่สายของวันถัดมาจิ้งถงที่มักจะมาหามู่เหวินเพื่อชวนอีกฝ่ายพูดคุยถึงเื่ในอดีต เพราะอยากให้สหายของตนหายจากอาการความจำเสื่อม
“มู่เหวินเ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่ที่ตัดสินใจเช่นนี้” จิ้งถงเอ่ยถามขึ้นด้วยคาดหวังว่าสหายจะเปลี่ยนใจและตัดสินใจให้ดี ๆ อีกครั้ง
“อืม ข้าตัดสินใจดีแล้ว คราวนั้นยามที่ข้าฟื้นจากอาการาเ็ ก็ได้สาบานกับตนเองไว้แล้วว่าจะติดตามรับใช้ผู้มีพระคุณไปชั่วชีวิต ซึ่งคนผู้นั้นเป็เ้าของเชือกถักเส้นนี้” มู่เหวินยืนยันด้วยความหนักแน่น
“เ้าตัดสินใจเช่นนี้แล้วนายท่านเล่า เ้าไม่คิดจะกลับมาทำงานร่วมกับพวกข้าอีกเช่นนั้นหรือ” จิ้งถงกล่าวถึงอี้ซวนที่เปรียบเสมือนผู้พระคุณ ที่คอยดูแลและฝึกสอนวรยุทธ์ให้กับพวกเขา
“ข้าคิดว่าท่านอี้ซวนต้องเข้าใจในเื่นี้อย่างแน่นอน” เขาไม่รู้สึกกังวลกับเื่ที่ตัดสินใจ ถ้าอี้ซวนรู้ว่าคนที่เขาจะไปติดตามรับใช้คือใคร เพราะเขาได้สอบถามเื่ผู้มีพระคุณกับเสี่ยวหลาน ก่อนที่จิ้งถงจะมาพบเขาในวันนี้เรียบร้อยแล้ว
ย้อนไปก่อนหน้าที่จิ้งถงจะมาพบมู่เหวินที่เรือนของซินเยว่ เื่เ้าของเชือกถักของผู้มีพระคุณถูกหยิบยกขึ้นมาถามเอาความกับเสี่ยวหลานอีกครั้ง
“เสี่ยวหลานเ้าพอจะมีเวลาสักประเดี๋ยวหรือไม่ ข้าขอคุยกับเ้าเื่เ้าของเชือกถักเส้นนี้น่ะ” มู่เหวินเรียกเสี่ยวหลานไว้ทันทีที่ได้เจอกัน
“อ่อ ท่านเข้าใจผิดแล้วล่ะ อันที่จริงมันไม่ได้ใช้ผูกข้อมือมันเป็เชือกห้อยคอต่างหาก แล้วท่านไปเก็บมันมาจากที่ไหนหรือเ้าคะ?” เสี่ยวหลานถามกลับเพราะอยากรู้ว่ามู่เหวินเอาเชือกถักเส้นนี้มาจากที่ใด
“ข้าเก็บมันได้ที่วัดซานเหอเมื่อเจ็ดปีก่อน เ้าเคยไปที่วัดนั่นหรือไม่เล่าเสี่ยวหลาน” มู่เหวินลองถามเสี่ยวหลานเผื่อว่านางจะเคยไปที่นั่น
“ข้าเคยไปสิ ยังมีนายหญิงกับคุณหนูที่ไปที่วัดแห่งนั้น หรือว่าท่านเก็บมันได้จากที่วัดซานเหอหรือเ้าคะ”
“แล้วที่วัดแห่งนั้นเ้าได้เจอบุรุษที่ได้รับาเ็อาการหนักบ้างหรือไม่” มู่เหวินรีบถามเสี่ยวหลานต่อทันที เมื่อนางบอกว่าเคยไปที่วัดซานเหอ
“อื้อ เื่นี้ข้าจำได้ไม่ลืมแน่นอน เขาได้รับาเ็หนักมากจริง ๆ าแเต็มตัวผมเผ้าก็รกรุงรังหนวดเครารกครึ้ม ที่จำได้เพราะข้าเป็คนแบกเขาไปส่งบ้านท่านหมอ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดซานเหอเท่าใดนักเ้าค่ะ”
“เ้าเป็คนช่วยข้าไว้จริง ๆ ด้วยเสี่ยวหลาน” ช่างบังเอิญเกินไปแล้ว
“หา!! ข้าไม่ใช่เ้าของเชือกถักนี่หรอก ถ้าจะพูดให้ถูกคนที่เป็เ้าของคือคุณหนูของข้าต่างหาก และนางก็เป็คนช่วยชีวิตท่านเอาไว้ ข้าเพียงรับหน้าที่แบกท่านไปส่งบ้านท่านหมอเท่านั้นเอง” เสี่ยวหลานเล่าความจริงให้มู่เหวินฟัง ซึ่งนางไม่คิดแอบอ้างความดีความชอบเป็ของตนเอง
มู่เหวินฟังแล้วก็ใเป็อย่างมาก หากนับย้อนกลับไปเมื่อเจ็ดปีก่อน คุณหนูซูเพิ่งจะอายุแค่สี่หนาวเท่านั้น แต่นางกลับเป็คนช่วยชีวิตเขาและเป็ผู้มีพระคุณที่ตามหามานานหลายปี
“จะเป็ไปได้อย่างไรเสี่ยวหลาน หากนับย้อนกลับไปในตอนนั้นคุณหนูเพิ่งจะสี่หนาวเองกระมัง” มู่เหวินมีความสงสัยเต็มไปหมดแล้วตอนนี้
“เื่ที่เกิดขึ้นนี้ะเืใจนายหญิงของข้าไม่น้อย เช่นนั้นข้าจะเล่าให้ท่านฟังก็แล้วกัน” เมื่อนึกถึงเื่นี้ขึ้นมาเสี่ยวหลานก็รู้สึกเศร้าทุกครั้ง
เสี่ยวหลานก็เริ่มเล่าเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อเจ็ดปีก่อนให้กับมู่เหวินฟัง “นายหญิงข้าว่าฮูหยินเอกตั้งใจกลั่นแกล้งท่านเป็แน่ ถึงได้ส่งท่านมาสวดมนต์ขอพรที่วัดซานเหอที่อยู่ไกลจากเมืองหลวงถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะเป็อาหารการกินหรือที่พักล้วนลำบากทั้งสิ้น คิดแล้วก็น่าโมโหฮูหยินคนนี้จริง ๆ”
“ต่อให้ข้าโมโหไปก็เท่านั้น ตอนที่นางออกคำสั่งทำไมเ้าไม่ขัดขวางนางเล่า” ลี่หลินพูดประชดเสี่ยวหลาน
“บ่าวจะกล้าทำเช่นนั้นได้อย่างไรเ้าคะ ถ้าบ่าวทำแล้วถูกฮูหยินเอกสั่งโบยจนตายใครจะคอยอยู่รับใช้นายหญิงกับคุณหนูล่ะเ้าคะ”
“ข้าถึงได้บอกกับเ้าบ่อย ๆ อะไรที่เราทำไม่ได้ก็ปล่อยวางมันเสีย คิดเสียว่าออกมาท่องเที่ยวดูธรรมชาติก็แล้วกัน หลังจากที่ต้องอยู่แต่ในเรือนท้ายจวนมานานหลายปี” ลี่หลินพยามคิดในแง่ดีเอาไว้ก่อน
“พี่เสี่ยวหลานไม่โมโหนะเ้าคะ” ซินเยว่รีบปลอบเสี่ยวหลาน
“เ้าค่ะคุณหนูบ่าวจะไม่โมโหอีกแล้วเ้าค่ะ” เสี่ยวหลานพูดจาเสียงเล็กเสียงน้อยกับบุตรสาวของเ้านายทุกครั้ง
“นายหญิงตอนนี้มาถึงวัดซานเหอแล้วขอรับ อีกหนึ่งเดือนข้าน้อยจะมารับท่านที่นี่นะขอรับ” เมื่อถึงวัดคนบังคับรถม้าก็รีบแจ้งกับลี่หลิน
“อืม ขอบใจเ้ามากที่มาส่งพวกข้า” ลี่หลินพูดกับบ่าวผู้นี้อย่างสุภาพ
เมื่อเดินขึ้นมาถึงบริเวณด้านหน้าวัด พวกนางก็เจอกับไต้ซือสองท่าน ที่กำลังยืนสนทนากันอยู่แถวนั้นพอดี “คารวะไต้ซือเ้าค่ะ”
“สีกาท่านนี้คงเพิ่งมาถึงที่วัดจึงยังไม่ทราบว่า ผู้ที่ยืนอยู่ด้านข้างอาตมาตอนนี้คือปรมาจารย์เฉินท่านได้ออกเดินทาง เพื่อเผยแพร่พระธรรมและจะพักอยู่ที่วัดนี้เป็เวลาสิบวัน สีกาช่างมีบุญจริง ๆ มาถึงก็ได้เจอท่านปรมาจารย์เฉินทันที” ไต้ซือเหลียงฟู่กล่าวกับลี่หลิน
“สีกาท่านนี้กรรมของเ้านั้นยังไม่หมด ขอให้เ้าจงรอผู้มีบุญบารมีฟื้นกลับมาอีกครั้ง เมื่อถึงตอนนั้นเ้าถึงจะหมดเคราะห์กรรมที่มีทั้งหมด” ท่านปรมาจารย์เฉินเอ่ยทักลี่หลิน
“ผู้มีบุญบารมีหรือเ้าคะ?” ลี่หลินทวนคำพูดของท่านปรมาจารย์เฉิน ว่าคนที่เอ่ยถึงคือใครกันแน่
“คนผู้นั้นอยู่ไม่ไกลจากตัวของเ้าหรอกนะแม่นาง” ท่านปรมาจารย์พูดออกมาเหมือนรู้ว่าลี่หลินกำลังคิดเื่อะไร
“ว่าอย่างไรเ้าเด็กน้อย” ท่านปรมาจารย์เฉินหันไปทักทายซินเยว่
“คารวะท่านปรมาจารย์เฉิน ข้าน้อยชื่อซินเยว่เ้าค่ะ” เด็กน้อยคุกเข่าก้มศีรษะจรดพื้นเพื่อทำความเคารพท่านปรมาจารย์เฉิน
“เด็กดี เข้ามาใกล้ ๆ อาจารย์มีสิ่งที่อยากจะมอบให้เ้า สิ่งนี้คือยาวิเศษเมื่อมีอาการเจ็บป่วยสามารถใช้รักษาได้” ท่านปรมาจารย์ให้ยากับเด็กน้อยไปหนึ่งขวดด้วยความเอ็นดู
“ขอบพระคุณท่านปรมาจารย์ที่เมตตาเ้าค่ะ” ซินเยว่ยื่นมือไปรับมาพร้อมรอยยิ้มน่ารัก
“สีกาท่านนี้มาเพื่อสวดมนต์ที่วัดใช่หรือไม่ ประเดี๋ยวอาตมาจะให้พระลูกวัดนำทางพวกเ้าไปยังที่พัก ส่วนอาหารก็เป็อาหารเจพวกเ้าคงจะรู้อยู่แล้วกระมัง” ไต้ซือเหลียงฟู่กล่าวบอกกับลี่หลิน
“พวกข้าน้อยทราบดีไต้ซืออย่าได้กังวลเ้าค่ะ” เพราะนางเตรียมตัวไว้ั้แ่รู้ว่าต้องมาที่นี่แล้ว
“สิ่งนี้มันคืออะไรหรือเ้าคะคุณหนู” เสี่ยวหลานถามซินเยว่ทันทีที่ไต้ซือเดินออกไปแล้ว
“มันคือยาวิเศษเอาไว้ให้ท่านแม่กับพี่เสี่ยวหลานกิน ยามที่พวกท่านสองคนมีอาการเจ็บป่วยเ้าค่ะ” ซินเยว่แบมือที่มีขวดยาเล็ก ๆ ให้เสี่ยวหลานดู
“ขอบใจเยว่เอ๋อร์ของแม่มากเ้าช่างเป็เด็กดีจริง ๆ” ลี่หลินเอ็นดูบุตรสาวยิ่งนักตัวแค่นี้แต่มีความห่วงใยต่อผู้อื่นเสียเหลือเกิน
เสี่ยวหลานเล่ามาถึงตอนนี้คล้ายกับว่าทุกอย่างยังปกติ แต่กลับมีบางอย่างเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่กี่วันต่อมา
“่เวลาที่สวดมนต์อยู่ที่วัดทุกอย่างผ่านไปด้วยดีเ้าค่ะ แต่กลับเกิดเื่ก่อนจะถึงกำหนดกลับจวนเพียงสามวัน”
“เกิดเื่อะไรขึ้นเช่นนั้นหรือเสี่ยวหลาน?” มู่เหวินอยากรู้เหตุการณ์ต่อไปจนไม่ยอมนั่งเช่นเดิมอีก
“คุณหนูหายตัวไปหนึ่งวันเต็ม ๆ ไม่มีใครเห็นว่าคุณหนูเดินไปทิศทางใด นายหญิงร้องไห้จนเป็ลมไปหลายรอบเลยเ้าค่ะ”
‘กรี๊ดดดดด!! เสี่ยวหลานเ้าเห็นเยว่เอ๋อร์หรือไม่ นางหายไปตอนไหนข้าหานางไม่เจอเลย เ้าเห็นนางบ้างไหม ฮือ ๆ เป็ข้าไม่ดีเองที่ปล่อยให้นางคลาดสายตา ข้าไม่ดูแลนางให้ดี’ ลี่หลินร้องไห้แทบขาดใจเมื่อรู้ว่าบุตรสาวหายไป
“นายหญิงอย่าโทษตัวเองเลยนะเ้าคะ เป็บ่าวที่ไม่ดูแลคุณหนูให้ดีบ่าวผิดเองเ้าค่ะ บ่าวสมควรตาย ๆ ๆ” เสี่ยวหลานโขกหัวลงกับพื้นจนได้แผลที่หน้าผาก
“อย่าทำเช่นนี้เสี่ยวหลานเ้าไม่ผิด แต่ข้ากลัวว่าถ้านางเป็อะไรขึ้นมา แล้วข้าจะมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร ฮือ ๆ ๆ” ลี่หลินรีบห้ามเสี่ยวหลานทั้งที่ตนก็เสียใจร้องไห้เช่นกัน
ไต้ซือเหลียงฟู่ที่บังเอิญผ่านมายังจุดนี้ ก็มองสตรีทั้งสองด้วยความสงสาร ‘สีกาทั้งสองอย่าเพิ่งคิดมากเลยบางทีนางอาจจะแค่หลงทางเท่านั้น ตอนนี้อาตมาได้ให้พระลูกวัดช่วยกันออกตามหานางแล้ว ไม่นานเราก็คงจะหานางพบสีกาทั้งสองก็อยู่ฟังข่าวที่นี่ อย่าออกไปไหนเลยไม่เช่นนั้นพวกท่านอาจจะหลงทางได้’
‘เ้าค่ะไต้ซือ ข้าขอบคุณไต้ซือกับพระลูกวัดทุกท่านด้วยเ้าค่ะ’
