ชายในชุดขาวที่มาพร้อมดาบยาวเล่มหนึ่ง
ประกายไฟกระจายไปทั่วท้องฟ้าก่อนจะค่อยๆ สลายไป หนึ่งคนหนึ่งดาบกำลังยืนอย่างสง่างามตรงด้านหน้าองค์หญิง
คนคนนี้เป็ชายหนุ่มคนหนึ่งที่ดูธรรมดามาก ไม่สูงไม่เตี้ย ไม่อ้วนไม่ผอม สวมชุดหยาบๆ มีหนวดมีเครา ผมสีน้ำตาลอ่อนใช้เชือกผ้ามัดรวบไว้ด้านหลังศีรษะ หากนำคนคนนี้ไปปล่อยท่ามกลางฝูงชน แม้ว่าเขาจะเคยเดินผ่านใคร ก็ไม่มีใครคิดจะหันกลับมามองเขาเป็รอบที่สองแน่...แน่นอนว่า ถ้าจะบอกว่าส่วนไหนในร่างของเขาที่จะทำให้คนจำได้ไม่ลืม คงจะเป็ดวงตาคู่นั้นที่เหมือนดวงดาวในยามค่ำคืน
ดวงตาที่แฝงไปด้วยความสงบนิ่งคู่นั้น โดดเด่นเหนือกว่าดวงตาคู่ไหนๆ บนโลก ทันที่ที่ได้สบตากับเขา อาจจะคิดว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าตัวเองไม่ใช่คน แต่เป็...เทพองค์หนึ่ง
ดาบธรรมดาในมือของเขา บนใบดาบเต็มไปด้วยรอยบิ่น แม้กระทั่งมีสนิมขึ้นอีกด้วย ต่อให้มอบให้ชาวนานำไปผ่าฟืนก็คงทำไม่ได้เพราะทื่อเกินไป ยิ่งไม่ต้องพูดเลยว่าจะเอาไปสังหารใครได้...แต่ซุนเฟยกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ดาบที่ขึ้นสนิมเมื่อครู่เหมือนจะตัดดาบของนักฆ่า แยกเป็สองส่วนตอนไหนก็ได้ ดาบนั้นะเิพลังที่ไม่น่าเชื่อออกมา แม้แต่การโจมตีของนักฆ่าที่มีความแข็งแกร่งระดับห้าดาวก็ยังถูกสกัดเอาไว้ได้ในระยะครึ่งเมตรรอบตัวองค์หญิง แม้แต่กลิ่นอายดุดันก็ไม่ปล่อยให้เล็ดลอดเข้ามา
เหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อเกิดขึ้นแล้ว
คนคนนี้ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบๆ ไม่พูดไม่จาแม้สักคำ แต่การกระทำกลับดียิ่งกว่าคำพูดใดๆ
นักฆ่าเืเย็นทั้งห้าถูกบังคับให้ถอยร่นไป ก่อนจะจัดรูปแบบขบวนเป็รูปดาวห้าแฉก ล้อมชายคนนี้กับองค์หญิงไว้ตรงกลาง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาถูกความแข็งแกร่งของชายคนนี้ข่มขู่ไว้ แม้กระทั่งนักฆ่าที่เืเย็นไร้ความปราณีอย่างพวกเขาก็ยังแสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวออกมา พวกเขาต่างลังเลใจ ไม่กล้าเข้าไปลงมือโจมตีรอบที่สอง
แม้ว่าจะมีแค่หนึ่งคนหนึ่งดาบ แต่ชายคนนี้ก็ดูเหมือนกับกองกำลังม้านับหมื่นนาย
เขายืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แต่กลับเหมือนเป็กำแพงที่ผ่านเข้าไปไม่ได้ กำลังตั้งตระหง่านขวางกั้นลมพายุฝนทุกอย่างเพื่อองค์หญิงที่อยู่ด้านหลัง ไม่มีใครสามารถสังหารนางได้อีก
เหตุการณ์นี้แทบจะทำให้ทุกคนหยุดหายใจ
ร่างเงาสีม่วงของสาวน้อยชุดม่วงกะพริบกลับมาอยู่ข้างกายองค์หญิง
บรรยากาศเงียบสงบอย่างแปลกๆ
เด็กหนุ่มคนนั้นไม่เปิดปากพูด ก็ไม่มีใครกล้าพูดออกมาสักคำ
ทันใดนั้น ตอนนี้เอง
ปึ้ด ปึ้ด ปึ้ด ปึ้ด!
เืสี่สายก็พุ่งขึ้นมากลางอากาศ
ทุกคนต่างมองด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ทันใดนั้น นักฆ่าที่ถือมีดโค้งสีเหลืองทั้งสองคนที่กำลังล้อมอยู่ฝั่งซ้ายขวาขององค์หญิง
กับนักฆ่าที่ถือกระบี่ทหารม้าที่ถูกซุนเฟยยิงเข้าที่หลัง และนักฆ่าชุดขาวที่สวมถุงมือกรงเล็บที่ดุร้าย ทั้งสี่คนนี้ต่างมีเืกระฉูดออกมาไม่หยุด เหมือนกับได้รับาเ็สาหัสอะไรบางอย่างที่มองไม่เห็น
ยกเว้นแค่นักฆ่าที่ใช้ดาบที่ยังคงเป็ปกติ
แต่วินาทีต่อมาเขาก็รู้สึกเย็นวาบที่หน้าอก เมื่อก้มดูก็พบเื่ที่น่าตื่นใ เพราะชุดคลุมตรงหน้าอกของตัวเองถูกฟันั้แ่เมื่อไรก็ไม่รู้ เผยให้เห็นชุดสีขาวที่อยู่ด้านใน
นักฆ่าเืเย็นทั้งห้าคนต่างพากันหน้าถอดสี
ตอนนี้เอง พวกเขาก็รู้แล้วว่าในชั่วพริบตาที่ปะทะกันเมื่อครู่ ชายคนนั้นอาศัยเพียงดาบผุๆ ฟันสวนกลับมา ไม่เพียงป้องกันการโจมตีของนักฆ่าได้ แต่ยังสร้างรอยาแให้กับพวกเขาได้โดยไม่รู้ตัว ทิ้งรอยาแไว้บนร่างพวกเขาอย่างเงียบๆ จนกระทั่งแผลปริออก พวกนักฆ่าถึงพึ่งค้นพบาแของตัวเอง
แต่นี่ก็ทำให้ซุนเฟยที่มองจากด้านข้างได้เห็นถึงความแข็งแกร่งของเหล่านักฆ่า
นักฆ่าที่ใช้ดาบมีแค่เสื้อคลุมที่ถูกตัดขาดแต่ไม่ได้รับาเ็หนักอะไร ความแข็งแกร่งของเขาสูงที่สุด รองลงมาเป็นักฆ่าที่สวมถุงมือกรงเล็บสีขาวคนนั้นที่มีเพียงเืไหลตรงมุมปาก รองลงมาก็เป็นักฆ่ามีดทั้งคู่ที่พากันกระอักเืออกมา ความแข็งแกร่งของพวกเขาอยู่ต่ำกว่าหนึ่งขั้น ส่วนชายรูปร่างสูงกำยำที่กุมกระบี่ทหารม้าทั้งสองมือยืนได้ไม่มั่นคงเพราะเขาได้รับาเ็หนักที่สุด ความแข็งแกร่งของเขาอาจจะต่ำที่สุดในบรรดานักฆ่า แน่นอนว่า บางทีอาจเกี่ยวข้องกับอาการาเ็จากลูกศรของซุนเฟยก่อนหน้านี้ด้วย
แม้กระทั่งยอดนักธนูที่แอบซ่อนตัวซุ่มยิงมาจากฝูงชน เขามีรูปแบบการลงมือที่แปลกมากๆ เขาสามารถยิงธนูออกมาได้อย่างเงียบๆ โดยที่ไม่ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวของธนู ดังนั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครพบว่านักฆ่าอีกคนซ่อนตัวอยู่ที่ไหน
ตอนนี้เอง นักฆ่าที่ใช้ดาบก็พลันนึกบางอย่างออก
ทันใดนั้นเขาก็พลันหนาวสะท้านั้แ่หัวจรดหางแล้วถามอย่างหวาดกลัวว่า “เ้า...เ้าคือ ‘หนึ่งดาบ’?”
เมื่อคำถามนี้โพลงออกมา ซุนเฟยก็ได้ยินเสียงสูดลมหายใจของทุกคนบนยอดเขาได้อย่างชัดเจน เพียงได้ยินคำว่า ‘หนึ่งดาบ’ พวกเขาก็เหมือนได้ยินเื่ที่น่าเหลือเชื่อบางอย่าง เขาเห็นดวงตาของชายคนนั้นไหววูบไปครู่หนึ่ง
“ชื่อนี้ฟังดูคุ้นนัก...เหมือนเคยได้ยินมาจากที่ไหน” ซุนเฟยพลันชะงัก
สีหน้าของชายคนนี้ยังคงนิ่งสงบ ดูเหมือนว่าจะเป็ความจริง ดวงตาของเขาไม่ได้มองไปที่ใคร คล้ายกับว่าเป็เทพองค์หนึ่งที่กำลังเดินเล่น ดูชมม่านทะเลเมฆที่อยู่บนท้องฟ้า เขาไม่แม้จะสนใจนักฆ่าเืเย็นทั้งห้าคน ไม่แม้แต่จะปรายตามองนักฆ่าที่กำลังถามตน ราวกับว่ายอดฝีมือทั้งหมดต่างเป็เพียงตอไม้เท่านั้น ไม่มีค่าพอที่จะต้องเหลือบมอง
หลังความเงียบผ่านไปได้ชั่วครู่ ในที่สุดชายหนุ่มคนนั้นก็ค่อยๆ เบนสายตากลับมา
ที่ทำให้ผู้คนต้องเหนือความคาดหมายคือ ดวงตาของเขาจับจ้องไปที่ร่างของซุนเฟย มิหนำซ้ำยังกวาดสายตามองซุนเฟยขึ้นๆ ลงๆ อย่างถี่ถ้วน ดวงตาสว่างวาบครู่หนึ่ง ทันใดนั้นซุนเฟยรู้สึกเหมือนถูกเปลือยกายอยู่ในฝูงชน ดวงตาคู่นั้นแฝงไปด้วยกลิ่นอายที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนจนยากที่จะบรรยายออกมาได้ ดวงตาของเขาเหมือนบรรจุพระอาทิตย์ พระจันทร์ และดวงดาวไว้ สามารถมองทะลุเข้าไปและเปิดโปงทุกสิ่งทุกอย่าง
ซุนเฟยรู้ว่า นี่เป็การสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของทั้งสองฝ่าย
ชายหนุ่มที่มีรูปลักษณ์ธรรมดาๆ มีดีแค่ดวงตาที่งดงาม แต่ระดับความแข็งแกร่งของเขาก็เหนือกว่าที่ตัวเองจะคาดเดาได้ หากทั้งสองคนประมือกันด้วยโหมดที่แข็งแกร่งที่สุดของซุนเฟย...คนเถื่อนเลเวล 21 แน่นอนว่าเขาก็ยังคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของคนคนนี้
“ทำไมเ้าถึงรู้?” ชายคนนั้นพลันถามขึ้นมา
ซุนเฟยอึ้ง ตัวเขาเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที ชายคนนี้กำลังถามเขาว่าก่อนหน้านี้ค้นพบการคงอยู่ของเขาได้อย่างไร ในตอนนั้นที่องค์หญิงกำลังจะถูกรุมสังหาร เขาะโเสียงดังว่า “ยังไม่ลงมืออีก?”
“เดา” ซุนเฟยตอบกลับ
ชายคนนั้นชะงักเล็กน้อย
นี่เป็ครั้งแรกที่เขาแสดงท่าทางออกมา หลังจากที่ปรากฏกายขึ้นที่แท่นหินบูชา ไม่ช้า เขาก็ค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา เขาจ้องมาที่ซุนเฟยด้วยสายตาลึกล้ำ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
ซุนเฟยยักไหล่
เขาพูดตามความจริง เขาลองเดาดู
ซุนเฟยพอจะรู้ว่าองค์หญิงจะต้องเตรียมการป้องกันมานานแล้ว บวกกับในขณะที่ถูกนักฆ่ารุมสังหาร ท่าทางขององค์หญิงยังคงสงบนิ่งมาก ตอนนั้น ทุกคนที่อยู่รอบๆ ต่างไม่ปิดบังอาการตื่นใและพยายามที่จะพุ่งเข้ามาขวางอย่างสุดชีวิต ทุกคนต่างเป็กังวลในตัวองค์หญิงที่เปราะบางคนนี้ แต่ตัวองค์หญิงเองที่กำลังตกอยู่ในอันตราย กลับมีใบหน้านิ่งสงบไม่เปลี่ยนสีหน้า แม้กระทั่งยกยิ้มมุมปากน้อยๆ อีกด้วย มองเหมือนไม่มองไปที่ดาบที่กำลังฟันเข้ามาหาตน
มีความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียว
นางไม่มีอะไรต้องกลัว
องค์หญิงไม่กังวลใจเกี่ยวกับพวกนักฆ่าเลย นั่นแสดงว่านางจะต้องมีวิธีจัดการพวกเขา
ซุนเฟยครุ่นคิด สิ่งที่ทำให้ผู้หญิงคนนี้ไร้ซึ่งความกลัวมันก็เดาออกได้ง่ายๆ คือ บนร่างของนางจะต้องมีอุปกรณ์เวทมนตร์ป้องกันที่แข็งแกร่งจนน่าใ หรือไม่ก็มียอดฝีมือที่มีความแข็งแกร่งเลิศล้ำแอบซ่อนอยู่ข้างกาย
ดังนั้น ซุนฟยเลยลองะโประโยคนั้นออกมา
ใครจะรู้ว่าจบประโยคนี้ จะมียอดฝีมือหนุ่มที่มีพลังที่น่าเกรงขามออกมาจริงๆ อาศัยเพียงทักษะดาบที่มหัศจรรย์ก็กู้วิกฤติอันตรายขึ้นมาและพลิกสถานการณ์กลับมาได้อีกด้วย
ความเงียบก็แผ่ปกคลุมไปทั่ว
“แพรีส ออกมาเถอะ ข้ารู้ว่าเ้ามา!”
เสียงแหบๆ ดังขึ้น นี่เป็ประโยคที่องค์หญิงกล่าวออกมา นางก้าวไปข้างหน้าและยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับชายคนนั้น ดวงตาสีฟ้าครามเหมือนน้ำทะเลกวาดสายตามองไปยังฝูงชนที่อยู่ใต้แท่นหิน น้ำเสียงที่พูดก็เงียบสงบ ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา เหมือนกับกำลังพูดคุยกับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอกันเป็เวลานาน
“ฮึๆ ท่านพี่นาตาชา ไม่ได้พบกันนานเลยนะ ท่านยังคงดูอมโรคเช่นเคย!”
เสียงหวานเยิ้มดังออกมาจากฝูงชน จากนั้นประกายแสงสีเงินก็สว่างขึ้นมา ร่างเพรียวบางสีขาวปรากฏออกมาอยู่ข้างๆ นักฆ่าที่ใช้ดาบ นางสวมเสื้อคลุมสีขาว ผมยาวสีบลอนด์ทองประบ่า ในมือถือดอกกุหลาบสีแดงโดยมีหยดน้ำค้างแต่งแต้ม สีขาวของชุดและสีแดงของดอกกุหลาบตัดกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ในใจของทุกคนรู้สึกแปลกใจมาก
“น่าเสียดาย คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าท่านพี่นาตาชาจะสามารถเชิญ ‘หนึ่งดาบ’ มาเข้าร่วมได้ ฮิๆ ดูเหมือนว่าพวกข้าคงไม่สามารถสังหารท่านได้ในวันนี้!”
ผู้หญิงในชุดขาวที่ถือกุหลาบแดงอายุประมาณยี่สิบปี มีหน้าตางดงาม รูปร่างสะโอดสะอง ท่าทางออดอ้อนเต็มไปด้วยรอยยิ้ม คำว่า ‘สังหาร’ ที่หลุดออกมาจากปากนางด้วยท่าทีเ้าเล่ห์...เป็ผู้หญิงที่สวยงามและมากด้วยเสน่ห์
องค์หญิงนาตาชาเพียงแค่ยิ้มเ็าออกมา แต่ไม่ตอบอะไร
แต่ซุนเฟยเห็นอย่างชัดเจนว่าคิ้วสวยของนางย่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเบื่อหน่ายกับผู้หญิงคนนี้มาก แม้กระทั่งไม่อยากจะเสวนากับนางมากด้วยซ้ำ
“นังหมูตัวเมียนี่เป็ใคร?”
ซุนเฟยที่ยืนอยู่ข้างๆ องค์หญิงก็หันไปกระซิบถามเบาๆ ข้างหูนาง แม้ว่าประโยคนี้จะพูดเบาๆ แต่ทุกคนกลับได้ยินอย่างชัดเจน เห็นได้ชัดว่าฝ่าาจงใจทำแบบนี้
‘หมูตัวเมีย’ สามคำนี้ทำให้ใบหน้าขององค์หญิงพลันเผยรอยยิ้มงามออกมา ในดวงตาสีฟ้าครามเป็ประกายระลอกคลื่นด้วยความพอใจ ผู้หญิงในชุดขาวที่ถือดอกกุหลาบแดง แม้ว่าจะยังคงมีรอยยิ้มในขณะที่จ้องมองไปที่ซุนเฟย แต่ก็แอบซ่อนรังสีฆ่าฟันไว้ใต้รอยยิ้มนั้น
“น่ากลัวจัง นี่ พี่ชายยอดฝีมือคนนั่นน่ะ ยังอยากมีไก่น้อยไว้ไหม?”
เมื่อเห็นยอดฝีมือหนุ่มดาบสนิมคนนั้นอยู่ไม่ไกล ซุนเฟยก็รู้สึกมีความกล้าขึ้นมา ขณะที่มองไปที่ผู้หญิงคนนั้นเหมือนกับจะยั่วโมโหเล็กน้อย แม้แต่กวาดสายตามองไปที่หน้าอกของผู้หญิงคนนั้นอย่างจาบจ้วงด้วยท่าทางดูแคลน เล็กจริงๆ มากสุดก็แค่คัพบี
หญิงสาวชุดขาวที่ชื่อว่าแพรีสเหมือนถูกััเกล็ดย้อน ดวงตาเป็ประกายแหลมคม
ไม่ช้า หัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโคก็นำกำลังอัศวินกว่าร้อยคนขึ้นมายังแท่นหินบูชา และล้อมรอบแพรีสและนักฆ่าห้าดาวคนนั้นไว้อย่างแ่า ดาบหอกแน่นขนัดราวกับป่าไม้ แสงสีเงินสะท้อนวิบวับ ชี้ไปทางหกคนนั้น
เห็นได้ชัดว่าความสมดุลเอียงไปทางฝ่ายองค์หญิงมาก
น้ำหนักของความสมดุลที่สำคัญนี้ ก็มาจากชายหนุ่มหน้าตาธรรมดาที่ถือดาบขึ้นสนิม พลังของเขาแข็งแกร่งมากโดดเด่นเหนือฝูงชน เขาเพียงคนเดียวก็สามารถตัดหัวของทุกคนที่อยู่ที่นี่ได้อย่าง่ายดาย...
แต่ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ซุนเฟยก็พลันสงสัยเล็กน้อยว่า นังหมูตัวเมียที่ชื่อแพรีสไม่ใช่ว่าสมองมีปัญหาหรือ ในเมื่อเห็นๆ อยู่ว่าจะแพ้ แล้วทำไมถึงไม่ซ่อนตัว แต่กลับกล้าปรากฏตัวออกมา?
ตอนนี้เอง
“องค์หญิงนาตาชา สัญญาของข้ากับเ้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว คงไม่ต้องพบกันอีก”
ทันทีที่ชายหนุ่มดาบสนิมนั่นเปิดปากพูดขึ้นมา ประโยคนี้ใครๆ ต่างก็ฟังไม่เข้าใจ จากนั้นไม่รอให้คนรอบตัวได้ไหวตัวทัน ร่างของเขาก็พลันกะพริบหายไปจากแท่นหินบูชา กลิ่นอายของเขาหายไปอย่างไร้ร่องรอย...เขาไปแล้ว
-----------------
