“เป็อย่างไรบ้าง หลับสบายดีหรือไม่” เสียงของหูเอ้อร์ดังมาจากนอกหน้าต่างอย่างไม่คาดคิด
ในตอนนี้ เขากำลังพิงกำแพงด้านนอกคุยกับเสี่ยวอวี้ที่อยู่ในห้องผ่านทางหน้าต่างอย่างยิ้มเยาะ
เขา้าทำอะไรกัน เสี่ยวอวี้เดินไปที่หน้าต่างด้วยความสงสัย
หน้าต่างทำจากกระดาษ แสงไฟส่องให้เห็นเงารางๆ
“ที่นี่ดีกว่ารังหมาที่บ้านเ้าตั้งหลายเท่า”
เสี่ยวอวี้ขมวดคิ้วแน่น รู้สึกไม่พอใจอย่างยิ่ง ถึงแม้ในร้านโทรมๆ นั้นจะทรุดโทรม แต่เครื่องเรือนและของตกแต่งทุกชิ้นล้วนมีความทรงจำระหว่างนางกับน้องชาย หยิบอะไรขึ้นมาก็ล้วนเป็ความทรงจำที่อบอุ่น
ในห้องนี้ถึงจะมีทุกอย่างพร้อม แต่สำหรับนางแล้ว สิ่งของเหล่านี้ล้วนแปลกหน้าและเ็า ดังนั้นเสี่ยวอวี้จึงไม่รู้สึกว่าห้องนี้จะดีไปกว่าร้านโทรมๆ ของนางกับน้องชายเลย
“ข้ายังรู้สึกว่าบ้านข้าดีกว่าอยู่ดี”
“อ้อ? หรือว่า” หูเอ้อร์กล่าว “เ้าเคยชินกับการนอนรังหมา พอได้นอนเตียงัก็เลยไม่ชินอย่างนั้นหรือ”
เสี่ยวอวี้พยาองครักษ์ข่มกลั้นความโกรธเอาไว้ ก่อนจะเอ่ยด้วยความไม่พอใจ “เ้าไม่ใช่คนที่จะเป็ห่วงคนอื่น พูดมา! มาที่นี่้าทำอะไร”
หูเอ้อร์หัวเราะเบาๆ “อีกสามวันเ้าก็จะถูกส่งขึ้นเขาแล้ว ตอนนี้ดูแล้วมีเพียงข้าเท่านั้นที่ช่วยเ้าได้”
“ช่วยข้า?” สีหน้าเสี่ยวอวี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย นางไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร จึงถามต่อว่า “หมายความว่าอย่างไร”
“ข้าเป็หลานชายของท่านเ้าเมือง ทั้งเมืองเซียนเซียงต่างก็รู้ว่าเื้ัตระกูลเรามีเซียนหนุนหลัง เพียงแค่ข้าเอ่ยปาก เปลี่ยนตัวคนขึ้นเขากระทันหันก็เป็เื่เล็กน้อย” น้ำเสียงของหูเอ้อร์เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง ซึ่งนี่ก็เป็สาเหตุที่เสี่ยวอวี้ไม่ชอบหน้าเขามาโดยตลอด
เสี่ยวอวี้เงียบฟังเงาดำบนหน้าต่างพูดพล่ามไม่หยุด “สาวงามเช่นเ้าต้องขึ้นเขาไปปรนนิบัติตาแก่นั่น ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก ไม่สู้...”
หูเอ้อร์ลูบมือหัวเราะอย่างหื่นกระหาย “ไม่สู้มาเป็ผู้หญิงของข้า!”
ที่แท้จุดประสงค์ที่เขาอุตส่าห์ทำเื่มากมายเช่นนี้ก็เพียงเพื่อเสี่ยวอวี้เท่านั้น
“ไปตายซะ! ไปให้ไกลๆ เลย!” นางด่าเสร็จก็หันหลังเดินจากไป ไม่อยากพูดคุยกับคนหื่นกามผู้นี้
หูเอ้อร์คิดว่าทำถึงขนาดนี้แล้วเสี่ยวอวี้น่าจะยอมจำนนเพราะกลัวการขึ้นเขา เสียงของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย “เ้าเกลียดข้าถึงเพียงนี้เชียวหรือ ยอมขึ้นเขาไปเป็คนรับใช้ ดีกว่าอยู่ที่เชิงเขาเป็เ้าคนนายคน?”
“ขอเพียงไม่ต้องเจอเ้าอีก ต่อให้ขึ้นเขาไปวันนี้ข้าก็ยินดี!” เสี่ยวอวี้เอ่ยด้วยความโกรธ
“หลังจากขึ้นเขาไปแล้ว เ้าก็จะไม่ได้เจอน้องชายของเ้าอีก รวมถึงร้านเนื้อย่างที่เ้าอุตส่าห์ทำมาหากิน” หูเอ้อร์หรี่ตาลง ถามด้วยน้ำเสียงประชดประชัน “เ้าจะยอมจริงๆ หรือ”
คำพูดนี้แทงใจดำเสี่ยวอวี้อย่างจัง ถึงแม้ภายนอกจะเข้มแข็งเพียงใด แต่น้องชายและร้านเนื้อย่างยังคงเป็จุดอ่อนไหวเพียงอย่างเดียวในใจนาง
เสี่ยวอวี้ลังเล ริมฝีปากสั่นเทาเล็กน้อย นางไม่อาจดื้อรั้นได้อีกต่อไป
หูเอ้อร์เห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไร ก็รู้ว่าตัวเองได้แทงใจดำเข้า ปากหัวเราะเยาะ “เ้ามีเวลาคิดอีกสองวัน”
“ไสหัวไป! อย่าให้ข้าเห็นหน้าเ้าอีก!” เสี่ยวอวี้ตวาด
เงาบนหน้าต่างค่อยๆ จางหายไป เสียงของหูเอ้อร์ก็หายไปด้วย ความเงียบกลับคืนสู่ห้องพัก ไม่เหลือร่องรอยว่าเขาเคยมาที่นี่
ขณะที่นางกำลังจะจากไป ก็มีคนมาเคาะหน้าต่างดังก๊อกๆ
เสี่ยวอวี้คิดว่าหูเอ้อร์กลับมาอีก นางยังโมโหที่ด่าไปไม่พอ ตอนนี้ดีเลย กลับมาให้ด่าเอง ไม่ต้องเสียเวลาไปตามหา
เพิ่งจะเคาะเสร็จ เสียง “มารดาเ้าสิ!” ของเสี่ยวอวี้ก็ดังมาถึงหน้าต่าง ทะลุกระดาษหน้าต่างออกไป
“มารดาเ้าเถอะ! ถ้ายังกล้าให้ข้าไปนอนกับเ้าอีก ข้าจะตัดเ้าโลกเ้าทิ้งซะ แล้วหมักเอาไปย่างยัดใส่ปากให้เ้ากิน!”
ร้านโทรมๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ไม่ค่อยดีนัก กิจการไม่ค่อยรุ่งเรือง ปกติลูกค้าที่แวะเวียนมาก็มีเพียงไม่กี่คนที่คุ้นเคย แม้ส่วนใหญ่จะมาทานอาหารเพื่อหวังแต๊ะอั๋ง แต่เพื่อปากท้อง ตราบใดที่ลูกค้าไม่ทำเกินไป นางก็ไม่โมโหง่ายๆ
แต่เมื่อนางโกรธขึ้นมา คำด่าของนางนั้นหยาบคายยิ่งนัก
ลู่เต้าที่อยู่นอกหน้าต่างตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว มือที่ค้างอยู่กลางอากาศไม่กล้าเคาะอีกต่อไป แล้วกล่าวว่า “ข้า...ข้าไม่ได้พูดแบบนั้นเสียหน่อย...”
เสี่ยวอวี้จำเสียงลู่เต้าได้ จึงรีบปิดปากตัวเอง เพิ่งรู้ตัวว่าด่าผิดคน
“ขออภัย เมื่อครู่หูเอ้อร์ก็อยู่ที่นี่...ข้าคิดว่าเ้าเป็เขากลับมาอีกน่ะ...” นางราวกับเปลี่ยนเป็คนละคน น้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นในทันที
เสี่ยวไฉที่หลบอยู่หลังลู่เต้าทนไม่ไหว จึงเดินมาที่หน้าต่างแล้วร้องเรียกอย่างร้อนใจ “ท่านพี่! อย่ากลัว! ข้าจะพาพี่ไปจากที่นี่เอง!”
เงาคนสองคน หนึ่งใหญ่หนึ่งเล็กปรากฏขึ้นบนหน้าต่าง เสี่ยวไฉใช้สองมือยกหน้าต่างขึ้นอย่างสุดกำลัง แม้จะออกแรงจนสุดชีวิตแล้ว นอกจากใบหน้าแดงก่ำเพราะออกแรงมากเกินไป บานหน้าต่างก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อน
เมื่อลู่เต้าเห็นเช่นนั้นจึงช่วยเสี่ยวไฉยก บานหน้าต่างทั้งบานก็ถูกยกขึ้นอย่างง่ายดายราวกับขนมปังกรอบ เสี่ยวอวี้ปรากฏตัวต่อหน้าทั้งสองคนด้วยสีหน้าตกตะลึง
เนื่องจากเวลาไม่คอยท่า เมื่อเสี่ยวไฉเห็นพี่สาว จึงยื่นตัวเข้าไปในห้องครึ่งท่อนแล้วเอื้อมมือไปหาพี่สาว “ท่านพี่! ตอนนี้ไม่มีใคร รีบไปเร็ว!”
เมื่อเสี่ยวอวี้เห็นน้องชายพยาองครักษ์ทุกวิถีทางเพื่อมาช่วยนาง น้ำตาก็คลอเบ้า ดวงตาพร่ามัว
เผชิญหน้ากับมือเล็กๆ ที่ยื่นเข้ามา เสี่ยวอวี้กลับไม่คว้าเอาไว้ แต่ถามว่า “ข้างนอกน่าจะมีคนเฝ้าอยู่ พวกเ้าเข้ามาได้อย่างไร”
“แอบเข้ามา บางครั้งก็เจอคน แต่ข้าทำให้พวกเขาหลับไปแล้ว” เขายังคงอยู่ในท่าเดิม มองไปข้างหลังเป็ระยะๆ เพราะกังวลว่าจะถูกจับได้ว่าแอบเข้ามาช่วยเสี่ยวอวี้ “เร็วเข้า! เดี๋ยวพวกเขาก็รู้ว่ามีคนหายไป!”
เสี่ยวอวี้ยังคงยืนแน่นิ่ง ไม่ยอมจับมือเขา
นางส่ายหน้าพร้อมยิ้มและปฏิเสธน้องชาย แล้วกล่าวกับทั้งสองคน “ขอบคุณในความหวังดีของพวกเ้า แต่ข้าไปแบบนี้ไม่ได้”
ไม่เพียงแค่เสี่ยวไฉเท่านั้น แม้แต่ลู่เต้าก็ไม่เข้าใจเช่นกัน เขาเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “เพราะเหตุใด”
เสี่ยวไฉร้อนใจ “พี่ไปหลบซ่อนตัวก่อนก็ได้ รออีกหนึ่งเดือน อายุครบสิบแปดปีค่อยกลับมา! เช่นนี้ก็ไม่เข้าเกณฑ์ พวกเขาก็ไม่อาจบังคับพี่ขึ้นเขาได้แล้ว”
“เด็กโง่ ถ้าข้าจากไป ข้าก็จะถูกตราหน้าว่าเป็ทรยศ ต่อไปเมืองเซียนนี้ก็จะไม่มีที่ให้พวกเราอยู่ จะกลับมาอีกไม่ได้แล้ว” เสี่ยวอวี้กล่าวต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าข้าหนีไป พวกเขาก็แค่หาเด็กสาวคนอื่นขึ้นเขาแทนข้าเท่านั้น”
“ช่างหัวมัน! พวกเรารีบหนีไปก่อนเถอะ!” เสี่ยวไฉคิดจะหนีไปก่อน ค่อยวางแผนกันทีหลัง
เสี่ยวอวี้ส่ายหน้าปฏิเสธอีกครั้ง นางไม่อยากเห็นตระกูลอื่นต้องพบกับความโชคร้ายเพราะความเห็นแก่ตัวของนาง
เสี่ยวไฉไม่เข้าใจอย่างสิ้นเชิง เมื่อเห็นว่าพี่สาวยังคงยืนกรานที่จะไม่ออกไป เขาจึงตัดสินใจปีนหน้าต่างเข้าไป แล้วพานางออกไปด้วยกำลัง
ทว่า ด้านนอกห้องกลับมีเสียงของหญิงวัยกลางคนดังขึ้น “เ้ากำลังคุยกับใคร”
