เหล่าสตรีในโรงงานเย็บเสื้อนวมและรองเท้านวมเสร็จแล้ว ส่วนใหญ่ยามนี้ก็เลิกงานหมดแล้ว ปกติถ้าใครมีลูกก็ดูแลลูก หากไม่มีลูกก็รวมตัวกันหาอะไรเล็กๆ น้อยๆ ทำ บางคนก็ไปช่วยทำอาหาร บางคนก็ไปช่วยทำความสะอาด น่าเสียดายคนเยอะแต่มีงานให้ทำน้อย เพียงไม่กี่วันมานี้ กำแพงอิฐของจวนสกุลอวิ๋นก็ถูกเช็ดจนสะอาด ไม่ต้องพูดถึงหิมะที่ตกลงมาเป็ครั้งคราว เพราะไม่สามารถพบได้ในจวนแห่งนี้
ดังนั้นหลังจากติงเหว่ยกลับมานางแค่บอกว่าจะหาคนเข้าไปในค่ายเพื่อช่วยดูแลทหารที่ได้รับาเ็ ดูแลเื่อาหารและที่พักในทุกๆ วัน และยังให้ค่าแรงสิบเหวิน รอจนตอนที่าสิ้นสุดลง ผู้ดูแลบ้านจะให้โฉนดที่ดิน หลังจากกลับไปบ้านเกิดแล้ว สตรีเ่าั้ก็สามารถทำทะเบียนบ้าน และแบ่งที่ดินกับที่นาได้
ในคราแรกสตรีหล่านั้นก็ยังมีความลังเลใจ ถึงอย่างไรการดูแลทหารที่ได้รับาเ็ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงการถึงเนื้อถึงตัว ซึ่งทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่เมื่อได้ยินว่าหลังจากาสิ้นสุดลง ทางการจะให้สตรีจัดตั้งครัวเรือนอย่างอิสระ แต่ละคนก็แย่งกันลงชื่อ
แต่ไหนแต่ไรมาสตรีล้วนต้องคล้อยตามบุรุษ แม้ว่าสตรีจะให้กำเนิดลูก ทำงานหนักดูแลบ้านมาหลายปี ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกบุรุษที่ลุ่มหลงในรักครั้งใหม่ไล่ออกจากบ้าน แต่ตอนนี้ได้ยินว่าสามารถขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวและดำเนินชีวิตได้ด้วยตนเอง ทั้งยังสามารถแบ่งที่ดินที่นาได้เหมือนกับบุรุษ หลังจากที่แผ่นดินสงบสุขแล้วค่อยหาชายหนุ่มดีๆ มาแต่งงานอยู่กินกัน มันจะไม่สบายใจกว่าหรือ
และแม้ว่าทางการจะไม่สามารถขึ้นทะเบียนสำมะโนครัวได้ตามที่สัญญา แต่อย่างน้อยพวกนางก็สามารถเก็บเงินค่าแรงไว้ใช้ตอนแก่ตัว
ดังนั้นตอนที่ติงเหว่ยกลับไปนางมีรถหนึ่งคัน ม้าหนึ่งตัว ตอนกลับมาพาทหารหญิงจำนวนมากกลับมาด้วย ไม่นานเหล่าทหารที่ดูเงอะงะซุ่มซ่ามก็เปลี่ยนไป เก็บกวาดทำความสะอาดกระโจม ซักเสื้อผ้า ทำอาหาร ยังคงเป็สตรีที่ทำงานพวกนี้ได้ถนัดกว่า
ไม่ถึงครึ่งวัน พื้นกระโจมก็ถูกโรยไปด้วยผงปูนขาว เชือกฟางระหว่างกระโจมก็ถูกดึงขึ้น เต็มไปด้วยผ้าพันแผลสีขาวที่ถูกแขวนไว้ เตาขนาดใหญ่ตรงมุมห้องมีกลิ่นหอมลอยออกมา ทำให้ทหารลาดตระเวนที่ผ่านไปมาล้วนอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย
ผ่านไปเพียงไม่กี่วัน เสื้อผ้าของทหารที่ได้รับาเ็ก็ได้รับการซักจนสะอาด เหล่าสตรีก็คุ้นเคยกับทหารที่ได้รับาเ็เหล่านี้แล้ว และในค่ายมักจะมีการเรียกพี่ชายน้องชาย ทางนั้นก็เรียกพี่สาว ล้วนสนิทสนมกันเป็อย่างมาก
เมื่อพบกับทหาราเ็ที่อายุน้อย เหล่าสตรีก็อดไม่ได้ที่จะดูแลเป็พิเศษ ยกตัวอย่างเช่น หลี่เอ้อร์ตั้นที่ไม่มีแขนหนึ่งข้าง เดิมทีเขาก็เป็คนขี้อายและยังมีนิสัยชอบเก็บตัวไม่ค่อยแสดงออก ทำให้พวกหญิงสาวมักดูแลเขาเหมือนกับเด็กคนหนึ่ง
มีวันหนึ่งใน่บ่ายติงเหว่ยพาเหล่าสตรีไปเปลี่ยนยา และพันผ้าพันแผลใหม่ให้เหล่าทหารที่ได้รับาเ็ พี่สะใภ้ที่กล้าหาญคนหนึ่งไปดูแลเอ้อร์ตั้นพอดีจึงถามเขาว่าบ้านเกิดเขาอยู่ที่ไหน คิดไม่ถึงเลยว่าทั้งสองคนเป็คนบ้านเดียวกัน พี่สะใภ้คนนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะร้องเพลงพื้นบ้านของบ้านเกิดออกมา เดิมทีเื่นี้ก็เป็เื่สนุก แต่พอนึกถึงการต้องแยกจากครอบครัว นึกถึงบ้านเกิดที่อยู่ไกล พี่สะใภ้ที่ร้องเพลงอยู่ก็มีน้ำตาไหลออกมาอย่างไม่คาดคิด ทำให้ทุกคนในกระโจมล้วนรอบตาเป็สีแดง
ติงเหว่ยก็รู้สึกเสียใจ แต่ทันใดนั้นก็มีความคิดหนึ่งเข้ามาในหัวของนาง นึกถึงวิธีการที่เพิ่มขวัญและกำลังใจของทหารที่แข็งแกร่งในชาติก่อน
ดังนั้นนางจึงเรียกคนมาให้ไปหาผ้าและด้ายมาจำนวนหนึ่ง และลองสนับสนุนให้เหล่าสตรีได้แสดงความสามารถ ซีเฮ่ามีลักษณะประเพณีพื้นบ้านที่กล้าหาญ ถึงแม้จะเป็วันที่ยากลำบาก ประชาชนที่แม้จะกำลังยุ่งอยู่ที่คันนาในชนบท หรือกำลังขึ้นเขาเพื่อไปเก็บผักป่าก็ล้วนชอบฮัมเพลงเบาๆ
เป็อย่างที่คิดไว้เหล่าหญิงสาวที่พอจะเห็นนิมิตหมายที่จะได้ชัยชนะ ความสนใจก็มีมากขึ้น มากกว่าครึ่งก็ร้องเพลงพื้นบ้านของบ้านเกิด และยังมีคนเต้นรำด้วย ทำให้ผู้ชมต่างพากันปรบมือ
การเปลี่ยนยาวันนี้ก็ผ่านไปอย่างราบรื่นเป็พิเศษ ตอนกลางคืนติงเหว่ยอุ้มลูกไปกินข้าวที่กระโจมใหญ่นางก็พูดกับกงจื้อิ กงจื้อิก็พยักหน้าอนุญาตโดยปริยาย ดังนั้นกองทัพทหารหญิงกองแรกของซีเฮ่าในประวัติศาสตร์ก็เกิดขึ้นเช่นนี้
เวลาเลือกคนในตอนแรกติงเหว่ยคำนึงถึงว่าหากดึงคนที่มีครอบครัวมาอยู่ในกองทัพคงจะไม่สะดวก ดังนั้นสตรีที่เลือกมาล้วนไม่มีลูก หรือเป็สตรีที่ยังไม่แต่งงานอย่างเด็ดขาด มีบางคนที่เป็เพราะว่าคนในบ้านล้วนอดตาย แล้วก็ยังมีบางคนถูกครอบครัวขายออกมาเพื่อแลกกับอาหาร เลือกไปได้ครึ่งทางก็รู้สึกว่าแต่ละคนต่างก็มีความทุกข์ยากลำบากของตน
คราแรกเข้ามาทำงานโรงงานในจวนสกุลอวิ๋นก็ไม่ต้องกังวลว่ายามกลางดึกจะถูกคนมาหยามเกียรติ แต่ละวันไม่เคยผ่านไปอย่างไม่สบายใจ
เหมือนกับวันนี้ที่ติดตามติงเหว่ยเข้ามาในค่ายทหาร ทั้งวันยุ่งอยู่กับการเปลี่ยนยาพันแผลให้กับทหารที่ได้รับาเ็ ซักผ้า ทำอาหาร ใครพบเจอล้วนเรียกพี่สะใภ้หรือพี่สาวน้องสาวด้วยความนับถือ ความเคารพนับถือนี้ ความรู้สึกที่ถูกเก็บไว้นี้ ทำให้ทุกคนหลงเสน่ห์จริงๆ ความจริงสตรีไม่จำเป็ต้องพึ่งพาบุรุษก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้ และพวกนางก็สามารถได้รับการปฏิบัติอย่างให้เกียรติเช่นกัน
ดังนั้นพอติงเหว่ยบอกว่า้าคนกลุ่มหนึ่งมาเป็ทหารหญิง ปกติต้องฝึกทางทหารและต้องรับผิดชอบทหารที่ได้รับาเ็ หรือแม้แต่การร้องเต้นก็ยังต้องฝึกซ้อม เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กองทัพสู้อย่างกล้าหาญ เหล่าสตรีมึนงงอยู่ชั่วขณะ และก็เปลี่ยนเป็มีความสุขขึ้นมา
ติงเหว่ยจัดการแบ่งหญิงสาวหนึ่งร้อยคนเป็สิบหน่วย ฝ่ายพลาธิการในคลังเก็บของก็จัดเตรียมเสื้อนวมและร้องเท้านวมหนึ่งร้อยชุด น่าเสียดายที่ถึงแม้จะเป็เสื้อผ้าขนาดเล็กที่สุด เมื่อสวมบนร่างของหญิงสาวก็มีขนาดใหญ่ไปมาก แต่ว่ามันก็เป็แค่เื่เล็กๆ สิ่งที่สตรีถนัดที่สุดคืองานเย็บปักถักร้อย ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งคืน วันที่หนึ่งวันที่สองก็ใส่ชุดกันครบถ้วน แม้กระทั่งบนบ่ายังปักรูปสัญลักษณ์ของแต่ละหน่วยตามคำแนะนำของติงเหว่ย
มีนกติ๊ด ดอกสาลี่ ดอกท้อ นกกางเขน แมวเสือดาว เสือ สุนัขจิ้งจอก และอื่นๆ เต็มไปด้วยรูปแบบหลายประเภท แต่ก็เป็สิ่งที่ทุกหน่วยปรึกษากันเองในกลุ่ม จึงได้สิ่งที่ทุกคนชอบอย่างเป็ธรรมชาติ
อวิ๋นอิ่งรับตำแหน่งหัวหน้าฝึกทหาร ทุกวันไม่ต้องรอให้เหล่าพลทหารลุกขึ้นมา นางก็ตามเหล่าทหารหญิงให้เริ่มฝึกทหารแล้ว ติงเหว่ยกับนางแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันมากมาย รวมถึงค่อยๆ เพิ่มวิธีการทางทหารที่ดีๆ ในชาติก่อนไม่ว่าจะเป็วิ่งถ่วงน้ำหนัก มัดถุงทรายไว้ที่ขาและอื่นๆ อีกมากมาย
แม้ว่าพละกำลังของสตรีจะไม่เหมือนกับบุรุษ แต่ตรงกันข้ามกลับมีความว่องไวยืดหยุ่นอย่างมาก
ติงเหว่ยไม่ได้คาดหวังให้พวกนางทุกคนสามารถมีฝีมือสูงส่งในยุทธจักร หรือเป็วีรสตรีในสนามรบ เพียงพวกนางมีกำลังปกป้องตนเองในเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตราย หรือว่าอนาคตถูกสามีในเรือนรังแกก็มีกำลังที่จะต่อต้านได้
ในตอนกลางวันฝึกซ้อม ดูแลทหารที่ได้รับาเ็ ทำอาหาร ซักผ้า ตอนกลางคืนฝึกซ้อมร้องเพลงเต้นรำ เหล่ากองทัพทหารหญิงก็ยุ่งจนเกือบจะแยกเป็สองร่าง แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนกลับสดใสขึ้นเรื่อยๆ
ในหนังสือทางการแพทย์กล่าวว่าหยินหยางสมดุล สุภาษิตก็มีชายหญิงคู่กัน ทำงานก็ไม่เหน็ดเหนื่อย
ไม่รู้เป็เพราะว่าเห็นทหารหญิงเหมือนกับมีกำลังใจสูงส่งหรือไม่ เหล่าทหารในค่ายถึงดูคึกคักตื่นเต้นราวกับฉีดเืไก่ไปด้วย ทุกครั้งที่ออกรบก็ต้องสู้สุดกำลัง แม้ว่าได้รับาเ็สาหัสและถูกหามไปที่กระโจมของทหาราเ็ก็ยากที่จะเห็นการร้องด้วยความเ็ป ถ้าท่านผู้าุโเหว่ยทำการรักษาก็จะขาดความสนุกสนานตื่นเต้นไป คงต้องพูดว่าผู้าุโมีงานอดิเรกคือชอบได้ยินเสียงคนร้องอย่างโหยหวน ซึ่งก็อาจถือว่าโหดร้ายไปสักหน่อย
ตอนที่ทหารหญิงแสดงร้องเพลงเต้นรำครั้งแรก ติงเหว่ยจัดเวทีที่นอกประตูค่าย คำนวณระยะห่างอย่างละเอียด กล่าวคือเป็ตำแหน่งที่นักธนูมือดีที่สุดของค่ายฝั่งตรงข้ามก็ยังยิงไม่ถึง แบบนี้ถึงจะวางใจให้เหล่าทหารหญิงออกจากค่าย
สุดท้ายก็เป็นางที่กังวลมากเกินไป เหมือนกับในชาติก่อนดนตรีและศิลปะไม่มีพรมแดน ในเวลานี้ร้องเพลงและเต้นรำก็ไม่มีพรมแดนเช่นกัน
เหล่าทหารจูโจวในค่ายฝั่งตรงข้าม ไม่เพียงไม่ยิงธนูแม้เพียงครึ่งดอกออกมา กลับกันแล้วบริเวณรั้วไม้กลับเต็มไปด้วยศีรษะดำๆ ของคนเต็มไปหมด
ท่วงทำนองเพลงฉางเถียวอันไพเราะอ่อนหวานของิ่โจวนอกกำแพงเมืองจีนถูกขับกล่อมออกมา การแสดงโดยผ่านการเล่นเงาแบบเหล่าเชียง ระบำพื้นเมืองกลองและดอกไม้ แต่ละการแสดงต่อๆ กันไป ทำให้ผู้ชมต่างก็ลุ่มหลงไปด้วย และดึงความคิดที่ลึกที่สุดในใจของทุกคนออกมา หากจะพูดขึ้นมาพี่สาวบ้านนี้ก็ชอบร้องเพลง พ่อบ้านนั้นก็ชอบดูการแสดงเล่นเงามากที่สุด ทางนี้ก็บอกว่าว่าที่ลูกสะใภ้ของเขาระบำพื้นเมืองกลองและดอกไม้ได้ดีที่สุด
“มัวแต่มองอะไรกันอยู่ ยังไม่รีบกลับเข้ามาอีก!”
“หากมีใครกล้าออกมาจากค่ายทหารอีกครั้งจะถูกฆ่าอย่างไร้ความปราณี!”
ตอนที่ทหารของจูโจวเริ่มพูดคุยปรึกษากัน นายทหารชั้นสูงก็ตระหนักถึงความผิดปกติได้ในที่สุดและพวกเขาก็ยืนกรานที่จะะโขับไล่ให้เหล่าทหารกลับไปในค่าย เหล่าทหารถูกเฆี่ยนด้วยแส้จนโมโหแต่ไม่กล้าพูดอะไร พวกเขาพยายามยื่นคอมองตรงไปยังค่ายทหารอี้จวินที่อยู่ฝั่งตรงข้าม เสียงร้องไชโยดังขึ้นเป็พักๆ แม้แต่พวกเขาก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน
ต้องจากบ้านมาอยู่ข้างนอกเหมือนกัน นึกถึงการออกมาเป็ทหารเหมือนกัน แต่เพราะเหตุใดคนอื่นถึงได้กินอิ่มและใส่เสื้อผ้าอุ่นๆ แล้วยังมีเพลงเต้นรำเรียกขวัญกำลังใจ พอถึงฝั่งของตนเอง เพียงแอบฟังเพลง คิดถึงท่านพ่อท่านแม่ที่บ้าน ต่างก็ต้องโดนเฆี่ยนด้วยแส้ ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ความไม่พอใจก็เหมือนกับเมล็ดพันธุ์เล็กๆ เมล็ดหนึ่งที่ถูกปลูกลงอย่างเงียบๆ เข้าไปกลางใจของกองทัพทหารจูโจว จากนั้นก็เริ่มเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งวันที่สองของาได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง สองกองทัพเผชิญหน้ากัน กองทัพอี้จวินเหมือนกับเสือที่ลงมาจากูเา ส่วนกองทัพจูโจวเหมือนกับลูกแกะที่รอการสังหาร หลังจากการเผชิญหน้ากันเพียงไม่กี่ครั้ง กองทัพจูโจวก็กลายเป็กองทัพที่ถูกตีแตกพ่าย ทหารระดับสูงถอนกำลังออกไป กองทัพอี้จวินไล่ล่าพวกเขาอย่างดุเดือด สุดท้ายจับเชลยศึกได้สามร้อยกว่าคน
ผลปรากฏว่าผ่านไปไม่ถึงสองวัน เหล่าทหารหญิงก็ร้องเพลงอีกครั้ง หลังจากเต้นรำเสร็จก็มีการแสดงเพิ่มอีกหนึ่งรายการ ทหารจูโจวที่ถูกจับเป็เชลยยกหมวกที่ทำจากหญ้าส่งต่อกันไปมา เริ่มะโเสียงดังว่า “พี่น้องทุกท่าน รีบมาเถอะ กองทัพฝั่งนี้มีอาหารดีๆ กิน มีเสื้อผ้าที่อบอุ่นให้สวมใส่! ทหารระดับสูงที่นี่ไม่เฆี่ยนตีด้วยแส้ด้วย”
“ใช่แล้ว ไม่เพียงแต่ไม่ทุบตีคน คนที่ได้รับาเ็ยังมีพี่สาวพี่สะใภ้ช่วยใส่ยาให้ แล้วยังมีโจ๊กเนื้อที่หอมกรุ่นให้ดื่มอีก!”
“พี่น้องทุกท่าน กองทัพอี้จวินต่อต้านราชสำนักก็เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีความเป็อยู่ที่ดีขึ้น ครอบครัวของพวกเราล้วนเป็ประชาชนคนธรรมดา ล้วนต้องหาอาหารจากแผ่นดิน ท่านแม่ทัพกงจื้อทำเพื่อท่านพ่อท่านแม่พี่สาวน้องสาวครอบครัวของพวกเรา ให้พวกเขาได้กินอิ่ม ทำไมพวกเราถึงหยิบมีดหยิบปืนมาเพื่อฆ่าแม่ทัพที่ดีแบบนี้ล่ะ!”
“ไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ ในอดีตก็เป็แม่ทัพกงจื้อที่ขับไล่พวกเถียเหล่ยออกไป!”
“พี่น้องทุกท่าน หลังจากที่พวกเรามาดูแล้ว ก่อนหน้านี้แต่ละวันพวกเราเหมือนหมูเหมือนหมา พี่น้องกองทัพอี้จวินทางนี้มีความสุขมาก ไม่เพียงได้กินอิ่มมีเสื้อผ้าอุ่นๆ สวมใส่ ต่อให้แขนขาขาดไปจนหลังจากนี้ไม่สามารถทำงานหนักได้ ทุกคนก็ล้วนไม่กลัว ท่านแม่ทัพได้เตรียมวางแผนงานที่ให้รับผิดชอบไว้แล้ว หลังจากกลับบ้านเกิดไปก็สามารถทำงานหาเงินได้ทุกเดือน สามารถแต่งภรรยาและดูแลท่านพ่อท่านแม่ได้อีกด้วย!”
“ท่านแม่ทัพบอกว่าแค่พวกเรายอมละทิ้งความมืดมิดและหันเข้าหาแสงสว่าง หลังจากนี้ก็จะเป็กองทัพอี้จวิน หากตายในสนามรบก็มีเงินจำนวนมากมายมหาศาลสำหรับการฝังศพ ครอบครัวของพวกเราไม่ต้องเสียภาษีพืชผล แขนขาดขาขาดก็มีงานที่สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ทำ หากจำเป็ต้องกลับบ้านก็ยังมีเงินมีที่ดินด้วย!”
“พี่น้องทุกท่านรีบมาเถอะ นี่ถึงจะเป็การใช้ชีวิตของมนุษย์!”
ทหารจูโจวเหล่านี้ก็ถูกเลือกขึ้นมาจากเหล่าเชลย และถูกติงเหว่ยถ่ายทอดให้อย่างละเอียดมาหลายวัน ใส่คำพูดเข้าไปเต็มท้อง อ้าปากก็เหมือนกับแม่น้ำที่มีน้ำไหลท่วมออกไปยังค่ายทหารฝ่ายตรงข้าม
เหล่าทหารระดับสูงของกองทัพจูโจวสามารถไล่ให้ทหารกลับไปที่กระโจมได้ แต่ไม่สามารถห้ามเสียงะโที่ถูกส่งมา ดังนั้นตอนกลางคืนก็เริ่มมีเหล่าทหารแอบข้ามรั้วมาเข้าร่วมกับค่ายกองทัพอี้จวิน
เื่การหลบหนีแบบนี้ล้วนมีหนึ่งก็ต้องมีสอง ไม่ว่าทหารระดับสูงของจูโจวจะพยายามข่มขู่อย่างไร หรือแม้กระทั่งตัดศีรษะ ก็ไม่สามารถหยุดเหล่าทหารที่จิตใจแตกพ่าย ไม่ว่าจะป้องกันอย่างไรก็มีคนแปรพักตร์ได้สำเร็จ
ในเวลาแบบนี้ใครก็ไม่กล้านำทัพออกไปรบ ไม่ว่าอย่างไรเหล่าทหารระดับสูงก็สูญเสียความมั่นใจในการรบสนามนี้
ดังนั้นเมื่อมีข่าวถูกส่งมาจากเมืองหลวง ภายในกระโจมใหญ่ของกงจื้อิถึงมีการพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน
กงจื้อิโบกมือไล่เหล่านายทหาร เงยหน้าขึ้นมองพระอาทิตย์ที่กำลังตกนอกกระโจม อยู่ๆ ในใจก็คิดถึงหญิงสาวคนนั้น ดังนั้นจึงถามด้วยเสียงเบาๆ ว่า “แม่นางติงกำลังยุ่งอยู่กับอะไร?”
