“ตกลง ท่านพ่อกล่าวมาได้เลย ลูกฟังอยู่”
“ข้าวางแผนว่าอีกไม่กี่วันจะส่งหนังสือยอมจำนนไปยังค่ายกองทัพอี้จวินที่อยู่ฝั่งตรงข้าม”
“อะไรนะ?” ลูกชายคนโตสกุลเฝิงเบิกตากว้างด้วยความใ สงสัยว่าตนเองอาจจะหูฝาดไป ถึงแม้สกุลเฝิงจะไม่เหมือนสกุลกงจื้อที่ควบคุมอำนาจทางการทหารส่วนใหญ่ของซีเฮ่าต่อเนื่องกันมาหลายชั่วอายุคน แต่ก็ยังเป็ตระกูลขุนศึกที่มีชื่อเสียงในแผ่นดิน ซึ่งชื่อเสียงนั้นล้วนได้มาจากการที่ลูกหลานสกุลเฝิงต้องเสียสละเืเนื้อและชีวิต
ตอนนี้หลังจากลอบโจมตีไม่สำเร็จ กลับคิดจะส่งหนังสือยอมจำนนอีก ถ้าข่าวนี้แพร่ออกไปสกุลเฝิงจะยังมีหน้าอยู่ในแผ่นดินซีเฮ่าได้อย่างไร
“ท่านพ่อ เื่นี้เป็ไปไม่ได้เด็ดขาด หากท่านพ่อมีความยากลำบากก็ส่งต่อการรบให้ลูกจัดการ ต่อให้ลูกต้องตายก็จะรักษาเกียรติของสกุลเฝิงเอาไว้ให้ได้!”
พี่ใหญ่สกุลเฝิงพูดพลางคุกเข่าลง “อย่างแรง” เขาอ้อนวอนให้ท่านพ่ออย่าทำอะไรโดยไม่คิดให้รอบคอบ
เฝิงหยงไม่ได้สนใจลูกชาย เขามองออกไปทางประตูกระโจม สายตาราวกับมองทะลุผ่านหนังวัวไปยังค่ายกองทัพอี้จวินที่อยู่อีกฝั่งของแม่น้ำลี่สุ่ย เด็กหนุ่มผู้นั้นอายุไม่ถึงครึ่งหนึ่งของเขา แต่กลับไม่เคยพ่ายแพ้ั้แ่ครั้งแรกที่ออกรบ สมัยก่อนอู่โฮ่วาุโเป็ผู้ที่เปี่ยมด้วยอำนาจบารมี เขาก็ไม่เคยพ่ายแพ้เลยเช่นกัน น่าเสียดายที่บุตรชายคนเดียวและภรรยาเสียชีวิตั้แ่ยังหนุ่มสาว ทำให้อู่โฮ่วาุโโศกเศร้าจนโรคเก่ากำเริบ ไม่นานหลังจากนั้นเขาก็เสียชีวิตตามไป และสกุลเฝิงของพวกเขาก็ถือโอกาสนี้มาแย่งชื่อเสียงบางส่วนไป
วันนี้บุตรชายคนเดียวของอู่โฮ่วาุโที่เคยหัดพูดกำลังเติบโตขึ้น แต่สกุลเฝิงกลับต้องก้มลงคำนับต่อหน้าเขา และรอคำสั่งจากเขาอีกอย่างนั้นหรือ?
เขาไม่ยอมเด็ดขาด เขาอยากจะหยิบหอกยาวขี่ม้าศึก นำกองทัพเข้ารบอย่างสง่างาม ไม่ใช่เพื่อความสงบสุขของแผ่นดินซีเฮ่า ไม่ใช่เพื่อราชบัลลังก์ แต่เพื่อเกียรติยศที่เขาสร้างขึ้นมาตลอดชีวิต!
แต่ช่างน่าเสียดาย เขาเหลือบมองป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมา
“ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ฟุ้งเฟ้อและโหดร้าย เหล่าขุนนางในวังหลวงต่างก็รู้กันดีว่าไม่ควรสนับสนุน แต่กงจื้อิกลับได้รับความนิยมจากประชาชนจนเกือบจะยึดแม่น้ำลี่สุ่ยได้โดยไม่ต้องใช้กำลังพลทหารแม้แต่นายเดียว สกุลกงจื้อจะมาแทนที่สกุลซือหม่าเพื่อปกครองแผ่นดิน นี่เป็สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า ผู้ที่ตระหนักถึงกระแสหรือสถานการณ์ในขณะนั้นคือคนที่ฉลาดเฉลียว การที่สกุลเฝิงยอมแพ้ก็เป็การทำตามเจตจำนงของ์”
“ท่านพ่อ ท่านบอกความจริงกับลูกเถิด!” ลูกชายคนโตสกุลเฝิงเติบโตมาใต้การอบรมสั่งสอนของท่านพ่อ ย่อมมองออกว่าท่านพ่อไม่ได้พูดความจริง “ท่านมีเหตุผลอะไรถึงได้ลำบากใจขนาดนี้กันแน่?”
เฝิงหย่งรู้สึกพอใจในความเฉลียวฉลาดของบุตรชาย เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ลูกเอ๋ย สกุลเฝิงของเรามีแต่ลูกผู้ชายที่ยอมตายในสนามรบ ไม่มีคนขี้ขลาดที่คุกเข่าขอชีวิต แต่เมื่อคนเรายังมีชีวิตอยู่ มีบางอย่างที่ต้องตอบแทนบุญคุณและไม่อาจลืมได้”
เมื่อพูดจบเขาก็ยกป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำในมือขึ้นมาแล้วพูดต่อ “ป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำนี้มีทั้งหมดสามแผ่น เป็ของที่ท่านอ๋องผู้ล่วงลับได้สร้างขึ้น ก่อนที่ท่านอ๋องจะสิ้นใจได้เรียกพวกเรามาที่ห้องทรงพระอักษรของท่านและทรงตรัสต่อหน้าอย่างชัดเจน ข้าได้ให้สัญญากับท่านอ๋องว่าหากมีใครถือป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำนี้มา ไม่ว่าเขาจะขออะไรข้าจะยอมทำตามทุกอย่าง
เดิมทีข้าคิดว่าท่านอ๋องผู้ล่วงลับจะส่งมอบป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำแผ่นนี้ให้แก่ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ แต่ไม่คาดคิดว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนมีคนจากในวังหลวงมา แล้วกลับ... เอาเถอะ เ้ารู้แค่ว่าท่านอ๋องผู้ล่วงลับมีพระคุณต่อพวกเราสกุลเฝิงเป็อย่างมาก ครั้งนี้ถึงแม้จะต้องเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมาเป็สิบๆ ปี เราก็ต้องปฏิบัติตาม”
ลูกชายคนโตสกุลเฝิงได้ฟังแล้วก็มีสีหน้าที่ยังสงสัยอยู่ เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีเื่ราวลึกลับเช่นนี้ด้วย ท่านอ๋องผู้ล่วงลับสร้างป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำนี้ขึ้นมาด้วยจุดประสงค์อะไรกันแน่? หรือว่าท่านอ๋องจะรู้ล่วงหน้าว่าบุตรชายผู้ไม่เอาถ่านของเขาจะทำลายราชวงศ์ซือหม่า หรือเป็การเตรียมการไว้เพื่อป้องกันไม่ให้กงจื้อิที่เลี้ยงดูมาเหมือนเป็บุตรแท้ๆ ก่อฏ?
ยิ่งเขาคิดก็ยิ่งสับสน แต่ไม่เหมือนในตอนแรกที่เขาคัดค้านอย่างหนักหน่วงอีกต่อไป
“เื่ที่เกิดขึ้นวันนี้เ้าต้องเก็บไว้ในใจ อย่าพูดให้ใครฟัง เมื่อออกไปแล้วก็อย่าแพร่งพรายไป ข้าจะครุ่นคิดอีกสองสามวัน”
ท่านแม่ทัพาุโเฝิงโบกมือให้บุตรชายออกไป แล้วหันกลับมามองป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หากไม่ได้ยินกับหูตนเอง เขาก็คงคาดไม่ถึงว่าป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำจะตกอยู่ในมือขององค์หญิง ท่านอ๋องผู้ล่วงลับนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่?
บัดนี้องค์หญิงกลับให้เขายอมแพ้ เพื่อเปิดทางให้กงจื้อิอย่างสะดวกที่สุด เกือบจะเป็การมอบแผ่นดินซีเฮ่าครึ่งหนึ่งให้ไปโดยปริยาย นางไม่เกรงกลัวที่จะทำให้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ซึ่งเป็พี่ชายแท้ๆ ของนางไม่พอใจเลยหรือ และไม่กลัวว่าจะไม่สามารถเผชิญหน้ากับบรรพบุรุษสกุลซือหม่าได้งั้นหรือ?
“ฮึ!” ท่านแม่ทัพาุโจู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ถึงข่าวลือในเมืองหลวงเมื่อตอนที่กงจื้อิแสร้งตาย ว่าองค์หญิงยืนกรานจะบวชชีในวัดซู่ซิน ในที่สุดเขาก็เริ่มเข้าใจบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงมีสีหน้าแปลกประหลาด “นี่แหละสตรี สตรีก็เป็เช่นนี้แหละ! เพื่อ...จะให้ทำอะไรก็ยอม!”
สภาพอากาศเป็สิ่งที่แปลกประหลาดยิ่งนัก ไม่กี่วันก่อนยังหนาวจนแทบจะแช่แข็งผู้คน แต่พอผ่านพ้นคืนวันตรุษจีนไป อากาศก็ดูเหมือนจะอุ่นขึ้นในพริบตา สรรพสิ่งต่างๆ ก็ล้วนเตรียมเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิอย่างรวดเร็ว
ติงเหว่ยกลัวว่าจะไม่ทันศึกใหญ่ระหว่างสองกองทัพ หลังจากวันตรุษจีนผ่านไปไม่นาน นางก็ไปคำนับสองท่านผู้าุโ และก็ตอบแทนด้วยชุดเสื้อผ้าและรองเท้า จากนั้นนางก็เริ่มยุ่งกับงานต่อ
ตอนนี้นางเดินเหินไม่สะดวกแถมยังรู้สึกว่าตนเองไม่มีความสามารถที่จะปกป้องตนเองได้ ดังนั้นจึงครุ่นคิดอยู่นานและสุดท้ายก็ลากอวิ๋นอิ่งมาเป็ผู้ช่วย อวิ๋นอิ่งเป็คนที่ทำงานละเอียดรอบคอบและระมัดระวัง อีกทั้งยังมีฝีมือ ที่สำคัญที่สุดคือนางเคยเป็องครักษ์เงามาก่อน ซึ่งถือว่าน่าเชื่อถือที่สุด
อวิ๋นอิ่งไม่รู้ว่าติงเหว่ยจะทำอะไร แต่เห็นนางมีท่าทีจริงจังตอนพูดถึงเื่นี้ อวิ๋นอิ่งก็เลยมอบหมายงานที่ทำอยู่ให้กับบ่าวทั้งสี่คนแทน จากนั้นก็เริ่มค้นหาดินประสิวชั้นดี กำมะถัน และถ่านไม้หลิวตามคำสั่ง
ติงเหว่ยเคยเห็นอานุภาพของดินปืนมาก่อน ขณะที่อวิ๋นอิ่งกำลังยุ่งกับการรวบรวมวัตถุดิบ ติงเหว่ยก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย นางหาชุดเกราะหวายสองชุดจากในกระโจมพลาธิการ ซึ่งเป็แบบที่มีหน้ากากปิดหน้าอยู่ด้วย จากนั้นถึงได้พาอวิ๋นอิ่งเข้าไปในกระโจมเล็กๆ อย่างสบายใจ
เริ่มจากบดวัตถุดิบแล้วนำไปร่อนผ่านตะแกรงไม้ที่มีรูเล็กๆ ต้มดินประสิว ใส่ผงถ่านและผงกำมะถันตามลำดับ สุดท้ายก็ตีส่วนผสมให้เป็ผงสีเทาขาวด้วยค้อน
ทั้งสองคนทำงานไม่หยุด แม้แต่มื้อกลางวันยังต้องให้อวิ๋นหยาส่งมาถึงหน้าประตูกระโจม อวิ๋นหยาอยากจะเข้ามาช่วยงานด้วย แต่ถูกติงเหว่ยดุและไล่กลับไป เด็กสาวรู้สึกน้อยใจนิดหน่อย จนทำให้อวิ๋นอิ่งต้องช่วยพูดให้ “แม่นาง อวิ๋นหยานางมีเจตนาดี นางแค่เกรงว่าท่านจะเหนื่อยเกินไปเท่านั้นเอง”
ติงเหว่ยถอดหน้ากากออกพลางกินข้าวอย่างหิวโหย และตอบอย่างอู้อี้ว่า “ทำไมข้าจะไม่รู้ว่านางหวังดี แต่เื่นี้สำคัญมาก ห้ามให้คนที่สามรู้เื่นี้เด็ดขาด เ้าก็ก็จำไว้นะ ต่อให้ต้องตายห้ามบอกวิธีนี้ให้ใครรู้เด็ดขาด เข้าใจไหม?”
อวิ๋นอิ่งนึกถึงนายหญิงที่่นี้มัวแต่คิดเื่การสร้างเรือเดินทะเลกับคุณชายฟาง และคิดไปเองว่าผงยาแปลกๆ ที่ทำวันนี้อาจจะเอาไว้ขาย นางจึงรีบพยักหน้า
“แม่นางวางใจได้ ข้าไม่ใช่คนปากมาก”
“งั้นก็ล้างมือให้สะอาดแล้วมานั่งกินข้าว หากทุกอย่างเรียบร้อย พรุ่งนี้ข้าจะให้เ้าดูอะไรใหม่ๆ”
หลังจากกินข้าวเสร็จทั้งสองคนก็เริ่มทำงานอีกครั้ง หนึ่งคนพูดหนึ่งคนทำ เวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนเย็น บนโต๊ะไม้มีท่อไม้ไผ่เล็กๆ เรียงกันอยู่สิบกว่าแท่ง แต่ละท่อมีหางยาว ดูแล้วไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกว่าอันตราย และกลับน่ารักน่าเอ็นดูไม่น้อย
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะทำขึ้นเองกับมือ อวิ๋นอิ่งก็ยังไม่รู้ว่ามันใช้ทำอะไร
“แม่นาง 'ะเิไม้ไผ่' เหล่านี้จะใช้ยังไง?”
ติงเหว่ยแม้จะดูแล้วว่าะเิไม้ไผ่พวกนี้ไม่น่าจะมีข้อบกพร่องอะไร แต่ก็ยังรู้สึกกังวลอยู่เล็กน้อย จึงกล่าวว่า “พรุ่งนี้เราจะพาสาวใช้ทั้งสี่คนไปกับเ้าและข้า แล้วไปหาที่เงียบๆ ทดลองกัน ตอนนั้นเ้าจะได้รู้เอง แต่คืนนี้เ้าต้องเหนื่อยหน่อยนะ คอยเฝ้าที่นี่ไว้อย่าห่างไปไหนแม้แต่ก้าวเดียว ห้ามให้ใครมาแตะต้องของพวกนี้เด็ดขาด ที่สำคัญที่สุดคือ ในกระโจมนี้ห้ามมีประกายไฟเด็ดขาด แม้แต่เครื่องมือเหล็กหรือทองแดงก็ไม่ได้”
“รับทราบเ้าค่ะ แม่นางโปรดวางใจ”
อวิ๋นอิ่งอดกลั้นความอยากรู้เอาไว้และตอบรับด้วยท่าทีเคร่งขรึม
ติงเหว่ยยังคงไม่ค่อยสบายใจ นางลังเลว่า “หรือว่าคืนนี้ข้าจะอยู่เฝ้าที่นี่ด้วยดี?”
“แม่นาง ข้าจะไม่ห่างไปไหนเลยแม้แต่ก้าวเดียว ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็จะไม่ให้ใครเข้ามาแม้แต่หนึ่งก้าว” อวิ๋นอิ่งรีบเข็นรถเข็นออกไปข้างนอกพลางเกลี้ยกล่อมว่า “ท่านเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว นายน้อยกับคุณชายคงรอแย่แล้ว”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ ข้าจะให้คนเอาผ้าห่มหนาๆ มาให้”
ติงเหว่ยก็เป็ห่วงคนในครอบครัวว่ายามนี้จะกินอิ่มดื่มดีหรือยัง พอได้ยินดังนั้นก็ไม่ยืนกรานที่จะอยู่เฝ้าอีก
ตังกุยกับเหลียนเชี่ยวอยู่เฝ้าห่างจากกระโจมประมาณสามจั้ง พอเห็นทั้งสองคนออกมาก็รีบเดินมาหาจากไกลๆ อวิ๋นอิ่งกำชับบางอย่างกับทั้งสองคนแล้วก็กลับไป
ติงเหว่ยกลับไปที่กระโจมของตนเองและเล่นกับลูกชายตัวน้อยที่กำลังงอแงเพราะไม่เห็นหน้าแม่มาทั้งวัน พอกงจื้อิทำงานเสร็จและเดินเข้ามา ทั้งสามคนก็กินข้าวเย็นด้วยกัน
กงจื้อิเห็นว่านางมีท่าทีเหม่อลอย คิดว่าขาของนางคงเจ็บหนัก หลังกินข้าวเสร็จจึงลงมือบีบนวดให้นางอยู่พักใหญ่ แล้วพานางเดินช้าๆ ในขณะที่เขาจะไปเรียกท่านผู้าุโเหว่ยให้มาตรวจชีพจร ติงเหว่ยก็หยุดเขาไว้อย่างอ่อนหวาน
คืนนั้นทุกคนต่างหลับสบายเหมือนเคย ยกเว้นติงเหว่ยที่รู้ว่าวันรุ่งขึ้นไม่เพียงแต่ซีเฮ่าเท่านั้น แต่ทั้งแผ่นดินจะเปลี่ยนไปเพราะะเิไม้ไผ่เล็กๆ เพียงอันเดียว…
ตังกุยที่มีรูปร่างผอมสูงวิ่งอย่างระมัดระวังในป่าท่ามกลางฤดูหนาว โดยที่แบกนายหญิงอยู่บนหลัง นางหลีกเลี่ยงกิ่งไม้ข้างทางเป็ระยะๆ เพื่อไม่ให้นายหญิงถูกขีดข่วน อวิ๋นอิ่งพาเหลียนเชี่ยว จวี๋เกิ่ง และไป๋จู๋ตามมาด้านหลัง โดยในมือก็ถือของจิปาถะไว้หลายอย่าง อวิ๋นอิ่งเห็นว่าห่างจากค่ายใหญ่มาสามสี่ลี้แล้ว จึงเอ่ยถามว่า “แม่นาง พวกเราเดินมาไกลพอแล้ว หากเดินทางต่อไปอีกแล้วเจออันตรายขึ้นมาจะรับมือไม่ไหว”
ติงเหว่ยดึงหมวกคลุมศีรษะลง และมองไปรอบๆ เห็นว่าที่ไม่ไกลนักเป็หุบเขาเล็กๆ มีหน้าผาทั้งสองข้างเป็หินเปลือย ไม่มีพุ่มไม้ขึ้น ถือว่าเป็สถานที่ทดลองที่เหมาะสม นางจึงพยักหน้าและกล่าวว่า “ตกลง งั้นลองที่นี่แหละ”
เหลียนเชี่ยวรีบหาที่กำบังลมเพื่อวางเก้าอี้ที่ถือมา ตังกุยจึงย่อตัวลงเพื่อวางติงเหว่ยลง จากนั้นไป๋จู๋ก็ยื่นกระเป๋าน้ำร้อนมาให้ในอ้อมแขนของติงเหว่ยทันที
ติงเหว่ยทั้งขำทั้งรู้สึกอบอุ่นใจ สี่สาวนี้เคยถูกอวิ๋นอิ่งฝึกสอนอยู่ข้างกายพักหนึ่ง ตอนนี้กลายเป็คนที่ช่วยงานได้อย่างมาก แม้กระทั่งสามารถพูดได้ว่าดูแลนางเหมือนเด็กๆ
“อวิ๋นอิ่ง ใส่เกราะหวายแล้วเอาะเิไม้ไผ่อันหนึ่งไปวางในร่องหินที่อยู่ห่างไปห้าจั้ง จำไว้ว่าเมื่อจุดชนวนแล้วให้รีบวิ่งหนีไป ยิ่งไกลยิ่งดี!”
อวิ๋นอิ่งยิ้มอย่างจนปัญญา ั้แ่เช้าตรู่นายหญิงย้ำคำนี้หลายครั้งแล้วอย่างไรนางก็ไม่มีทางลืม
นางวางตะกร้าบนหลังของตนเองลงและทำตามที่บอก พอจุดธูปที่มีขนาดเท่านิ้วมือแล้ว นางก็หันมองคนอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป
ติงเหว่ยกำหมัดส่งสัญญาณให้นาง ก่อนจะรีบเอามือปิดหู ขณะที่ตังกุยกับคนอื่นๆ ยังคงมีท่าทางงุนงง
อวิ๋นอิ่งอดไม่ได้ที่จะยิ้มเล็กน้อย แล้วจุดชนวนก่อนจะหันหลังวิ่งออกไป
“ตูม!!!”
อวิ๋นอิ่งวิ่งออกไปได้เพียงสามสี่จั้ง ะเิไม้ไผ่นั้นก็ะเิเสียงดังสนั่น ทำให้หินข้างๆ แตกกระจัดกระจายและปลิวว่อนไปทั่ว!
อวิ๋นอิ่งใสะดุดจนเกือบล้มลงกับพื้น
ตังกุยและคนอื่นๆ ใจนรีบโถมตัวทับเพื่อปกป้องนายหญิงเอาไว้ ทำให้ติงเหว่ยร้องโอดโอยออกมาเพราะรู้สึกว่าขาที่เจ็บของตนเองเหมือนจะหักอีกครั้ง
“ไม่เป็ไรๆ อย่ากลัวไปเลย!”
ติงเหว่ยยื่นมือออกมาตบหลังสาวใช้ทั้งหลายเพื่อปลอบใจ “มันก็แค่เหมือนเสียงฟ้าร้อง เดี๋ยวก็ผ่านไปแล้ว รีบๆ เข้ามาช่วยพยุงข้าขึ้นไปเร็วเข้า ขาข้าเจ็บไปหมด!”
