คนหายไปแล้ว
ชายชราผู้หนึ่งเดินโซซัดโซเซเข้ามาในสภาพเมามายกริบ เมื่อเขาเห็นพู่กันอักขระในมือของเสิ่นจี้จือ ก็เอ่ยชมคำหนึ่ง "ไม่เลว"
เสิ่นจี้จือลุกขึ้นคำนับผู้เฒ่า "ท่านเ้าหอ"
หลี่หยูเฉิงโบกมือหยอยๆ แล้วล้มตัวลงนอนบนตั่งไม้อย่างเกียจคร้าน พลางเท้าคางมองเสิ่นจี้จือด้วยความเสียดายพร์
"ตอนนั้นข้าบอกอาจารย์สุนัขของเ้าแล้วว่าเ้าน่ะมีพร์ด้านหลอมศาสตรา ให้มาเรียนกับข้าเสียดีๆ แต่เขากลับดื้อหัวชนฝา จะให้เ้าฝึกกระบี่สืบทอดสำนักให้ได้ เขาไม่คิดบ้างหรือว่าเ้ามีรากปราณถึงห้าธาตุ ฝึกกระบี่มันลำบากเพียงใด มาเรียนหลอมศาสตรากับข้ายังง่ายกว่าเยอะ"
ผู้มีห้าธาตุหากจะฝึกกระบี่ ต้องเคี่ยวกรำรากปราณทุกธาตุไปพร้อมกัน แต่ถ้าเป็นักหลอมศาสตรา ขอเพียงเน้นหนักที่ธาตุไฟก็เพียงพอแล้ว
เสิ่นจี้จือได้ยินเช่นนั้นเพียงแต่ยิ้มรับ
หลี่หยูเฉิงลูบเคราพลางพร่ำบ่นต่อ "ตอนนี้เ้าเพิ่งอยู่ขั้นเลี่ยนชี่ระดับห้า ศิษย์ที่หลอมศาสตราในหออย่างน้อยต้องอยู่ขั้นสร้างฐานจากนี้ไปเ้าก็ตั้งใจเพิ่มพูนตบะและฝึกฝนฝีมือให้ดี เมื่อถึงขั้นสร้างฐานเมื่อไหร่ ข้าจะย้ายเ้าเข้าไปอยู่ในหอในเสียเลย"
ตอนนี้เสิ่นจี้จือเป็เพียงคนแบกของประจำหอหลอมศาสตรา แต่หอในคือสถานที่ของนักหลอมศาสตราตัวจริง เบี้ยเลี้ยงของทั้งสองตำแหน่งนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว
เสิ่นจี้จือลดสายตาลงและเอ่ยอย่างจริงใจว่า "ขอบพระคุณท่านเ้าหอ"
หลี่หยูเฉิงปรายตามองพู่กันในมือเขาอีกครั้ง แล้วถามอย่างอยากรู้อยากเห็น "ทำให้คู่หมั้นรึ?"
เื่ที่คู่หมั้นของเสิ่นจี้จือมาหาถึงสำนักนั้น เลื่องลือไปทั่วทั้งสำนักแล้ว
เมื่อคืนเขาดื่มเหล้ากับอวี่ชิง อวี่ชิงก็เปรยว่าแม่นางน้อยคนนั้นเลือกเรียนวิถีอักขระ
เสิ่นจี้จือลังเลเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า
พู่กันนี้ทำให้เจี่ยนฮวนจริงๆ นั่นแหละ แต่ความหมายมันคนละเื่กับที่ท่านเ้าหอเข้าใจโดยสิ้นเชิง
หลี่หยูเฉิงทำหน้าเหมือนเข้าใจทุกอย่าง "...นึกไม่ถึงว่าเ้าจะจีบสาวเก่งขนาดนี้ มีแววเหมือนข้าสมัยก่อนเปี๊ยบ เอาเถอะ อาจารย์กู่ซานของเ้าก็หายสาบสูญไปสามปีแล้ว ป่านนี้คงตายอยู่ที่ไหนสักแห่ง เ้าก็กราบข้าเป็อาจารย์เสียเลยเป็ไง?"
เสิ่นจี้จือ "..."
ยามอาหารกลางวัน หน้าโรงอาหารถือว่าพลุกพล่านยิ่งนัก
เสิ่นจี้จือยื่นพู่กันให้เจี่ยนฮวน "เ้าลองดู"
เจี่ยนฮวนรับมาพลิกดูไปมา ดวงตาเป็ประกายด้วยความประหลาดใจ
เมื่อคืนนางลองััพู่กันทุกด้ามในหอสารพัดนึกมาแล้ว พู่กันด้ามนี้ััดีกว่าด้ามละสามร้อยแปดสิบมากนัก แม้จะเทียบกับด้ามละสองสามพันก็ไม่ด้อยกว่าเลย
เดิมทีเจี่ยนฮวนลดความคาดหวังลงแล้ว เพราะเป็พู่กันที่ซื้อมาในราคาครึ่งเดียว แต่นึกไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะยอดเยี่ยมขนาดนี้
เสิ่นจี้จือสังเกตสีหน้าของนาง เมื่อเห็นนางพอใจเขาก็เบาใจ "หนึ่งร้อยแปดสิบ อย่าลืมล่ะ"
เจี่ยนฮวนเก็บพู่กันอย่างดี พลางมองซ้ายมองขวาแล้วส่งสัญญาณให้เสิ่นจี้จือเข้ามาใกล้ เสิ่นจี้จือก้มลง เจี่ยนฮวนเขย่งเท้ากระซิบข้างหูเขาเบาๆ
"หินิญญาข้าซ่อนไว้ใต้หมอน ข้าไม่มีถุงมิติ พกติดตัวไม่สะดวก ท่านจะกลับไปเอาเองหรือจะรอตอนเย็น..."
เสิ่นจี้จือยืดตัวขึ้น ตอบโดยไม่ต้องคิด "ข้าจะไปเอาเอง"
"ตกลง" เจี่ยนฮวนพยักหน้าแล้วประสานมือ "อ้อ พู่กันดีมาก ขอบคุณนะเ้าคะ!"
ในวิชาอักขระ่บ่าย ผู้าุโอวี่แจก 'คัมภีร์อักขระฉบับสมบูรณ์' ให้ทุกคน ความหนาของมันก็ประมาณ... พจนานุกรมอ็อกซ์ฟอร์ดเล่มหนึ่งนั่นแหละ
"หากพวกเ้าจดจำอักขระในนี้ได้ทั้งหมด ขั้นแกนทองคำก็อยู่แค่เอื้อม" อวี่ชิงสั่งสอนอย่างตั้งใจ
"วิถีอักขระต้องอาศัยความเพียร ตอนนี้พวกเ้าต้องจำเส้นสายทุกเส้นในสามหน้าแรกให้ได้ ห้ามผิดแม้แต่น้อย เมื่อจำได้แม่นยำ ยามลงพู่กันจะพริ้วไหวดุจเทพเ้า อักขระจึงจะสัมฤทธิ์ผล"
เจี่ยนฮวนแปลความหมายนี้ในใจทันที : มันก็เหมือนครูภาษาอังกฤษสมัยมัธยมบอกว่า—ถ้าจำคำศัพท์ได้แม่นจนเหมือนการกินน้ำกินข้าวนั่นแหละ... เอาเถอะ สมัยก่อนนางก็เคยท่องพจนานุกรมมาแล้ว
เจี่ยนฮวนส่ายหน้ายิ้มๆ พลางหยิบพู่กันและกระดาษออกมา กระดาษแผ่นละหนึ่งหินิญญาเก็บไว้ในอกเสื้อตั้งนานก็ไม่ยับ เจี่ยนฮวนลูบกระดาษไปมา ไม่กล้าลงพู่กันทันทีเพราะเสียดาย
รอบกายมีเสียงอุทานดังขึ้นเรื่อยๆ เพราะความไม่ชำนาญ กระดาษอักขระจึงเสียหายไปหลายแผ่น แต่ศิษย์ส่วนใหญ่รวยกันทั้งนั้น พวกเขาไม่เสียดาย ขยำกระดาษทิ้งแล้วหยิบแผ่นใหม่มาทันที
เจี่ยนฮวนครุ่นคิดครู่หนึ่ง เก็บกระดาษเข้ากระเป๋า แล้วหยิบสมุดฟรีที่สำนักแจกมาตีตารางเล็กๆ จากนั้นก็ใช้พู่กันเขียนหนังสือธรรมดามาฝึกวาดในช่องเ่าั้แทน
เจียงเหมียนที่เห็นเข้าก็แอบกระซิบถาม "ว้าว ทำอะไรน่ะ?"
เจี่ยนฮวนตอบว่า "ทำแบบนี้ประหยัดกระดาษเ้าค่ะ ข้าจน ไว้ข้าวาดคล่องแล้วค่อยใช้กระดาษจริง"
เจียงเหมียนนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วก็หยิบสมุดออกมาทำตามบ้าง "ท่านแม่ข้าเป็ผู้ฝึกกระบี่ หาเงินลำบากนัก ท่านบอกว่าฟันปีศาจจนข้อมือเคล็ดไปหมด ข้าเองก็ควรจะประหยัดเพื่อช่วยแบ่งเบาท่านแม่บ้าง"
สิบวันต่อมา เจี่ยนฮวนฝึกวาดจนเส้นสายต่างๆ เข้าไปอยู่ในความฝัน
คืนนี้ เจี่ยนฮวนนั่งฝึกอยู่บนเตียง โดยมีเสิ่นจี้จือนั่งบำเพ็ญเพียรอยู่ที่มุมห้อง
ภายใต้ความเงียบสงัด มีเพียงเสียงพู่กันลากผ่านกระดาษ การวาดอักขระต้องทำรวดเดียวจบ เส้นห้ามขาด และต้องโคจรพลังปราณไปพร้อมกันด้วย
เจี่ยนฮวนฝึกจนเหงื่อซึมเต็มหน้าผาก เมื่อลงพู่กันเส้นสุดท้าย นางเห็นแสงเรืองรองจางๆ ปรากฏขึ้นบนภาพวาด แต่เพราะเป็กระดาษธรรมดา แสงนั้นจึงสลายไปในพริบตา
นางกำพู่กันแน่นด้วยความดีใจ รีบหยิบกระดาษอักขระจริงออกมาแผ่นหนึ่ง วางแผ่บนโต๊ะ พลางสูดหายใจเข้าลึกๆ เตรียมตัวให้พร้อม แต่แล้ว... พรึบ! เทียนดับลง ห้องตกอยู่ในความมืดมิดทันที
เจี่ยนฮวน "..."
เชี่ย! นางกำหมัดแน่น หันไปหาเพื่อนร่วมห้องด้วยน้ำเสียงที่ 'นิ่งสงบ' อย่างที่สุด "เสิ่นจี้จือ เทียนเป็อะไรไปเ้าคะ?"
เสิ่นจี้จือใช้นิ้วเสกไฟดวงเล็กๆ ขึ้นมา "เทียนมันหมดน่ะ"
"แล้วที่บ้านมีเทียนเหลืออีกไหม?"
"ไม่มี"
เจี่ยนฮวนมองแสงไฟที่ปลายนิ้วเขาแล้วเกิดไอเดีย "ข้า้าแสงด่วน ท่านช่วยส่องไฟให้ข้าเขียนอักขระแผ่นนี้หน่อยได้ไหมเ้าคะ?"
เสิ่นจี้จือตอบว่า "ได้ แต่ข้าส่องให้ได้แค่หนึ่งเค่อ (15 นาที) นะ"
ภายในกระท่อมไม้เล็กๆ เสิ่นจี้จือใช้นิ้วส่องแสงสว่างจ้าดุจหลอดไฟ
เจี่ยนฮวนตั้งสมาธิมุ่งมั่น อักขระที่นางเลือกวาดคือ 'อักขระเคลื่อนย้าย' ซึ่งยากที่สุด หากทำสำเร็จ แผ่นอื่นก็ไม่ใช่ปัญหา
ไม่ถึงหนึ่งเค่อ อักขระเคลื่อนย้ายก็เสร็จสมบูรณ์ เจี่ยนฮวนถือกระดาษแผ่นบางนั้นไว้อย่างตื่นเต้น
"ท่านช่วยข้าลองอักขระเคลื่อนย้ายแผ่นนี้หน่อยได้ไหมเ้าคะ?" เจี่ยนฮวนเสนอ "ลองหนึ่งครั้ง คิดหนึ่งหินิญญา หักจากหนี้ในบัญชี!"
เสิ่นจี้จือตอบตกลงทันที "ได้"
เขาถืออักขระไว้แล้วเริ่มโคจรพลังปราณ เพื่อให้นางรู้สึกว่าหนึ่งหินิญญานี้คุ้มค่า เสิ่นจี้จือจึงทุ่มพลังปราณที่มีทั้งหมดลงไป
วูบ! เสิ่นจี้จือหายวับไปจากตรงนั้น ห้องกลับมามืดมิดอีกครั้ง
เจี่ยนฮวนดีใจจนเนื้อเต้น "สำเร็จแล้ว!"
นางวิ่งออกไปนอกบ้านเพื่อหาว่าเสิ่นจี้จือไปอยู่ที่ไหน ระยะร้อยเมตรตามหลักแล้วนางควรจะเห็นเขา แต่กลับไม่พบใครเลย
หรือว่าอักขระของข้าจะเทพจนส่งเขาไปไกลถึงห้าร้อยเมตร?!
นางยืนรอแล้วรอเล่าท่ามกลางความมืด แต่เสิ่นจี้จือก็ยังไม่กลับมา... คงไม่เกิดเื่อะไรขึ้นหรอกนะ เจี่ยนฮวนเริ่มกังวล นางวิ่งลงจากเขาไปะโเรียก "เสิ่น—จี้—จือ—!"
มีเพียงเสียงสะท้อนและเสียงนกกาที่ตอบกลับมา เจี่ยนฮวนยืนอยู่ที่ตีนเขาภายใต้แสงจันทร์ พลางมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวด้วยความมึนงง...
