“เร็วเข้า!”
ถังเหล่ยกล่าวกับตี้เชียนเสวี่ยในขณะที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าสูู่เาจู่หุน
ทันทีที่ถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยข้ามเนินเขามาได้ สีหน้าของพวกเขาเขาเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเห็นภาพที่อยู่เบื้องหน้า ความมืดมิดถูกแทนที่ด้วยแสงสว่างแม้ว่าจะไม่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์แต่มีคบเพลิงติดอยู่ทุกหนทุกแห่งซึ่งแตกต่างจากด้านนอกโดยสิ้นเชิง
คบเพลิงทอดยาวจนสุดสายตาราวกับดวงดาวเต็มท้องฟ้า พื้นที่ของูเาจู่หุนมีขนาดใหญ่มากและในขณะนี้ถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยก็ได้เข้าสู่เขตพื้นที่ของูเาจู่หุนแล้ว
ส่วนกลุ่มของยอดยุทธ์ที่ไล่ตามอยู่ด้านหลังนั้นก็ได้หยุดทันทีเมื่อเห็นร่างของทั้งสองเข้าไปยังเขตพื้นที่ของูเาจู่หุน เนื่องจากพวกเขาได้แบ่งพื้นที่กันอย่างชัดเจน ในขณะนี้กลุ่มชายฉกรรจ์ก็ทำได้เพียงล่าถอยกลับไปเท่านั้น
“นี่คือูเาจู่หุนจริงๆ หรือ? มันดูมีชีวิตชีวามาก”
ตี้เชียนเสวี่ยกล่าวด้วยความตกตะลึง เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่ถังเหล่ยกล่าวเอาไว้
เมื่อถังเหล่ยได้ยินคำกล่าวของตี้เชียนเสวี่ย รอยยิ้มเย้ยหยันก็ได้ปรากฏขึ้นที่มุมปากของเขา เขารู้ดีว่าสิ่งที่นางคิดกับความเป็จริงนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง
ภายใต้แสงสว่างนี้มีอันตรายมากมายซ่อนอยู่ ทันทีที่ถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยเข้าสูู่เาจู่หุนทุกสายตาก็จับจ้องมาที่พวกเขาทั้งสอง
“เดินตามข้าอย่างเดียวและไม่ต้องกล่าวอะไรทั้งสิ้น!”
ถังเหล่ยกล่าวอย่างเ็า เขารู้ดีว่าสถานที่ที่ปลอดภัยจะต้องแลกกับอะไรหลายๆ อย่าง
“เ้าสองคนหยุดอยู่ตรงนั้น!”
ในขณะที่ถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยกำลังเดินมุ่งหน้าไปยังส่วนลึกของูเาจู่หุน ทันใดนั้นเสียงหนึ่งก็ได้ออกมาจากร่างลึกลับสองร่างที่เดินอยู่ด้านข้างพวกเขา
ทั้งสองคนสวมชุดคลุมยาวและมีสีหน้าเคร่งขรึม พวกเขาเดินมาด้านหน้าของถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยด้วยความหยิ่งผยอง ทั้งคู่ไม่ได้ปกปิดกลิ่นอายของตัวเองเลยแม้แต่น้อย ถังเหล่ยรับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาทั้งสองคือยอดยุทธ์ขั้นห้า
ในเวลาเดียวกันสายตาของถังเหล่ยก็เหลือบไปเห็นตราสัญลักษณ์ที่อยู่บนหน้าอกของพวกเขา ‘สมาคมวีรบุรุษ’
สมาคมวีรบุรุษคือหนึ่งในกองกำลังที่ใหญ่ที่สุดของูเาจู่หุน เนื่องจากเป็การรวมตัวของเหล่าโจรและอันธพาล
ชาติที่แล้วถังเหล่ยเคยพบกับผู้นำสมาคมวีรบุรุษอยู่หนึ่งหนและอีกฝ่ายเป็ถึงราชันยุทธ์เขามีนามว่า ‘เฮยซาน’
ในเวลานั้นเฮยซาน้าให้ถังเหล่ยช่วยปรุงยาเพื่อฟื้นฟูิญญายุทธ์ของเขา แต่ถังเหล่ยไม่สนใจคนประเภทนี้จึงได้ปฏิเสธไป
เขารู้สึกประหลาดใจอย่างมาก เพราะผ่านมาหลายทศวรรษแล้วแต่เฮยซานยังอยู่!
“เ้าสองคนมาจากที่ใด? ถอดผ้าคลุมศีรษะออกด้วย” ชายร่างใหญ่กล่าวอย่างสุภาพกับถังเหล่ย
อีกด้านหนึ่งถังเหล่ยก็ไม่ได้ต่อต้านพวกเขาแต่อย่างใด เขาดึงผ้าคลุมศีรษะออกทันที
“เด็กน้อยอย่างเ้ามาทำอะไรทีู่เาจู่หุน?” ชายร่างใหญ่กล่าวด้วยความประหลาดใจ
ในขณะนี้ชายทั้งสองคนรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างมากเพราะพวกเขาคิดว่าผู้ที่มายังูเาจู่หุนส่วนใหญ่จะเป็ลูกศิษย์ที่หนีออกจากนิกายหรือเป็ผู้สิ้นหวังเท่านั้น แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ในขณะนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยนั้นไม่ได้ดูเป็คนสิ้นหวังแม้แต่น้อย
“เ้าสองคน้าสิ่งใด?” ถังเหล่ยถามด้วยเสียงต่ำทันที
“สมาคมวีรบุรุษของพวกเราทำงานหนักแทบจะตลอดเวลาเพื่อปกป้องูเาจู่หุนแห่งนี้ ดังนั้นผู้มาใหม่จะต้องจ่ายค่าคุ้มครองเข้าใจหรือไม่?” ชายร่างเล็กที่มีลักษณะคล้ายกับคนเร่ร่อนกล่าว
“มากน้อยเพียงใด?” ถังเหล่ยถามอีกครั้ง
“เด็กน้อยอย่างเ้า ข้าคิดแค่ห้าพันก้อนศิลาิญญาระดับต่ำก็แล้วกัน!” ชายร่างเล็กกล่าวอย่างเ็า
ศิลาิญญาระดับต่ำห้าพันก้อนไม่ได้หามาง่ายๆ!
แม้แต่ตี้เชียนเสวี่ยก็ต้องตกตะลึง เดิมทีนางไม่สนใจเื่ค่าใช้จ่ายอยู่แล้วแต่นางก็รู้ว่าค่าคุ้มครองที่อีกฝ่ายกล่าวออกมานั้นคือการปล้นซึ่งๆ หน้า
“ข้ามีไม่พอ!”
ถังเหล่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา จากนั้นในมือของเขาก็ปรากฏถุงผ้าใบหนึ่ง ซึ่งภายในถุงผ้านั้นเต็มไปด้วยศิลาิญญาหลายร้อยก้อน
ความจริงแล้วถังเหล่ยมีศิลาิญญาระดับต่ำมากกว่าหนึ่งหมื่นก้อน ซึ่งได้มาจากการขายวัตถุดิบ แต่ถ้าหากเขานำออกมาทั้งหมดในตอนนี้อีกฝ่ายจะต้องแย่งชิงของเขาไปอย่างแน่นอน
ชายหนึ่งในนั้นเอื้อมมือไปคว้าถุงผ้าจากมือของถังเหล่ย จากนั้นตรวจดูสิ่งที่อยู่ภายในถุงผ้าด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
ในขณะนี้ชายคนนั้นกำลังตรวจสอบถุงผ้าและหวังว่าภายในถุงผ้าจะเป็ศิลาิญญาระดับกลางหลายร้อยก้อน แต่เมื่อเขาตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่งก็พบว่าภายในถุงผ้านั้นมีเพียงศิลาิญญาระดับต่ำเท่านั้น
“เ้าเห็นข้าเป็ขอทานอย่างนั้นหรือ? เ้ากล้าดีอย่างไรมาเล่นตลกกับข้า เ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถสับเ้าเป็ชิ้นๆ ในลมหายใจเดียว!” ชายผู้หนึ่งกล่าวอย่างดุร้าย
ทันใดนั้นกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวของชายทั้งสองคนก็แผ่ซ่านออกมา ท่าทีของพวกเขานั้นราวกับว่านี่คืองานอดิเรก ส่วนผู้คนที่สัญจรผ่านไปมานั้นไม่แม้แต่จะชายตามองถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยด้วยซ้ำ
“ข้าก็พอมีอยู่บ้าง”
ตี้เชียนเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน จากนั้นนางก็ได้ยื่นบัตรสีขาวใบหนึ่งให้กับถังเหล่ย
ทันใดนั้นสีหน้าของถังเหล่ยก็เปลี่ยนไปทันที เพราะสิ่งที่ตี้เชียนเสวี่ยกำลังทำอยู่ในขณะนี้จะทำให้พวกเขาตกอยู่ในอันตราย ยิ่งไปกว่าคือตัวตนของนางได้ถูกเปิดเผยแล้ว!
“นางยอมจำนนแล้ว แต่ข้าไม่้าเงินแล้ว!” ชายผู้หนึ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
เมื่อชายทั้งสองได้ยินเสียงของตี้เชียนเสวี่ย รอยยิ้มเ้าเล่ห์ก็ได้ปรากฏบนใบหน้าของพวกเขา
ถังเหล่ยขมวดคิ้วทันทีที่เห็นท่าทีของอีกฝ่าย จากนั้นเขาจึงควบคุมพลังปราณภายในร่างพร้อมกับหยิบกำไลข้อมือออกมา
ถังเหล่ยได้กำไลข้อมือสีแดงเพลิงนี้จากแหวนมิติของบรรพบุรุษตระกูลตี้ เมื่อตอนที่เขายังอยู่ในจักรวรรดิซือฉีเขาไม่กล้าที่จะนำมันออกมา แต่ในขณะนี้เขาอยู่ทีู่เาจู่หุนจึงไม่จำเป็ต้องกังวลว่าจะมีคนของตระกูลตี้อยู่ที่นี่
“เ้าหนู อย่าทำเช่นนี้จะดีกว่า!”
หนึ่งในนั้นกล่าวเยาะเย้ยออกมาทันทีที่เห็นท่าทีของถังเหล่ย จากกลิ่นอายและใบหน้าอันเยาว์วัยของถังเหล่ยทำให้เขาคิดว่าสามารถสังหารอีกฝ่ายได้ในกระบวนท่าเดียว
“จะหลีกทางให้พวกเราหรือไม่?” ถังเหล่ยกล่าวอย่างไม่แยแส
จากนั้นถังเหล่ยและตี้เชียนเสวี่ยก็ก้าวถอยหลังอย่างช้าๆ แต่ชายทั้งสองยังคงสงบนิ่งเพราะถังเหล่ยเป็เพียงผู้ฝึกตนระดับผู้ชำนาญยุทธ์ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็ต้องรีบร้อน
ในขณะนี้ถังเหล่ยได้ผนึกพลังปราณในร่างเข้ากับกำไลข้อมือแล้ว จากนั้นกำไลข้อมือและด้ายสีแดงเพลิงที่อยู่ด้านในกำไลก็เริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง
ตรงกันข้ามในเวลานี้ชายทั้งสองคนสนใจแค่เพียงตี้เชียนเสวี่ยที่ยืนอยู่ด้านหลังของถังเหล่ยเท่านั้น พวกเขาไม่เห็นด้วยซ้ำว่ากำไลข้อมือของถังเหล่ยเกิดการเปลี่ยนแปลง
“ถ้าเ้าหลีกทางให้ข้า ข้าจะไว้ชีวิตเ้า!”
“เ้าจะไว้ชีวิตข้า แต่ข้าจะไม่ไว้ชีวิตเ้า!”
ถังเหล่ยกล่าวและยิ้มอย่างเ็าจากนั้นเขาจึงยกแขนขึ้นพร้อมกับหันฝ่ามือไปยังทิศทางของอีกฝ่าย ทันใดนั้นภาพธรรมคล้ายัเพลิงได้พุ่งเข้าใส่ชายทั้งสองคนทันที ในขณะนี้ชายทั้งสองคนยังคิดว่าการโจมตีของถังเหล่ยไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้!
……
