แม้ว่าน้ำเสียงของจิ้งหวางเตี้ยนเซี่ยจะยังคงความเ็าแต่คำว่า “เยี่ยนเอ๋อร์” กลับทำให้กูเฟยเยี่ยนเกิดความอบอุ่น นางไม่กล้าจินตนาการเลยว่าจิ้งหวางเตี้ยนเซี่ยจะทรงมี่เวลาอ่อนโยนหรือไม่ ท่าทางอ่อนโยนของเขาจะเป็อย่างไร นางคิดว่าการที่เขาเรียกนางเช่นนี้ก็ถือเป็ความอ่อนโยนละมุนละไมมากแล้ว!
กูเฟยเยี่ยนเกิดความอบอุ่นในหัวใจ นางไม่กล้าชักช้าต่อเื่สำคัญจึงรีบโน้มกายแล้วตอบกลับ “เ้าค่ะ! ”
ในเมื่อจิ้งหวางเตี้ยนเซี่ยกล่าวไว้ว่า “ร่วมสนุกด้วยจนถึงที่สุด” เช่นนั้นเขาจะต้องมีความมั่นใจเป็อย่างมาก เขามอบหมายให้นางปฏิบัติหน้าที่สำคัญ นับั้แ่วินาทีนี้เป็ต้นไป ความมั่นใจของจิ้งหวางเตี้ยนเซี่ยก็คือความมั่นใจของนาง!
ในเมื่อจำเป็ต้องใช้เงินโดยเปล่าประโยชน์ เช่นนั้นนางจึงจะต้องแกล้งคนสกุลซูให้ได้!
กูเฟยเยี่ยนหันไปมองท่านชายซูแล้วเงยหน้ายืดอกขึ้นมาด้วยท่าทางเอาจริงเอาจัง นางยกมือขึ้นมาข้างหนึ่งแล้วชูหนึ่งนิ้วจากนั้นถามอย่างเสียงดัง “สามหมื่นเหรียญทองใช่หรือไม่? ท่านชายของข้าจะเพิ่มจำนวนเงินขึ้น! ”
ทุกคนได้มองไปที่นิ้วของนาง รวมไปถึงจวินจิ่วเฉินด้วย
ผู้ดูแลกงกำลังจะอ้าปาก แต่ท่านชายซูแย่งพูดก่อน “เ้าหมายความว่าอย่างไร? เ้าจะเพิ่มเท่าไหร่? หนึ่งร้อย? หนึ่งพัน? ”
ท่านชายซูมองออกว่าท่านชายเฉินที่มาจากเมืองหลวงของอาณาจักรเทียนเหยียนนั้นไม่ธรรมดา แต่เขาคิดว่าการที่เมื่อสักครู่นี้หานอวี๋เอ๋อร์ได้แนะนำตัวท่านชายเฉินต่อผู้ดูแลกงสั้นๆ จะต้องเป็เพราะหมอนี่เป็ทายาทตระกูลสูงศักดิ์ธรรมดาๆ เท่านั้น คนผู้นี้กล้าสู้กับเขาที่เป็บุตรชายตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดของอาณาจักรว่านจิ้นได้อย่างไร? ไม่เจียมตัวเลยจริงๆ !
การประมูลในสนามรางวัลมีสามลำดับขั้น โดยแบ่งจากความล้ำค่าหายากของรางวัลสมุนไพร ลำดับขั้นจากต่ำไปสูง ระดับขั้นที่หนึ่งแบ่งออกเป็ห้าพันเหรียญทองไปจนถึงสองหมื่นเหรียญทอง ระดับขั้นที่สองแบ่งออกเป็สองหมื่นเหรียญทองไปจนถึงห้าหมื่นเหรียญทอง ระดับขั้นที่สามแบ่งออกเป็ห้าหมื่นเหรียญทองขึ้นไป
คนส่วนใหญ่สามารถเสนอราคาประมูลรางวัลได้แค่ระดับขั้นที่หนึ่งเท่านั้น น้อยคนมากที่จะสามารถเสนอราคามาจนถึงขั้นที่สองได้ โดยทั่วไปนั้นเสนอได้ถึงสามหมื่นเหรียญทองเท่านั้น ั้แ่สามหมื่นเหรียญทองขึ้นไปพบได้ยากมาก สำหรับห้าหมื่นเหรียญทองขึ้นไปนั้นเรียกได้ว่าน้อยจนสามารถนับนิ้วได้เลย
เขาเจตนาเริ่มต้นด้วย “สามหมื่นเหรียญทอง” ก็เพื่อ้าดูว่าพวกเขาจะสามารถเสนอราคาขึ้นไปได้อีกเท่าไหร่?
เมื่อเห็นว่ากูเฟยเยี่ยนไม่พูดอะไรออกมา ท่านชายซูก็ยิ้มเยาะออกมา เป็การยิ้มเยาะที่งามเพริศพริ้งกว่าผู้หญิงเสียอีก “จิจิจิ เ้าคงจะไม่ได้เพิ่มหนึ่งหมื่นเหรียญทองใช่หรือไม่? เหอะๆ หญิงรับใช้ตัวน้อย เ้าถามนายเ้าหรือยัง? ”
กูเฟยเยี่ยนส่ายหน้าไปมาแล้วพูดด้วยความจริงจัง “เพิ่มหนึ่งเหรียญทอง”
อะไรนะ?
หนึ่งเหรียญทอง?
ท่านชายซูตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถามด้วยความคาดไม่ถึง “เ้าว่าอะไรนะ? ”
กูเฟยเยี่ยนยังคงแสดงสีหน้าจริงจัง “ข้าบอกว่าท่านชายของข้าเพิ่มหนึ่งเหรียญทอง ซึ่งก็คือสามหมื่นกับอีกหนึ่งเหรียญทอง”
ท่านชายซูมองนางแล้ว “หัวเราะ” ออกมาเสียงดัง จากนั้นหันไปมองจวินจิ่วเฉินที่นั่งอยู่ด้านข้างด้วยความเยาะเย้ย “ท่านชายเฉิน ท่านไม่ควรพาคนรับใช้ที่ไม่เคยเห็นโลกภายนอกออกมาสร้างความอัปยศอดสูนะ! ”
ผู้ดูแลกงที่อยู่ด้านข้างก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เพิ่มหนึ่งเหรียญทอง? ฮ่าๆ นี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ข้าได้ยินเื่นี้! ”
ในการประมูลสิ่งของที่มีราคาเริ่มต้นหลักหมื่นเหรียญทอง ทุกครั้งที่เสนอราคาขึ้นอย่างน้อยต้องหนึ่งร้อยเหรียญทอง นี่เป็กฎที่ใครต่อใครต่างก็รับรู้! นอกจากนี้ต่อให้เป็ผู้ที่ไม่รู้กฎเกณฑ์ คุณก็ไม่ต้องถึงขนาดกับเพิ่มเพียงแค่หนึ่งเหรียญทองถูกไหม? นี่ไม่เพียงแต่ทำให้เ้านายขายหน้าเท่านั้น แต่ยังทำให้เ้านายเกิดความอัปยศอีกด้วย! หากว่าข่าวนี้แพร่กระจายออกไปเกรงว่าคงจะเป็เื่ตลกที่สุดในสนามประมูลแน่นอน!
แม้ว่าหานอวี๋เอ๋อร์จะไม่ได้หัวเราะเหมือนผู้ดูแลกง ทว่านางก็ได้แอบหัวเราะเยาะมาตั้งนานแล้ว นางทราบถึงทรัพย์สินการเงินของจิ้งหวางเป็อย่างดี นางยังแอบลังเลว่าจะโน้มน้าวท่านชายซูดีหรือไม่ ทว่าเมื่อเห็นท่าทียากจนและคร่ำครึของกูเฟยเยี่ยนแล้วนางก็ได้ตัดสินใจไม่พูดอะไรออกมา ขอเพียงแค่ให้จิ้งหวางเตี้ยนเซี่ยดูให้ดีว่าหญิงรับใช้ผู้นี้นอกจากมีความสามารถทางด้านทักษะยาสมุนไพรนิดหน่อยแล้วนางไม่มีอะไรให้น่าชื่นชมอีก คนรับใช้ก็คือคนรับใช้อยู่วันยังค่ำ คุณหนูที่มาจากตระกูลต่ำต้อยจะมาเทียบกับคุณหนูสามตระกูลป้อมปราการหานอย่างนางได้อย่างไร?
ทุกคนต่างก็รอคอยให้จวินจิ่วเฉินบันดาลโทสะ แต่ว่าจวินจิ่วเฉินกลับสงบนิ่ง เขาไม่โกรธและไม่คิดว่านี่เื่ขายหน้า
เขาถามผู้ดูแลกงด้วยน้ำเสียงเ็า “เมื่อสักครู่นี้มีกฎเกณฑ์ขั้นต่ำในการเพิ่มจำนวนเงินหรือไม่? ”
ผู้ดูแลกงลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่มี แต่ว่าท่านชายเฉิน กฎเกณฑ์ของสนามประมูลเกรงว่าท่านก็คง…”
ผู้ดูแลกงยังพูดไม่จบจวินจิ่วเฉินก็ได้ขัดจังหวะขึ้นมา “ที่เเห่งนี้คือสนามรางวัล หาก้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของสนามประมูลก็ไปเรียกคนของสนามประมูลมา ไม่ว่าจะมีกฎเกณฑ์เช่นไร เปิ่นกงจื่อก็จะร่วมสนุกด้วยจนถึงที่สุดอยู่ดี!
นี่…
ผู้ดูแลกงเกิดความลำบากใจแล้ว เื่นี้เดิมทีก็เป็เพราะความไม่ชอบธรรมของเขา หากเขารับเงินและใช้ในสนามรางวัลมันก็จะไม่เป็เื่ใหญ่อะไร ทว่าหากเื่นี้แพร่กระจายออกไปถึงสนามประมูล ผู้คนทั่วทั้งหุบเขาเสินหนงก็จะทราบเื่ด้วย เมื่อถึงเวลานั้นคงไม่สามารถควบคุมเอาไว้ได้แล้ว
เขาคิดว่านอกจากหญิงรับใช้ผู้นี้จะไม่เคยพบเจอโลกภายนอกแล้ว ท่านชายเฉินคนนี้ก็กำลังโอ้อวดความสามารถอยู่ใช่หรือไม่? ช่างเถอะ ปล่อยให้เขาโอ้อวดไป ราคาเริ่มต้นสูงเพียงนี้ ดูจากรูปลักษณ์เขาแล้ว เขาคงโอ้อวดได้ไม่นาน
แน่นอนว่าท่านชายซูเข้าใจถึงความพะว้าพะวังของผู้ดูแลกง เขาสบถออกมา “สู้ไม่ไหวแล้วยังจะอวดดีอีก? เปิ่นกงจื่อไม่มีเวลามาเล่นกับพวกเ้านะ! ”
ในขณะที่เขาพูด เขาก็ได้วางมาดยโสโอหังแล้วมองไปที่กูเฟยเยี่ยน จากนั้นจึงยกมือชูสามนิ้วขึ้นมาพร้อมกับพูดเสียงดัง “เปิ่นกงจื่อเพิ่มอีกสามพันเหรียญทอง!”
สามพันเหรียญทอง?
เช่นนั้นก็คือสามหมื่นสามพันกับอีกหนึ่งเหรียญทอง!
ราคานี้สูงขึ้นอีกแล้ว
“สามหมื่นสามพันเหรียญทองเลยหรือ…”
กูเฟยเยี่ยนจงใจพึมพำออกมาแล้วหันไปมองจิ้งหวาง นางลังเลอยู่ครู่ใหญ่จากนั้นจึงชูนิ้วตั้งตรงขึ้นมาหนึ่งนิ้วพร้อมกับพูดเสียงดังว่า “เพิ่มอีก…หนึ่งเหรียญทอง! ”
ดังนั้นราคาในตอนนี้คือสามหมื่นสามพันกับอีกสองเหรียญทอง
ท่านชายซูเหยียดหยามแล้วยกมือขึ้นอย่างตรงไปตรงมา “เพิ่มอีกสามพันเหรียญทอง! ”
จากนั้นเื่ราวก็ซ้ำไปซ้ำมา
ไม่นานท่านชายซูก็ได้เพิ่มจำนวนเงินจนมาถึงสี่หมื่นห้าพันกับอีกห้าเหรียญทองโดยไม่รู้ตัว ทางด้านของกูเฟยเยี่ยนไล่ตามมาติดๆ นางได้เพิ่มจำนวนเงินจนเป็สี่หมื่นห้าพันกับอีกหกเหรียญทอง
ท่านชายซูรู้สึกประหลาดใจมาก เขาคิดไม่ถึงว่ากูเฟยเยี่ยนที่ดูยากจนและคร่ำครึจะเพิ่มจำนวนเงินไล่ตามมาเรื่อยๆ แม้ว่าทุกครั้งกูเฟยเยี่ยนจะเพิ่มเพียงแค่หนึ่งเหรียญทอง ทว่าหากนางประมูลได้มา นางต้องชำระเงินก้อนใหญ่ทั้งหมดเลยนะ! ราคาสูงขนาดนี้แล้วนางไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใดกัน?
ท่านชายซูลังเลชั่วครู่แล้วกัดฟันพูดต่อ “เปิ่นกงจื่อเพิ่มอีกสามพันเหรียญทอง! ”
คราวนี้ราคารวมคือสี่หมื่นแปดพันกับอีกหกเหรียญทอง
อันที่จริงราคานี้คือเส้นตายของท่านชายซูแล้ว ตระกูลซูของเขาร่ำรวยเทียบเท่าอาณาจักรได้ก็จริง ทว่าเขาเป็เพียงลูกหลานของตระกูลซูเท่านั้นนี่นา! ในครั้งนี้เขามาเพื่อทำธุระส่วนตัว ดังนั้นเงินส่วนตัวของเขาทั้งหมดจึงมีเพียงแค่นี้ เขาเริ่มปวดใจกับจำนวนเงินแล้ว และเขาไม่เชื่อว่ากูเฟยเยี่ยนจะกล้าบวกราคาเพิ่มไปอีก!
ใครจะไปรู้ว่ากูเฟยเยี่ยนชูนิ้วหนึ่งนิ้วขึ้นมาต่อ
ในที่สุดท่านชายซูก็ทนไม่ไหวแล้ว เขาได้หรี่ตาแล้วกล่าวตักเตือนอย่างเยือกเย็นว่า “นังหนู อย่าหาว่าเปิ่นกงจื่อไม่เตือน หากเ้ายังเพิ่มอีกหนึ่งเหรียญทอง เปิ่นกงจื่อจะช่วยเหลือให้เ้าสมปรารถนาอย่างแน่นอน! ”
เขาเริ่มสงสัยในตัวกูเฟยเยี่ยนแล้ว ราคาสูงขนาดนี้กูเฟยเยี่ยนยังกล้าเสนอราคาเพิ่มอีก เ้านายของนางไปเอาเงินมาจากที่ไหนกัน? นางเจตนาโก่งราคาอย่างแน่นอน นางไม่ได้้าประมูลจำนวนที่เหลืออยู่แน่ๆ
มีเพียงการว่ากล่าวตักเตือนเท่านั้นที่จะทำให้นางหยุดลงได้
หากว่าเสนอราคาต่ออีก เขาจะอยู่ในสภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกแล้ว
ต้องรู้ไว้ว่าต่อให้เขาสู้สุดใจแค่ไหนเขาก็สามารถเพิ่มได้อีกแค่หนึ่งร้อยเหรียญทองเท่านั้น แม้ว่าหนึ่งร้อยเหรียญทองจะมากกว่าหนึ่งเหรียญทองของกูเฟยเยี่ยน ทว่าเมื่อเทียบกับสามพันเหรียญทองที่เขาเอ่ยอย่างตรงไปตรงมาเมื่อสักครู่นี้แล้ว มันจะทำให้เขาดูเหมือนคนขี้ขลาดไม่ใช่หรือ?
เมื่อเห็นว่ากูเฟยเยี่ยนไม่พูดอะไรออกมา ท่านชายซูก็อดไม่ได้ที่จะตักเตือนอีกครั้ง “เ้าปรึกษาหารือกับนายของเ้าสิ เปิ่นกงจื่อพูดจริงทำจริง!” กูเฟยเยี่ยนพยักหน้าขึ้นลง “ก็ได้ ข้าไม่เพิ่มหนึ่งเหรียญทองแล้ว”
ท่านชายซูลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก แต่ใครจะไปรู้ว่ากูเฟยเยี่ยนจะพูดเสริมขึ้นมา “ข้าเพิ่มอีกหนึ่งร้อยเหรียญทองแล้วกัน! ”
นี่…