บทที่ 119 มีชีวิตที่สะอาด
โม่เต้าจื่อถอนหายใจออกมาทีหนึ่ง เขาคิดว่าอย่างไรเสียก็ปล่อยให้เป็ไปตามธรรมชาติจะดีกว่า ฉินชูค่อนข้างลำบากไม่น้อย เด็กที่ไม่มีพ่อแม่คอยสั่งสอนจะง่ายดายเช่นนั้นหรือ!
อันที่จริงในแต่ละวันฉินชูใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นมาก เขาให้เงินทองจำนวนหนึ่งแก่เอ้อพั่ง ดังนั้นในแต่ละวันล้วนมีอาหารหลายอย่าง ยังมีสุราดี แต่เขาไม่ได้สนใจในสุราเท่าไรนัก ให้ตนเองกินดี มีแรงสำหรับการฝึกฝนก็เพียงพอแล้ว
การท้าประลองหนึ่งค่ำกับสิบห้าค่ำ ฉินชูยังคงไปตามเดิม แต่ว่าโดยส่วนมากไม่ค่อยมีคนท้าประลองเท่าไรนัก รู้ชัดแล้วว่าไม่ไหว หากยังอยากจะฝืนท้าประลอง สมองคงได้รับการกระทบกระเทือนแล้ว
หลังจากที่หลินเสวี่ยเจียงพ่ายแพ้แล้ว ก็ไม่มีใครท้าประลองฉินชูอีกเลย ส่วนหลินเสวี่ยเจียงที่พ่ายแพ้ก็ไม่ได้ร้อนรนใจอะไร
แล้วหลินเสวี่ยเจียงก็พูดความรู้สึกของตนเองหลังการประลองไปแล้ว นั่นคือไม่มีความจำเป็ต้องประลอง ฉินชูมีเจตจำนงกระบี่ติดตัว ซึ่งเป็การโจมตีที่เฉียบคม หากพลังปราณไม่เพียงพอ ฉินชูใช้พละกำลังของร่างกายมาเสริมก็เป็อันจบ
จะให้เอาชนะได้อย่างไร? ไม่มีทางเอาชนะได้หรอกกระมัง
ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีคนออกมาท้าประลอง หลังจากที่ฉินชูมาถึงลานฝึกยุทธ์ของยอดเขา เขาก็ฝึกฝนนั่งสมาธิอยู่ที่ลานฝึกยุทธ์
สายตาของลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนที่มองไปทางฉินชูราวกับชายในฝัน ในสายตาของลูกศิษย์ผู้หญิงล้วนเต็มไปด้วยความประทับใจ ใครต่างก็รู้ดี ฉินชูเป็คนที่อนาคตไกลของสำนักชิงหยุน ถึงขนาดจะได้เป็บุคคลที่ยิ่งใหญ่ ณ พื้นที่แห่งนี้ แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนไม่เข้าใจคือ เหตุใดฉินชูยังคงทำหน้าที่เป็ศิษย์รับใช้ พวกเขาเคยถามผู้าุโของยอดเขาหลักที่ตนเองสังกัดอยู่ จึงรู้มาว่าเป็ตัวฉินชูเองที่ไม่ยินยอมเลื่อนขั้น มันเกิดเื่อะไรขึ้น ไม่มีใครเข้าใจ ผู้ใดบ้างไม่อยากมุ่งแสวงหาความก้าวหน้า?
แต่ผู้าุโสำนักชิงหยุน อย่างโม่เต้าจื่อ หลัวเจินและคนอื่นๆ เข้าใจถึงการร้องขอนั้นดี ฉินชูมีอุดมการณ์ แต่อุดมการณ์ไม่ได้อยู่ที่สำนักชิงหยุน แต่ว่าเขาไม่มีทางทรยศต่อสำนักชิงหยุนเช่นกัน
ไม่มีคนท้าประลองอีก ทุกครั้งหลังการประลอง ฉินชูมักจะนั่งสมาธิอยู่ที่ลานฝึกยุทธ์จนฟ้ามืด จากนั้นค่อยกลับไปที่หน้าของยอดเขาชิงจู๋ เพื่อฝึกฝนต่อ
บรรดาผู้าุโของยอดเขา อยากให้ฉินชูอยู่ที่หอศิษย์รับใช้ของยอดเขา และเลื่อนไปจนถึงศิษย์สายใน คอยขับเคลื่อนศิษย์สายในของยอดเขา แต่หลัวเจินไม่อยู่ พวกเขาจึงจัดการเื่นี้ไม่ได้ ให้ไปคุยกับลู่หยวนหรือ? ไร้ประโยชน์เกินไป ลู่หยวนไม่มีทางยินยอมให้ฉินชูออกจากยอดเขาชิงจู๋เป็แน่!
วันเวลาค่อยๆ ผันผ่าน วันของการประลองสี่สำนักใหญ่รุ่นอายุน้อยกำลังใกล้เข้ามา ฉินชูนั่งไม่ติดเล็กน้อย สำหรับเขาแล้ว ปรากฏการณ์ดาวเคราะห์ทั้งเจ็ดเรียงกันของท้องฟ้าก็ใกล้เข้ามาเช่นกัน หลังจากที่โม่เต้าจื่อช่วยพยากรณ์ให้เขา ประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวของเขาก็จะปรากฏขึ้นบนผิวน้ำ ปีที่สองที่ฉินชูมาถึงสำนักชิงหยุนผ่านไป พิธีรับลูกศิษย์และพิธีเลื่อนขั้นลูกศิษย์ของสำนักชิงหยุนได้จัดขึ้นตามกำหนดเวลา แล้วจะมีลูกศิษย์ใหม่จำนวนมากมายมาเข้าร่วมสำนักชิงหยุน
ระเบียบปฏิบัติในอดีตถูกทำลาย ลูกศิษย์ที่เข้าสำนักใหม่ทั้งหมด ล้วนต้องไปรายงานตัวที่หอศิษย์รับใช้ ไปเป็ศิษย์รับใช้ก่อน ผลการฝึกตนถึงขั้นจวี้หยวนเมื่อไร หลังจากผ่านการทดสอบแล้วถึงจะได้เป็ศิษย์สายนอก
ยอดเขาชิงจู๋มีศิษย์รับใช้มากเกินกว่าครึ่งที่ได้กลายเป็ศิษย์สายนอก ไป๋อวี้ หลินเจิงอีกหลายคนก็ได้กลายเป็ศิษย์สายใน มีเพียงเอ้อพั่งที่ยังไม่ได้เป็ ยังเป็หัวหน้าศิษย์รับใช้อยู่เช่นเดิม
เื่นี้ลู่หยวนรับรู้แล้ว เขาไปถามสาเหตุที่หอศิษย์รับใช้ด้วยตนเอง เอ้อพั่งพูดแล้ว ว่าไม่อยากให้บรรยากาศของหอศิษย์รับใช้เปลี่ยนไป เขาอยากจะยืนหยัดต่อไป
ลู่หยวนประกาศ ณ ตรงนั้น ถึงแม้ว่าเอ้อพั่งยังคงเป็ศิษย์รับใช้ต่อไป แต่จะได้รับการปฏิบัติแบบศิษย์สายใน เขาชื่มชมความยืนหยัดแบบนี้ของเอ้อพั่ง สำนักชิงหยุน้าคนที่ยืนหยัดประเภทนี้ยิ่งนัก
ฉินชูยังคงเป็ศิษย์รับใช้ต่อไป เนื่องจะเขาไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนแปลงตำแหน่ง บ้านไม้ที่ผาหินตัดยังคงสงบเงียบมาก เขาชื่นชอบความรู้สึกเช่นนี้
เรือนใหญ่ศิษย์รับใช้มีคนเพิ่มขึ้นมากมาย มีความวุ่นวายเล็กน้อย เอ้อพั่งจึงเรียกประชุมทันที เื่แรกที่ประกาศคือผู้ใดกล้าไปที่ผาหินตัดโดยพลการ จะถูกตีขาให้หักทันที คำพูดนี้ยังพูดได้อย่างแข็งกร้าวนัก
ศิษย์รับใช้ที่เข้ามาใหม่จึงรู้สึกไม่สบายใจ เหตุใดจึงโหดเช่นนี้? เอ้อพั่งก็เป็ศิษย์รับใช้เช่นเดียวกับพวกเขา สวมชุดศิษย์รับใช้เหมือนกัน สายตาของพวกเขาต่างก็มองไปทางผู้ดูแลหอศิษย์รับใช้ แต่ผู้ดูแลกลับไม่ได้เอ่ยอะไร ทั้งยังยอมรับกฎที่เอ้อพั่งกำหนดไปโดยปริยาย
หลังจากกำหนดกฎข้อแรก เอ้อพั่งจึงเริ่มพูดกฎเกณฑ์การสลับเวรที่ฉินชูเป็ผู้กำหนดไว้เ่าั้
กฎเกณฑ์ได้พูดจบทั้งหมดแล้ว เอ้อพั่งยืดลำตัว “พวกเ้าอาจจะไม่พอใจ ในความเป็จริงพวกเ้าก็สามารถไม่พอใจได้เช่นกัน หมัดใครใหญ่ ผู้นั้นเป็คนกำหนดกฎเกณฑ์ ข้าคาดหวังเป็อย่างมากที่พวกเ้าจะขึ้นมาเป็ผู้กำหนดกฎเกณฑ์เอง”
ลูกศิษย์ที่เข้ามาใหม่ต่างยังไม่มีระดับการฝึกตน เอ้อพั่งอยู่ขั้นหนิงหยวนระดับสองชั้นสูงสุด อีกเดี๋ยวก็จะอยู่ขั้นเจินหยวนแล้ว พวกเขาจะไปกระทบกระทั่งได้อย่างไร? ศิษย์รับใช้เก่าอีกกลุ่มหนึ่ง สายตาที่จ้องมองพวกเขาต่างก็ไม่เป็มิตร
“เอ้อพั่ง มีเื่อะไรก็มาหาข้าผู้ดูแลได้” ผู้ดูแลหออาณัติที่จ้องมองเอ้อพั่งประชุม ไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ มาโดยตลอด พูดบอกกับเอ้อพั่งประโยคหนึ่ง แล้วเดินจากไป เขายอมรับการจัดการของเอ้อพั่งเป็อย่างมาก สำนักชิงหยุน้าคนที่โเี้ป่าเถื่อนเช่นนี้
เป็อีกครั้งที่ฉินชูกลับมาหลังจากที่ไปรับการท้าประลองที่ไร้ผู้ท้าประลอง เขาจ้องมองศิษย์รับใช้ในหอศิษย์รับใช้ คิ้วของฉินชูพลันขมวดเข้าหากัน เขาโบกไม้โบกมือให้แก่เอ้อพั่ง “ศิษย์รับใช้ต้องทำงานก็จริง แต่ก็ต้องดูแลความสะอาดของตนเองอย่างคล่องแคล่วด้วยเช่นกัน แต่ละคนสารรูปมอมแมมอย่างกับอะไร คนที่ไม่รู้จักรักสะอาด โยนออกไปให้หมด”
“วางใจได้ เื่นี้ข้าจัดการเอง!” เอ้อพั่งพยักหน้า จากนั้นก็มองตามหลังฉินชูที่เดินจากไป
ศิษย์รับใช้ที่มาใหม่งุนงงไปเล็กน้อย เป็ศิษย์รับใช้ที่อารมณ์ร้ายอีกคนงั้นหรือ เอ้อพั่งศิษย์รับใช้คนนี้ก็พอทนแล้ว ฉินชูศิษย์รับใช้ที่มองดูอายุยังไม่มากคนนี้ เก่งกว่าเอ้อพั่งอีกงั้นหรือ?
เอ้อพั่งเดินพาศิษย์รับใช้เก่า ราวกับการต้อนเป็ดอย่างไรอย่างนั้น นำศิษย์รับใช้ใหม่กลุ่มหนึ่ง ไปที่ลำธารเล็กที่อยู่ด้านนอกเรือนศิษย์รับใช้
“หัวหน้าพั่ง ท่านยังต้องดูท่าทีของศิษย์รับใช้คนอื่นอีกหรือ? เ้าหมอนั่นใครกัน มาชี้ไม้ชี้มือออกคำสั่ง!”ศิษย์รับใช้ใหม่คนหนึ่งก่นด่า บนใบหน้าเต็มไปด้วยความโมโห
แต่ผลลัพธ์คืออะไร ศิษย์รับใช้ใหม่คนนี้กลับถูกต่อยไปหลายหมัด
“พวกเ้าก็ลองไปสอบถามทั่วทั้งสำนักชิงหยุนดูสิว่าฉินชูคือใคร จากนั้นค่อยมาพูดประโยคนั่นกับข้า!” เอ้อพั่งร้องหึทีหนึ่งแล้วเดินจากไป
นอกจากเรือนศิษย์รับใช้ของยอดเขาชิงจู๋จะคึกคักไม่น้อย ก็มีความตื่นเต้นมากเช่นกัน ทุกๆ วันจะมีเสียงร้องโหยหวน ทัศนคติของศิษย์รับใช้ใหม่เปลี่ยนไปทันที ศิษย์รับใช้เก่าสองสามคนกับศิษย์สายในเกิดความขัดแย้งกัน จึงถูกขับไล่ออกไปด้านนอกเรือนศิษย์รับใช้
“ออกมา พวกเราไม่ใช้อาวุธ นี่เป็การศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน!” ศิษย์สายในคนหนึ่งเอ่ยปากกล่าว
“พวกข้าไม่ออก ไม่พอใจเ้าก็เข้ามา” ศิษย์รับใช้เก่าเอ่ยปากะโ แต่ศิษย์สายในก็ไม่เดินเข้ามา
เวลาไม่นานนัก ไป๋อวี้ หลินเจิง เจิ้งชิวสองสามคนมาถึงแล้ว จึงก่นด่าศิษย์สายในสองสามคนไปยกหนึ่ง
“พวกข้าไม่ได้มาหาเื่ทะเลาะ แล้วก็ไม่ใช่ไม่ไว้หน้าฉินชู นี่เป็การเล่นกันเฉยๆ” ศิษย์สายในคนหนึ่งเอ่ยปากกล่าว
“กลับไปเสียเถอะ! ให้ผู้เห็นเข้าจะไม่ดี จะทำให้คนคิดว่าพวกข้าไม่ลงรอยกับลูกศิษย์ของยอดเขาชิงจู๋” เจิ้งชิวเอ่ยปากกล่าว
ศิษย์สายในสองสามคนยกมือคำนับเอ้อพั่งแล้วจากไป
“หัวหน้าพั่ง เหตุใดพวกเขาไม่ไล่ตามเข้ามา” ศิษย์รับใช้ใหม่คนหนึ่งเอ่ยปากถาม
“หอศิษย์รับใช้แห่งยอดเขาชิงจู๋ ไม่ต้องพูดว่าเป็ศิษย์สายใน ต่อให้เป็ศิษย์สายหลักก็จะเข้ามาทำร้ายไม่ได้ เป็เพราะที่นี่คืออาณาเขตของข้าและหัวหน้าฉิน ฉินชู” เอ้อพั่งยืดลำตัวขึ้นตรงอย่างเคยชิน เขาคิดว่าสาบเสื้อด้านหน้าของชุดคลุมสั้นไปหน่อย สงสัยต้องสั่งทำชุดคลุมใหม่เสียแล้ว
