“แม่นางท่านนี้ได้รับาเ็สาหัส ไม่ต้องพูดถึงาแเล็กๆ แต่ห้าอวัยวะภายในร่างกายต่างก็ได้รับความกระทบกระเทือนและบอบช้ำอย่างหนัก ขาซ้ายก็หักด้วย เปรียบเทียบกันแล้ว าแภายในร่างกายต้องรักษานานถึงหนึ่งเดือน เพียงแค่ดื่มยาต้มตามกำหนดก็เพียงพอ แต่ขาซ้ายที่ต้องต่อกระดูกใหม่นั้นจะเ็ปมาก ต้องใช้เวลารักษาถึงสามเดือนกว่าจะเดินได้ แต่เกรงว่าหลังจากนี้เมื่อใดที่ฝนตกหรืออากาศเปลี่ยนแปลงก็อาจจะเ็ปคันตามมาได้”
ตอนออกไปก็ยังดีๆ อยู่เลย แต่เพียงคืนเดียวร่างกายกลับาเ็สาหัสและขาหัก เกือบจะไม่รอดชีวิตเสียด้วยซ้ำ เฉิงเหนียงจื่อกลั้นน้ำตาไม่อยู่แล้วร้องไห้ออกมา นางอยากจะทนรับความเ็ปนี้แทนนายหญิงเสียเหลือเกิน
อวิ๋นอิ่งและอวิ๋นหยาก็เช็ดน้ำตาเช่นกัน โชคดีที่อวิ๋นอิ่งยังจำได้ว่าผู้าุโเหว่ยทิ้งยาหลายอย่างเอาไว้ให้ นางจึงรีบไปค้นหายาสลบในสัมภาระ วันนั้นเคยใช้รักษาทหาราเ็ที่มือและขาหัก เพียงแค่ดมก็จะทำให้หลับไปจริงๆ ซึ่งจะช่วยลดความเ็ปได้มาก
เมื่อหมอกดไปที่ติงเหว่ยเพียงสองครั้งนางก็รู้สึกเ็ปจนหน้าซีด และก็ไม่ปฏิเสธการใช้ยาสลบ เพียงแค่สั่งอวิ๋นหยาด้วยเสียงเบาๆ ว่า “กอดอันเกอเอ๋อร์เอาไว้แน่นๆ ไม่ว่าอย่างไรอย่าให้ห่างจากข้า”
อวิ๋นหยารู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่ก็คิดว่านายหญิงอาจจะใกลัวจากเมื่อวานจึงรีบพยักหน้า แล้วนางอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไปยืนที่หัวเตียง
ไม่นานนักติงเหว่ยก็สูดยาสลบและหลับไปทันที หมอาุโเป็ผู้เชี่ยวชาญในการต่อกระดูก ใช้เวลาไม่นานก็ต่อกระดูกขาได้สำเร็จ แต่ถึงอย่างนั้นติงเหว่ยที่ยังหลับอยู่ก็ยังคงสั่นเทิ้มด้วยความเ็ปตลอดเวลา
กงจื้อิก้มตัวลงโอบนางขึ้นมากอดไว้แน่นในอ้อมแขน ใบหน้าของเขาเ็าจนแทบจะกลายเป็น้ำแข็ง “วันนี้เ้าต้องทนทุกข์ทรมาน วันหน้าข้าจะคืนแค้นนี้ให้เ้าเป็ร้อยเท่า!”
ไม่รู้ว่าติงเหว่ยได้ยินหรือไม่ หรือว่าความเ็ปลดลง นางค่อย ๆ หยุดสั่นเทิ้มแต่ใบหน้ายังคงไร้สีเื
หมอาุโทายาและใส่แผ่นไม้รองกระดูก เขายุ่งจนเหงื่อไหลออกมาเต็มศีรษะ ก่อนจะสั่งจ่ายยาและกำชับหลายครั้งก่อนจะจากไป
กงจื้อิค่อย ๆ วางติงเหว่ยลงบนเตียงอย่างนุ่มนวล สุดท้ายก็จัดแต่งผมที่ยุ่งเหยิงของเธอให้เรียบร้อย เขาสั่งอวิ๋นอิ่งและคนอื่นๆ ว่า “เปลี่ยนเสื้อผ้าและล้างหน้าทำความสะอาดให้แม่นางของพวกเ้า ถ้านางตื่นขึ้นมาให้รีบไปรายงานข้าในทันที”
“เ้าค่ะ นายน้อย”
กงจื้อิหันกลับไปและก้าวออกไปข้างนอก การต่อสู้เมื่อวานนั้นมีทหาราเ็และเสียชีวิตรวมกันกว่าหนึ่งร้อยนาย มีหลายสิบนายได้รับาเ็สาหัส เขาในฐานะแม่ทัพจะต้องไปเยี่ยมเยี่ยนดูแลและจัดการเื่ต่างๆ นอกจากนี้เขายังต้องรู้ว่าชายชุดดำเ่าั้ใครเป็คนส่งมา?
แน่นอนว่ายังมีเื่หนึ่งที่ต้องจัดการก่อน
เขาหันกลับไปมองที่ห้องฝั่งตะวันตกอีกครั้ง คิดถึงคำพูดของนางเมื่อคืน มือของเขาก็กำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว บางทีการทำเช่นนี้อาจจะทำให้นางโกรธขึ้นไปอีก แต่ตอนนี้เขา้าเพียงใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้นางอยู่กับเขา ปกป้องนางภายใต้ปีกของเขา และไม่ปล่อยนางไปอีก…
ติงเหว่ยไม่รู้ว่าตัวเองนอนหลับไปนานแค่ไหน เมื่อนางลืมตาขึ้น ห้องทั้งห้องก็มีแต่ความมืดสลัว ขณะนั้นเองคล้ายกับมีคนเปิดประตูเดินเข้ามาหลังจากผ่านฉากกั้น นางจึงพยายามหันศีรษะไปมอง
ปรากฏว่าเป็อวิ๋นอิ่งที่อุ้มอันเกอเอ๋อร์เข้ามา เ้าเด็กอ้วนตาไว เมื่อเห็นแม่ตื่นก็ยื่นมือน้อยๆ ของเขาออกมาอย่างตื่นเต้น “แม่จ๋า แม่จ๋า!”
อวิ๋นอิ่งก็ดีใจมากเช่นกัน นางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว “แม่นาง ท่านตื่นแล้ว!”
อวิ๋นหยาซึ่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ก็อดทนไม่ไหวและเผลอหลับไปบนโต๊ะเพราะความกังวลทั้งวันทั้งคืน เมื่อได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งพุ่งเข้ามาด้วยความดีใจ “ไอ๊หยา เมื่อกี้ท่านแม่ทัพใหญ่พึ่งจะส่งคนมาถามเมื่อครู่ ข้าจะไปรายงานข่าวดีเดี๋ยวนี้!”
พูดจบนางก็เตรียมจะเดินออกไป แต่ติงเหว่ยกลับสั่งห้าม “อวิ๋นหยา เ้าอุ้มอันเกอเอ๋อร์ไว้และให้อวิ๋นอิ่งไปเถอะ”
อวิ๋นหยาสับสนไปเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก นางหันกลับไปอุ้มอันเกอเอ๋อร์อย่างร่าเริง “เ้าค่ะ ข้าก็กลัวพวกขุนนางาุโในที่ว่าการส่วนหน้าจะดุเอา!”
แต่ในสายตาของอวิ๋นอิ่งกลับมีแววตาที่แฝงไปด้วยความหมายบางอย่าง นางค่อยๆ ดึงเสื้อของอันเกอเอ๋อร์เบาๆ ก่อนจะหันหลังเดินออกไป
เฉิงเหนียงจื่อทำหน้าตาแปลกๆ ขณะถือกล่องใส่อาหารเข้ามาในห้อง เมื่อเห็นว่านายหญิงตื่นแล้ว นางก็ยิ้มออกมาด้วยความดีใจนางวางอาหารลงบนโต๊ะเล็กๆ พลางพูดเบา ๆ ว่า “แม่นาง เสี่ยวชิงกับป้าหลี่และคนอื่นๆ พึ่งเดินทางมาจากจวน เสี่ยวชิงตั้งใจเคี่ยวข้าวต้มใส่พุทรานี้เอง และยังมีกับข้าวเบาๆ อีกสองอย่าง ท่านไม่ได้ทานอะไรทั้งวันทั้งคืนแล้ว ทานอะไรบ้างเพื่อรองท้องสักหน่อยเถิด”
ติงเหว่ยพึ่งผ่านเหตุการณ์ที่เกือบเสียชีวิตมาหลายครั้ง ยังไม่ทันได้ฟื้นตัวเต็มที่ จึงไม่มีความอยากอาหาร นางส่ายหน้าอย่างเกียจคร้านแล้วตอบว่า “วางไว้ข้างๆ ก่อน ไว้ข้าจะทานทีหลัง”
แต่ในขณะที่อันเกอเอ๋อร์ซึ่งดูเหมือนจะสบายใจมากขึ้นเมื่อเห็นแม่กลับมา เขาจึงดีดดิ้นเพื่อออกจากอ้อมแขนของอวิ๋นหยาแล้ววิ่งไปที่โต๊ะเพื่อจะทานข้าวต้ม อวิ๋นหยาจึงรีบตักข้าวต้มใส่ถ้วยแล้วเป่าให้เย็นก่อนป้อนเขา ติงเหว่ยสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเฉิงเหนียงจื่อดูไม่ปกติจึงถามขึ้นว่า “เฉิงเหนียงจื่อ มีอะไรจะพูดหรือไม่?”
“เอ๋?”
เฉิงเหนียงจื่อที่กำลังเหม่อลอยมองอันเกอเอ๋อร์อยู่ ก็ใเมื่อถูกนายหญิงถาม นางคิดอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจพูดว่า “แม่นาง คือว่าข้างนอกมีข่าวลือกันไปทั่วว่า...เอิ่ม ว่าอันเกอเอ๋อร์เป็ลูกชายแท้ๆ ของท่านแม่ทัพ และท่าน...เป็ภรรยาที่ท่านแม่ทัพได้หมั้นหมายไว้แล้ว”
“อะไรนะ?” ติงเหว่ยใจนลุกขึ้นจากที่นอน แต่กลับเผลอไปกระแทกขาที่าเ็ ทำให้นางเจ็บจนต้องสูดหายใจแรงด้วยความเ็ป
เดิมทีนางวางแผนไว้ว่าจะรอให้แผลหายดี แล้วค่อยพาลูกชายไปหาพ่อแม่ของนาง แต่ตอนนี้ทุกคนต่างรู้เื่ของนางกับกงจื้อิและรู้ว่าอันเกอเอ๋อร์เป็สายเืของสกุลกงจื้อ แบบนี้ก็เท่ากับว่ามีป้ายทองคำประดับหัว ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็คงไม่สามารถมีชีวิตที่สงบสุขได้
เป็จริงอย่างที่คาดไว้เฉิงเหนียงจื่อก็รู้สึกว่าเื่นี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันจึงไม่กล้าปิดบังอีก นางพูดต่อว่า “ตอนนี้ครอบครัวผู้มั่งคั่งในเมืองต่างก็ได้ยินเื่นี้แล้ว และกำลังส่งของขวัญมาที่ที่ว่าการ ท่านแม่ทัพยังบอกอีกว่าจะจัดงานเลี้ยงในวันพรุ่งนี้ด้วย…”
“น่ารังเกียจจริงๆ!” ติ้งเหว่ยเข้าใจทันทีว่านี่เป็แผนของกงจื้อิที่ไม่อยากให้นางจากไป เขาจึงได้ใช้วิธีนี้เพื่อปิดทางหนีของนาง
ขณะนั้นเองอวิ๋นหยาที่เข้าใจช้าไปครึ่งจังหวะก็โพล่งขึ้นมาว่า “ไอ๊หยา ข้าถึงว่า ทำไมข้ามองดูคุณชายน้อยแล้วรู้สึกว่าเขาเหมือนใคร ที่แท้ก็คือเหมือนท่านแม่ทัพนี่เอง!”
ติงเหว่ยได้ยินดังนั้นก็แทบจะกลอกตาด้วยความขุ่นเคือง ความคิดที่จะหนีที่พึ่งเกิดขึ้นในใจก็หายไปทันที นางเป็เพียงผู้หญิงคนหนึ่ง แม้จะมีความรู้ด้านการแพทย์ แต่ฝีมือการใช้เข็มบินก็ไม่ได้ดีนัก จะพาลูกชายหนีได้อย่างไร? จะไปพึ่งพาความช่วยเหลือจากคู่สามีภรรยาที่ซื่อสัตย์อย่างเฉิงต้าโหยว หรือจะไว้ใจอวิ๋นหยาที่ไร้เดียงสาเหมือนเด็ก หรือจะเป็อวิ๋นอิ่งที่เหมือนจะเป็ "สายลับ" อยู่ใกล้ๆ ตัวกันแน่?
ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกหมดกำลังใจ นางจึงสั่งอย่างอ่อนแรงว่า “พวกเ้าทั้งสองไม่ต้องสนใจสิ่งที่คนข้างนอกพูดกัน จำไว้ว่าจากนี้ไปอันเกอเอ๋อร์ต้องอยู่ในความดูแลของพวกเ้าสองคนเท่านั้น อวิ๋นอิ่งก็ห้ามเข้าไปยุ่ง เข้าใจไหม? และที่สำคัญที่สุดอย่าให้อันเกอเอ๋อร์ห่างจากสายตาของข้าเป็อันขาด!”
“เ้าค่ะ แม่นาง” เฉิงเหนียงจื่อพอจะเดาเหตุผลได้บ้าง แม้นางจะรู้สึกว่าการที่นายหญิงแต่งงานกับท่านแม่ทัพก็ดูไม่น่าจะเป็เื่เลวร้ายอะไร แต่ครอบครัวของนางได้ให้คำสัตย์ปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีั้แ่แรก นายหญิงสั่งการอย่างไรพวกนางก็จะเชื่อฟังและไม่ให้มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย
ส่วนอวิ๋นหยาเมื่อนึกถึงตอนนายหญิงหมดสติกก็เคยกำชับไว้ก่อนเช่นนี้ ต่อมานางก็ยังเคยให้อวิ๋นอิ่งอุ้มคุณชายน้อยไปครั้งหนึ่ง แม้จะไม่ได้ตั้งใจฝ่าฝืนคำสั่งแต่ก็ทำให้นางรู้สึกผิดจึงรีบคุกเข่าลงขอโทษทันที
ติงเหว่ยส่งสัญญาณให้นางลุกขึ้น เดิมทีนางตั้งใจจะพูดอะไรอีกสักหน่อย แต่การาเ็ครั้งนี้หนักมาก จนนางต้องพยายามอย่างหนักเพื่อตรึงสายตามองลูกชายอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะหมดสติไปอีกครั้ง
อวิ๋นหยาจะรีบวิ่งไปเรียกหมอด้วยความใ แต่เฉิงเหนียงจื่อกลับห้ามไว้ นางจัดการห่มผ้าให้นายหญิง จากนั้นก็อุ้มคุณชายน้อยขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน พลางคิดในใจว่าจะส่งลูกชายของนางทั้งสองคนกลับไปที่จวน เพื่อที่จะได้ตั้งใจดูแลทั้งนายหญิงและคุณชายน้อยได้อย่างเต็มที่ใน่นี้
ด้านนอกหน้าต่างลมเหนือพัดหิมะที่หลงเหลืออยู่กระจัดกระจายไปทั่วลาน กงจื้อิยืนเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งขณะที่อวิ๋นอิ่งยืนอยู่ด้านหลัง “เ้าคอยปรนนิบัติรับใช้ให้ดีและจัดเตรียมข้าวของสัมภาระให้พร้อม เราจะออกเดินทางในสามวัน”
“เอ๋?” อวิ๋นอิ่งที่กำลังมีน้ำตาคลอเบ้ากลับใเมื่อได้ยินเช่นนั้น “นายน้อย อาการาเ็ของแม่นางสาหัสมาก ไม่ควรเดินทางไกล”
“เดินทางช้าๆ ก็ไม่มีปัญหา” กงจื้อิยืนยัน “ฝีมือของท่านผู้าุโเหว่ยเก่งกาจกว่าใคร”
เมื่อนึกถึงท่านผู้าุโเหว่ยที่นิสัยแปลกๆ และดุดัน หากรู้ว่าลูกศิษย์สุดที่รักต้องทนทุกข์ขนาดนี้ ไม่รู้ว่าท่านจะโกรธขนาดไหน อวิ๋นอิ่งจึงยิ้มแหยๆ แต่ถ้าพูดถึงการรักษาและจ่ายยาไม่มีใครที่เก่งกว่าท่านผู้าุโเหว่ยอีกแล้ว
“เ้าค่ะ นายน้อย”
กงจื้อิเงี่ยหูฟังเสียงหายใจแ่เบาภายในห้อง และเสียงอันเกอเอ๋อร์ที่กำลังอ้อนขอม้าไม้ตัวน้อย ในที่สุดสีหน้าของเขาก็อ่อนลงหลายส่วน จากนั้นก็หันหลังกลับเดินไปที่ส่วนหน้าของที่ว่าการ
ติงเหว่ยตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนเที่ยงคืน ขาข้างที่าเ็เ็ปเป็อย่างมาก และท้องท้องก็ร้องขึ้นมาเสียงดังไปด้วย ทำให้นางนอนไม่หลับอีกต่อไป นางจึงตบที่ข้างเตียงและะโเรียก “อวิ๋นหยา!”
“แม่นาง ข้าอยู่ที่นี่” คนที่ตอบรับกลับกลายเป็อวิ๋นอิ่ง ติงเหว่ยใขึ้นมาทันและรีบหันไปหาลูกชาย
อวิ๋นอิ่งทนไม่ไหวอีกต่อไป นางคุกเข่าลงแล้วคำนับหัวที่พื้นทันที
“แม่นาง เฉิงเหนียงจื่ออุ้มคุณชายน้อยไปนอนที่เตียงเตาใหญ่ในห้องข้างๆ ไม่ได้ไปไหนไกล อวิ๋นหยาไปอุ่นอาหารแล้ว หากท่านไม่ชอบบ่าวจริงๆ บ่าวจะให้อวิ๋นหยามาดูแลท่านแทน”
พูดจบนางก็ก้มหน้าลงกับพื้นแล้วร้องไห้อย่างเงียบ ๆ
ติงเหว่ยก็รู้สึกขมขื่นในใจ นางไม่ใช่คนใจแข็ง หลังจากที่อยู่ร่วมกันมาสองปี อวิ๋นอิ่งช่วยเหลือนางและลูกชายมาโดยตลอดจนนางมองอวิ๋นอิ่งเป็เหมือนน้องสาวแท้ๆ แต่ความจริงที่ปรากฏขึ้นอย่างไม่มีสัญญาณเตือนเช่นนี้ ทำให้นางไม่สามารถทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้
นางถูกปิดบังอย่างมิดชิดมาตลอดสองปีเต็มๆ
นางมองอวิ๋นอิ่งเป็น้องสาว ซาบซึ้งใจสำหรับการดูแลและปกป้อง แต่ที่แท้อวิ๋นอิ่งอาจทำทั้งหมดก็เพื่อทำตามคำสั่งของเ้านาย เพื่อปกป้องสายเืของสกุลกงจื้อ ทุกครั้งที่คิดถึงเื่นี้ นางก็รู้สึกอึดอัดใจ ไม่มีใครชอบถูกหลอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อถูกคนที่ไว้ใจมากที่สุดทรยศ…
“ลุกขึ้นเถอะ ที่นี่ไม่จำเป็ต้องให้เ้าคอยปรนนิบัติรับใช้แล้ว”
ติงเหว่ยหลับตาลงและหันหน้าหนีไปทางด้านในของเตียง นางแอบเช็ดน้ำตาที่ไหลออกจากหางตากับหมอนเบาๆ…
“แม่นาง!” อวิ๋นอิ่งทนไม่ไหวจึงร้องไห้โฮออกมา “แม่นาง ข้ารู้ว่าท่านโกรธข้าที่หลอกลวงท่าน และทำให้ท่านผิดหวัง ข้ายอมให้ท่านดุด่าทุบตี ขอเพียงท่านได้ระบายความโกรธออกไป”
อวิ๋นอิ่งเช็ดน้ำตาแล้วพูดด้วยเสียงสะอื้น “แต่แม่นาง นายน้อยไม่รู้อะไรเลย เมื่อครั้งที่นายน้อยถูกวางยาพิษฉือฮว่าเฟินในน้ำชา ท่านพ่อบุญธรรมก็เกรงว่าหากไม่สามารถรักษาได้สำเร็จ สกุลกงจื้ออาจขาดสายเืสืบทอด เขาจึงสั่งให้ข้าหาหญิงสาวที่มีภูมิหลังสะอาดให้มาร่วมเตียงเคียงหมอนกับนายท่าน ข้าได้พาตัวท่านมาในยามวิกาล แล้วให้ท่านและนายท่านดมยาชุนเฟิงซั่น[1]… พวกเราตั้งใจไว้ว่าหากท่านไม่ได้ตั้งครรภ์ก็จะเตรียมสินเดิมให้ท่านเป็การชดเชย แต่แล้วท่านก็กลับตั้งครรภ์
นายน้อยไม่เคยรู้เื่เหล่านี้เลย จนกระทั่งตอนที่ท่านคลอดลูกและตกอยู่ในอันตราย ท่านพ่อบุญธรรมจึงจำเป็ต้องบอกความจริง นายท่านโกรธมากแต่ก็ดีใจมากด้วยจนไม่ได้นอนทั้งคืน เื่นี้ควรบอกท่านั้แ่ตอนนั้น แต่พวกเราต้องหลบหนีจากการตามฆ่าของฮ่องเต้องค์ใหม่ทำให้ตกอยู่ในอันตรายได้ตลอดเวลา นายน้อยไม่้าให้ท่านและคุณชายได้รับความเดือดร้อนไปด้วยจึงสั่งให้พวกเราปิดบังเื่นี้ไว้ต่อไป”
อวิ๋นอิ่งก้มศีรษะลงกับพื้นอีกหลายครั้ง “แม่นาง ท่านอย่าโกรธนายน้อยเลย เื่ทั้งหมดเป็ความผิดของข้ากับท่านพ่อบุญธรรม นายน้อยไม่รู้เื่อะไรด้วยเลย เมื่อวานนี้นายน้อยยังได้รับาเ็จากดาบถึงสองครั้งแต่กผ้ยังคงยุ่งกับการตามหาตัวผู้บงการเื้ัเหล่าชายชุดดำโดยไม่ได้กินหรือดื่มอะไรเลย แม่นาง นายน้อยปฏิบัตอต่อท่านด้วยความจริงใจอย่างแท้จริง!”
-------------------—-------------------—-------------------
[1] ชุนเฟิงซั่น 春风散 หมายถึง ในที่นี้ใช้เปรียบเปรยถึงยาปลุกอารมณ์
