ที่หน้าประตูค่าย ทหารม้าหนึ่งพันนายยืนเรียงรายอย่างเป็ระเบียบ ทหารแต่ละคนสวมหมวกเหล็กและชุดเกราะ ยืนหลังตั้งตรง อกผายออก พลังและความภาคภูมิใจของนักรบพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า
ด้านหน้าของกองทหารม้า มีนายทหารสิบกว่านายสวมหมวกเกราะเงินล้อมรอบท่านแม่ทัพใหญ่ที่สวมเกราะทองคำ ม้าอูจุยยกขาหน้าขึ้นและร้องเสียงดัง
กงจื้อิยกมือขึ้น กองทหารม้าแหวกเป็ทางให้รถม้าสองคันเคลื่อนผ่านตรงกลางไปได้อย่างที่เคยเป็ จากนั้นขบวนก็เริ่มเคลื่อนตัว!
นอกประตูทิศใต้ของเมืองหลวงซึ่งอยู่ห่างออกไปสามสิบลี้ ขุนนางและชนชั้นสูงทั้งหลายที่ได้รับข่าวจากผู้ส่งสาร รวมถึงประชาชนจำนวนมากที่กล้าหาญก็เดินทางออกมารวมตัวกัน ต่างก็เฝ้ารออย่างใจจดใจจ่อ
ท้องฟ้าที่ก่อนหน้านี้มืดครึ้มจนมองไม่เห็นขอบเขตใดๆ กลับค่อยๆ สว่างขึ้น เมฆก็เริ่มจางหายไป แสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงมายังโลกมนุษย์ในทันที
ที่ปลายขอบฟ้ามีเมฆฝนดำทะมึนลอยเข้ามา พร้อมกับเสียงฟ้าร้องครืนๆ เมื่อเข้าใกล้ทุกคนจึงเห็นว่าเป็กองทหารม้า แต่ละคนขี่ม้าสูงใหญ่ สวมหมวกเหล็กและเกราะที่เป็ประกาย ปลายหอกสะท้อนแสงเป็ทาง ส่วนดาบใหญ่ที่โผล่มาเป็ครั้งคราวก็เต็มไปด้วยความเ็า
ไม่รู้ว่าเพื่อเป็การแสดงอำนาจหรือไม่ ขบวนม้าเร่งเข้ามาใกล้จนเหลือเพียงสองจั้งก่อนจะดึงบังเหียนอย่างกะทันหัน ขุนนางฝ่ายบุ๋นและชาวบ้านที่ขี้ขลาดต่างใช้แขนเสื้อปิดหน้า และร้องเสียงหลงด้วยความใ
บรรดาขุนนางาุโทั้งหลายและท่านอัครมหาเสนาบดีฟางมองหน้ากัน ต่างก็ยิ้มอย่างขมขื่นแต่ไม่มีคำพูดใดๆ ออกมา อำนาจของท่านแม่ทัพนั้นไม่มีใครต้านทานได้ ในอนาคตราชสำนักของฮ่องเต้พระองค์ใหม่ พวกเขาคงจะมีสิทธิ์พูดน้อยลงเรื่อยๆ ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ ย่อมไม่เหมือนฮ่องเต้สองพระองค์ก่อนของตระกูลซือหม่า ที่รู้จักเพียงการฟุ่มเฟือย ความโเี้ และผลักดันการบริหารราชการทั้งหมดให้พวกเขาจัดการ
ไม่ว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร เหล่าทหารม้าก็แหวกทางออกเป็สองฝั่ง ราวกับสายน้ำที่แยกออก เผยให้เห็นท่านแม่ทัพสวมเกราะทองคำบนหลังม้าอูจุย ร่างกายสูงใหญ่กำยำ คิ้วหนา ดวงตาคมเข้ม จมูกโด่ง ริมฝีปากบาง มีบุคลิกที่โดดเด่นยิ่งนัก
ผู้เป็นายของจวนอู่โฮ่วที่จากเมืองหลวงไปนานถึงสองปีเต็มๆ ผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของสกุลกงจื้อที่ปกป้องซีเฮ่ามาตลอดหลายชั่วอายุคน กงจื้อิ!
ท่านอัครมหาเสนาบดีฟางเป็คนแรกที่ยกชายเสื้อขึ้นและคุกเข่าลงกับพื้น ะโด้วยเสียงอันดังว่า “ข้าและขุนนางทั้งหลายขอต้อนรับการกลับมาของท่านแม่ทัพ!”
“ข้าและเหล่าราษฎร ขอต้อนรับการกลับมาของท่านแม่ทัพ!”
ขุนนางและราษฎรคนอื่นๆ ต่างก็คุกเข่าลงกันหมด ไม่สนใจว่าพื้นดินหลังฝนตกจะเต็มไปด้วยโคลนและความหนาวเย็น ในชั่วขณะนั้น พวกเขาทั้งหมดก้มศีรษะคำนับต่อฮ่องเต้พระองค์ใหม่แห่งซีเฮ่า คำนับต่อผู้เป็นายแห่งซีเฮ่า และคำนับต่ออนาคตของซีเฮ่า!
ทหารม้าหนึ่งพันนายยกหอกในมือชี้ขึ้นฟ้า ร้องะโว่า “ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่! ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่! ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่!”
กงจื้อินั่งบนหลังม้าอย่างสง่างาม สายตามองไปยังประตูเมืองสีคราม และเหล่าราษฎรที่อยู่ใต้กำแพงเมือง หัวใจของเขาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น!
ในวันนั้น เขาหลอกศัตรูให้คิดว่าเขาสิ้นลมแล้ว และหลบซ่อนตัวหนีออกไป ในตอนกลางคืนที่ฝนตกก็ถูกลุงอวิ๋นขุดขึ้นมาจากหลุมศพ พาเขาหนีลงใต้เพื่อเอาชีวิตรอด เหมือนสุนัขที่ไร้บ้าน เขาคิดเพียงว่าจะรักษาชีวิตเอาไว้ คิดจะแก้แค้น หรือไม่ก็คิดว่าจะตายไปอย่างแค้นใจ แต่ไม่เคยคิดเลยว่า วันนี้เขาจะกลับมาที่เมืองหลวงด้วยความภาคภูมิใจเช่นนี้ ขุนนางและราษฎรต่างก็หมอบกราบต่อหน้าเขา เื่ราวในอดีตต่างผุดขึ้นมา ในชั่วขณะนี้ ความอัปยศอดสูและความขมขื่นทั้งหมดได้รับการล้างแค้นไปจนหมดสิ้น!
นอกประตูเมืองค่อยๆ เงียบสงบลงเพราะความนิ่งเงียบของเขา และในรถม้าคันงามที่หยุดอยู่ข้างประตูเมือง ผ้าม่านถูกเปิดขึ้นอย่างช้าๆ ด้วยมือขาวราวกับหยกที่กำลังสั่นเทา…
“ลุกขึ้นเถิด!” กงจื้อิสั่งด้วยเสียงหนักแน่น จากนั้นจึงะโลงจากม้าอูจุย ยื่นมือไปประคองท่านอัครมหาเสนาบดีฟางเป็คนแรก ขุนนางาุโคนนี้เคยสอนบทกวีให้เขา และยังแอบวิ่งเต้นเพื่อช่วยเหลือเขา
แม้ซีเฮ่าจะเป็ประเทศที่มีความกล้าหาญดุดัน แต่ก็สืบทอดประเทศด้วยความเคารพและมีมารยาท
เมื่อกงจื้อิปฏิบัติต่อท่านอัครมหาเสนาบดีด้วยความเคารพเช่นนี้ ทุกคนจึงรู้สึกโล่งใจเป็อย่างมาก โดยเฉพาะเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋น ต่างก็มีสีหน้าแสดงถึงความยินดี เดิมทีพวกเขายังกลัวว่าฮ่องเต้พระองค์ใหม่จะให้ความสำคัญเพียงการทหาร แต่ดูเหมือนว่าความกังวลของพวกเขาจะเกินเหตุไปเสียแล้ว
เป็อย่างที่คาดเอาไว้กงจื้อิช่วยพยุงขุนนางาุโหลายคนด้วยตนเอง รวมถึงข้าราชการที่อายุมากแต่มีตำแหน่งไม่สูงนัก การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ แม้กระทั่งเหล่าราษฎรเมื่อได้เห็นก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชม ท่านแม่ทัพใหญ่ไม่เพียงแต่ไม่ใช่คนที่บ้าคลั่งในเื่การฆ่าฟันตามคำร่ำลือ แต่กลับเป็คนดีที่เคารพผู้ใหญ่และมีมารยาท
ในขณะที่อัครมหาเสนาบดีฟางกำลังจะพูด บรรดาขุนนางาุโกลับชิงพูดก่อน “ท่านแม่ทัพกลับสู่เมืองหลวงในวันนี้ ไม่เพียงแต่พวกข้าขุนนางเท่านั้นที่ออกมาต้อนรับ แม้แต่องค์หญิงชิงเฉิงก็ยังเสด็จออกจากวังหลวงมาด้วย”
พูดจบ ขุนนางาุโหลายคนก็ถอยไปยืนข้างๆ และยิ้มมองไปทางข้างประตูเมือง
รถม้าหรูหราคันหนึ่งที่มีผ้าขาวประดับหน้าต่างค่อยๆ เคลื่อนผ่านฝูงชนเข้ามาและหยุดอยู่ข้างๆ บรรดาขุนนางาุโ
ขันทีที่วิ่งตามข้างรถมารีบเปิดประตูรถทันที และก็ทรุดตัวลงคุกเข่าทำตัวเป็แท่นรองให้ใครบางคน ทันใดนั้นหญิงชราคนหนึ่งที่สวมชุดผ้าไหมสีเหลืองมะกอกก็ลงจากรถม้าเป็คนแรก นางกวาดตามองคนรอบข้างอย่างเย่อหยิ่ง จนทำให้ประชาชนต่างก้มหน้าลงด้วยความเกรงกลัว จากนั้นนางจึงหันกลับไปพูดด้วยความเคารพ “องค์หญิง บ่าวจะช่วยประคองพระองค์ลงจากรถม้า”
หลังม่านสีขาว มือที่งดงามราวกับหยกค่อยๆ เอื้อมออกมาจับม่าน จากนั้นหญิงสาวในชุดงามตามแบบราชสำนักก็ก้าวลงจากรถอย่างสง่างาม โดยเหยียบลงบนหลังขันทีที่หมอบอยู่
ลมเย็นที่ซุกซนหลังฝนตกพัดโชยมาเบาๆ ทำให้หมวกที่สวมอยู่ของหญิงสาวปลิวขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามดุจเทพธิดา
ผิวขาวดุจหิมะ คิ้วดำเข้ม ริมฝีปากแดงแม้ไม่ต้องเติมแต่ง จมูกโด่งงาม ดวงตาดุจดวงดาว สวมชุดสีฟ้าสดใสยาวจรดพื้น คาดเอวบางด้วยสายคาดอันประณีตยิ่ง ทำให้เห็นเอวที่เล็กมากยิ่งขึ้น ผมดำขลับถูกจัดเป็ทรงสูง ประดับด้วยปิ่นปักผมปะการังล้ำค่าที่มีขนาดเท่านิ้วก้อย ไข่มุกที่ประดับทอประกายดุจหิมะสะท้อนแสงระยิบระยับในเส้นผม ทำให้นางดูราวกับเทพธิดาที่ลงมายังโลกมนุษย์
อาจเป็เพราะความงามอันหาที่เปรียบมิได้ของนางทำให้บรรยากาศทั้งในและนอกเมืองเงียบสงัดอย่างน่าประหลาด
“พี่เป่า!” ซือหม่าหย่าหลานจ้องมองคนที่นางคิดถึงมาหลายวัน ผู้ที่ยังคงเหมือนในความทรงจำของนาง แต่ดูแข็งแกร่งยิ่งขึ้นจนนางอดกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้และร้องเรียกออกมา
เสียงหวานใสดุจน้ำค้างใส ทำให้ทุกคนต่างมีสีหน้าแปลกๆ
พี่เป่า? การเรียกเช่นนี้สนิทสนมมากเกินไปหรือไม่ หรือว่าเคยมีความสัมพันธ์ที่ซ่อนเร้นระหว่างทั้งสองในอดีต?
อย่างไรก็ตาม องค์หญิงคนหนึ่งที่งดงามดุจเทพธิดา กับท่านแม่ทัพที่ไร้พ่าย ไม่ว่าจะมองอย่างไรพวกเขาก็คือคู่ที่ฟ้าลิขิต
เปลวไฟแห่งความอยากรู้อยากเห็นของเหล่าราษฎรลุกโชติ่ยิ่งขึ้น แม้ว่าพวกเขาจะไม่กล้าเงยหน้า แต่สายตากลับพยายามมองทุกการเคลื่อนไหวของคนทั้งสอง
เหล่าขุนนางต่างก็ยินดีที่จะเห็นเื่ราวเช่นนี้ แม้แต่ขุนนางาุโหลายคนก็ยิ้มออกมา
โบราณว่าไว้ว่าวีรบุรุษมักจะต้านทานเสน่ห์ของหญิงงามไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นวีรบุรุษและหญิงงามยังมีสัญญาหมั้นหมายกันอีกด้วย…
น่าเสียดายที่พวกเขาคาดเดาผิดไปเื่หนึ่ง
์เป็ผู้ชอบทำเื่ตลกร้ายเสมอ พระองค์ได้ส่งเด็กสาวชอบกินจอมโลภตัวเล็กๆ มาจากโลกอื่นเพื่อทำลายแผนการที่พวกเขาหวังไว้
กงจื้อิขมวดคิ้วเล็กน้อย มองไปที่ซือหม่าหย่าหลานที่อยู่ตรงข้าม จริงๆ แล้วพวกเขาก็เติบโตมาด้วยกันั้แ่ยังเด็ก สมัยก่อนนางมักจะตามหลังเขาและร้องเรียกเขาเช่นนี้เสมอ ในตอนนั้น เขารู้สึกอบอุ่นใจและยินดีที่จะดูแลนาง แต่ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว นางกลายเป็หญิงงามที่ล่มเมืองได้ แต่เขากลับผ่านประสบการณ์อันยากลำบากมา จนไม่สามารถหาความรู้สึกในอดีตได้อีก ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีแผ่นป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำทั้งสามแผ่น…
“องค์หญิง…” กงจื้อิเอ่ยปากขึ้นอย่างเ็า เสียงที่เขาใช้เรียกนางทั้งแปลกและห่างเหิน ฟังแล้วทำให้เหล่าขุนนางและราษฎรรู้สึกแปลกๆ และทำให้ซือหม่าหย่าหลานหน้าซีดลงทันที ในสมัยก่อนเขาเคยเรียกนางว่า “น้องหลานเอ๋อร์” …
อัครมหาเสนาบดีฟางถอนหายใจยาวๆ ออกมา เขากลัวว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น แต่่เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะเปิดเผยเื่นี้ เขารีบก้าวขึ้นสองก้าวและพูดเสียงเบาๆ ว่า “ท่านแม่ทัพ องค์หญิง เวลาล่วงเลยมามากแล้ว รีบเข้าเมืองกันก่อนเถิด?”
พูดจบเขาก็โบกมือเป็สัญญาณให้เกี้ยวทองคำที่จอดอยู่ไม่ไกลเคลื่อนมาข้างหน้า น่าเสียดายที่พระเ้าตั้งใจให้วันนี้เป็วันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย
เสียงอ้อแอ้ของเด็กเล็กดังขึ้นกลางขบวนทหารม้า “พ่อ! พ่อ! ขี่ม้า ม้า!”
ท่านแม่ทัพใหญ่กงจื้อิที่เคยแสดงความเ็าเมื่อเจอหญิงงามอันดับหนึ่งของซีเฮ่า กลับแสดงความอ่อนโยนในดวงตาทันทีเพราะคำพูดไม่กี่คำนี้ ราวกับพาทุกคนออกจากฤดูหนาวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอันอบอุ่น
ทหารม้าต่างหันหัวม้ากลับ และเปิดทางให้กับรถม้าคู่สี่ล้อค่อยๆ เคลื่อนเข้ามา คนขับรถคนนั้นอาจเคยผ่านความเป็ความตายในสนามรบมา มีรอยแผลเป็สีชมพูที่คอ ใบหน้า และยังมีที่โผล่พ้นจากปกเสื้อและบนข้อมือ ทำให้เขาดูดุดันมาก
เมื่อรถม้าหยุดลง คนขับรถก็รีบะโลงจากรถและเปิดประตูรถ จากนั้นก็คุกเข่าลงหนึ่งข้าง ดูเหมือนว่าเขาตั้งใจจะทำเช่นเดียวกับขันที เพื่อให้ผู้เป็นายก้าวลงจากรถ
สาวใช้ที่สวมชุดสีน้ำเงินและหน้าตาธรรมดาคนหนึ่งโผล่ออกมาจากรถก่อน นางกวาดสายตามองผู้คนรอบข้างอย่างเ็า จากนั้นก็ะโลงมาเบาๆ โดยไม่มีทีท่าว่าจะเหยียบคนขับรถคนนั้นเลยแม้แต่น้อย
จากนั้นหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมกระโปรงยาวสีแดงก็ปรากฏตัวที่ประตูรถ ดูเหมือนนางจะใกับการคุกเข่าของคนขับรถเล็กน้อย นางขมวดคิ้วและพูดอย่างจริงจังว่า “เถี่ยหนิว เ้าเป็วีรบุรุษที่เคยต่อสู้เพื่อแผ่นดิน บัดนี้แผ่นดินสงบสุข เ้าเป็ส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เ้าไม่ควรคุกเข่าให้ใครเหยียบ! ลุกขึ้นเถอะ มีเก้าอี้เตรียมไว้ในรถม้าแล้ว”
แต่ชายหนุ่มผู้นั้นกลับยืนกรานไม่ยอมลุกขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นแล้วยิ้มซื่อๆ กล่าวว่า “เถียหนิวเป็บ่าวรับใช้ของแม่นาง การปรนนิบัติรับใช้แม่นางเป็หน้าที่ของข้า สิ่งที่คนอื่นมี แม่นางก็ควรจะมีเช่นกัน!”
ในใจของติงเหว่ยก็รู้สึกซาบซึ้ง คนซื่อๆ อย่างเฉิงเถียหนิวยังเข้าใจความจริงนี้ แต่ทำไมคนคนนั้นถึงไม่เข้าใจ?
เมื่อครู่ในรถนางได้ยินเสียง “พี่เป่า” ที่หวานเจี๊ยบจนทำให้นางเผลอบิดช้อนในมือจนงอเดี๋ยวนั้น ที่แท้แล้วคำเรียกนี้ไม่ได้เป็ของนางคนเดียวสินะ ไม่แน่ว่าบางที “พี่เป่า” ของนางจะมีน้องสาวอีกตั้งหลายคนก็ได้!
ถ้าไม่ใช่เพราะว่านางโมโหจนลืมเล่นกับลูกชาย เ้าหนูคนนี้คงไม่หันไปหาพ่อ และลากนางสองแม่ลูกเข้าไปในละครฉากใหญ่นี้
“เอาล่ะ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น ต่อไปห้ามคุกเข่าอีกแล้ว”
ติงเหว่ยไม่ยืนกรานอีกต่อไป นางหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาจากอก วางบนเข่าของเฉิงเถียหนิวแล้วก้าวลงมาอย่างมั่นคง
เฉิงเหนียงจื่อกลับไม่กล้าเหยียบเฉิงเถียหนิวอย่างอาจหาญ นางค่อยๆ ยื่นอันเกอเอ๋อร์ที่มีใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้นให้กับนายหญิง แล้วค่อยๆ ไต่ลงจากล้อรถอย่างระมัดระวัง
ติงเหว่ยอุ้มลูกชายและเดินอย่างช้าๆ ไปที่ประตูเมือง กงจื้อิก็ก้าวยาวๆ เข้ามาหาพวกเขา เขายืนปกป้องอยู่ข้างๆ สองแม่ลูก และถามเสียงแ่เบา “หรือว่าอันเกอเอ๋อร์งอแงอีกแล้ว?”
ติงเหว่ยแอบจิกตาใส่เขาเมื่อเขาเอื้อมมือขึ้นจัดผมของนาง ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถอดทนได้ นางจึงบ่นออกมาอย่างแ่เบาว่า “ฮึ เดี๋ยวข้าจะสะสางบัญชีกับท่าน!”
กงจื้อิชะงักไปชั่วครู่หนึ่งแล้วจึงเข้าใจถึงความซับซ้อนของสถานการณ์นี้ แต่ก็อดขำไม่ได้ นี่แหละคือหญิงสาวที่เขารัก ไม่ได้ยินดีกับเกียรติยศที่เขากำลังจะแบ่งปันกับนาง แต่กลับโกรธเพียงเพราะคำเรียกนั้นจนทนไม่ได้ ต้องรีบร้อนมาระบายความหึงหวง…
“ตกลง เดี๋ยวค่อยว่ากัน”
กงจื้อิยกมือขึ้นจัดผ้าคลุมขนจิ้งจอกสีขาวบนไหล่ของนางให้เรียบร้อย จากนั้นจึงถอยไปข้างหลัง ประกาศให้โลกได้รู้จักภรรยาและบุตรของเขาอย่างเป็ทางการ!
ทุกคนจึงได้มีโอกาสพินิจพิเคราะห์แม่ลูกคู่นี้อย่างละเอียด หญิงสาวรูปร่างไม่สูงนัก มีความอวบอิ่มเล็กน้อย ผิวขาวนวล หน้าผากโหนกนูน ใบหน้าจัดว่าดูดี ยามนี้เพราะนางสวมชุดกระโปรงยาวสีแดงคลุมด้วยผ้าคลุมขนจิ้งจอกสีขาว จึงยิ่งทำให้นางดูสง่างามขึ้นอีกสามส่วน
