ลู่เต้าก็รีบห้ามฮูหยินหง ไม่นานนัก สาวใช้ก็รายงานด้วยเสียงดัง “คุณชายเกาฮ่าวแห่งสกุลเกา มาถึงแล้วเ้าค่ะ!”
“สกุลเกา?” หัวใจของลู่เต้าพลันเต้นแรง เขาคิดในใจ “นั่นไม่ใช่สกุลของเสี่ยวอวี่หรอกหรือ”
