เมื่อเห็นว่าภรรยารักเป็ห่วง มุมปากของเฝิงต้าจู้ก็อดใจไม่หยักยิ้มไม่ไหว
หลี่ชิงชิงเอ่ยว่า “ข้าได้บอกกับพี่หญิงใหญ่และพี่เขยใหญ่ไว้แล้ว บ้านของพวกเขาขายซาลาเปาอยู่ในตำบลจิ่วชวี เช้าตรู่วันพรุ่ง ท่านพี่เขยสามารถออกเดินทางตรงจากที่นี่ไปยังตำบลจิ่วชวี เพียงเท่านี้ก็จะช่วยร่นระยะทางไปได้หลายลี้เ้าค่ะ”
เฝิงต้าจู้พยักหน้าเห็นด้วย
หลี่หลานหลานเอ่ยถามว่า “ชิงชิง เ้าได้รับกบมาเยอะขนาดนี้ วันพรุ่งนี้ข้าให้พี่เขยของเ้านำไปมอบให้บ้านพี่หญิงใหญ่สักหน่อย เ้าว่าอย่างไร?”
หลี่ชิงชิงย่อมเห็นด้วยอยู่แล้ว หลี่หงหงดีกับนางมาก ฝีมือการทำอาหารของนางล้วนส่งต่อให้หลี่หงหงสืบทอด แล้วกบเพียงไม่กี่ตัวจะนับเป็อันใดได้
เฝิงเอ้อร์จู้จัดการถลกหนังผ่ากบในตะกร้าด้วยความประณีตฉับไว เก็บส่วนหนึ่งเอาไว้ ส่วนที่ถูกถลกหนังนำไปห่อด้วยใบบัวขนาดใหญ่ ใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่ และแขวนไว้ใต้คานของห้องโถง
แถวนี้มีหนูเยอะทีเดียว หากไม่ห้อยเอาไว้สูงหน่อย ย่อมถูกขโมยกินอย่างแน่นอน
กลางดึกคืนนั้น เฝิงต้าจู้ลุกจากเตียงเงียบๆ เขาเดินทางออกจากบ้านไปพร้อมกับเนื้อกบ โดยไม่แม้แต่จะแตะต้องอาหารเช้าด้วยซ้ำ
สำหรับเขาแล้ว มีเพียง่เวลาที่งานในทุ่งนาไม่มากถึงจะสามารถเข้าไปทำงานในเมืองได้ ฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวเป็ฤดูแห่งการทำงาน เขาต้องทำงานหาเงินทุกวันถึงจะสามารถเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัวได้
วันนี้์บันดาลให้ฝนฟ้าไม่ดีเท่าไรนัก ยามย่ำรุ่ง ฝนประจำฤดูใบไม้ร่วงก็เริ่มโปรยปราย โชคดีที่เฝิงต้าจู้พกอุปกรณ์กันฝนออกจากบ้านมาด้วย หลังจากกางร่มที่มีรูรั่วอยู่สองรู เขาก็เดินไปตามเส้นทางบนถนนหลักที่ค่อนข้างลื่น ค่อยๆ ก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าตำบลจิ่วชวีทีละก้าวๆ
ยามที่ใกล้ถึงที่หมาย จากฝนโปรยปรายก็แปรเปลี่ยนเป็หนักขึ้น ผู้คนที่เดินสัญจรไปมาบนถนนหลักมีไม่มากนัก ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเองว่า “วันฝนตกเช่นนี้ คนออกจากบ้านน้อย ค้าขายอาหารจะดีหรือ?”
เพียงครู่เดียว ตำบลจิ่วชวีก็ปรากฏให้เห็นตรงหน้า ถนนชิงสือที่มีช่องทางให้รถม้าผ่านไปพร้อมกันได้สามคันนั้นตัดผ่านทะลุเมือง ถนนสายนี้เป็ถนนสายหลักที่ใหญ่ที่สุดในเมือง และเป็ทางเดียวที่จะเดินทางไปสู่ถนนหลักของเมืองเซียงได้
ยามนั้นยังเป็่เวลาเช้าตรู่ ทว่าสองข้างทางกลับปรากฏร้านค้าแผงลอยตั้งเรียงรายกันพร้อมสรรพแล้ว ไม่ว่าจะขายปลา ผัก ไก่ ไข่ เป็ด ฟืน รองเท้าแตะฟาง ข้าวผัด ขนมแบะแชล้วนมีให้เห็นทั้งหมด
หน้าแผงร้านเหล่านี้ปรากฏลูกค้าที่ถามไถ่บางตานัก มีเพียงร้านเดียวที่ตั้งอยู่บนปลายถนนเท่านั้นที่คึกคักมีชีวิตชีวายิ่ง ห้อมล้อมไปด้วยชาวบ้านนับสิบ ไม่รู้ว่าขายอะไร
เพราะหยาดพิรุณโปรยปราย เหล่าพ่อค้าแม่ขายถึงได้ย้ายแผงลอยเข้าไปยังมุมบ้านของผู้อยู่อาศัยหรือใต้ชายคา
เฝิงต้าจู้เดินจากต้นสายไปยังสุดสายถนน หลังจากที่เมียงมองอยู่สักพัก ก็ยังหาเงาร่างของจวงซานหู่ไม่พบ ในใจให้รู้สึกอึดอัดนัก เพราะว่าวันนี้ฝนตก ครอบครัวสกุลจวงจึงไม่ออกมาตั้งแผงขายของหรือ?
เป็ในตอนนั้นเอง เสียงเกรี้ยวกราดพลันดังแว่วมาจากตรงมุมสุดปลายถนนที่ไม่ไกลนัก “เ้ามาร้องกระจองอแงอันใด เมื่อวานข้าตกลงกับเขาไว้ดิบดีแล้วว่าจะซื้อซาลาเปาทั้งหมดสิบลูก อีกทั้งยังจ่ายเงินมัดจำครบเต็มจำนวนแล้วด้วย หากเ้า้าซื้อซาลาเปาเพิ่ม ก็แค่ไปจองกับเขาไว้ล่วงหน้า ยามนี้จะมาะโใส่ข้าเพื่ออันใด?”
เสียงของบุรุษอีกคนก็ไม่เบาเช่นกัน “เ้าจองไว้ล่วงหน้าแล้ว เหตุใดไม่บอกั้แ่แรก หากเ้าพูดั้แ่แรก ข้าก็ไม่ว่าอันใดแล้ว!”
ยังคงเป็เสียงของบุรุษคนเมื่อครู่ที่เอ่ยเสียงสูงว่า “หลีกทางหน่อย ข้าจะหยิบซาลาเปา!”
แว่วเสียงของสตรีผู้หนึ่งบ่นขรมว่า “พ่อค้าซาลาเปา เหตุใดวันนี้เ้าถึงนำซาลาเปาออกมาขายน้อยนัก เ้าไม่รู้หรือว่าคนี้เีทำอาหารตอนฝนตก?”
เสียงบุรุษอีกคนดังขึ้น ฟังดูแล้วคงเป็พ่อค้าซาลาเปาที่ว่านั่น “เอาละ พี่สาวท่านนี้ ทุกอย่างล้วนเป็ความผิดข้าทั้งสิ้น ข้าคิดว่าวันที่ฝนตกโปรยปรายเช่นนี้ลูกค้าคงไม่อยากออกไปที่ใดนัก จึงบอกให้ภรรยาทำซาลาเปาให้น้อยลง...”
ทุกคนที่มุงอยู่ล้วนเอ่ยอย่างพร้อมเพรียงว่า “ซาลาเปาของเ้าอร่อย ยามฝนตกครั้งหน้าก็นึ่งให้มากหน่อยนะ”
“คนแก่กับเด็กๆ ที่บ้านข้าฟันไม่ดี ก็เลยชอบกินซาลาเปาของบ้านเ้ามาก หากเ้ายังนำออกมาขายน้อยเช่นนี้ ทั้งๆ ที่การค้าก็ดีถึงเพียงนี้ ทำเงินได้ตั้งมากมายแต่ไม่ทำ พวกเ้านี่นะ!”
มีคนเอ่ยถามว่า “ซาลาเปาวันนี้ไส้อะไรหรือ?”
“มะเขือ พริกและเนื้อหมู ภรรยาข้าบอกว่ามิอาจทำไส้แตงกวา พริก และเนื้อหมูไปตลอดได้ จึงเปลี่ยนไส้ ฮ่าๆ”
เมื่อครู่นี้เฝิงต้าจู้ยังไม่กล้าปักใจ ทว่าทันทีที่ได้ยินเสียงหัวเราะลั่นอย่างมั่นอกมั่นใจ ไม่ผิดแน่ นั่นต้องเป็จวงซานหู่อย่างแน่นอน
ที่แท้การค้าอาหารที่ทำจากแป้งของบ้านสกุลจวงก็ได้รับความนิยมถึงขนาดนี้ กระทั่งในวันที่ฝนตกก็ยังมีคนมาซื้อเยอะแยะเพียงนี้
เมื่อนึกเื่ที่ภรรยาตนเองขอให้น้องสาวสอนวิธีการทำแป้งให้ และบ้านของตนก็เตรียมจะขายอาหารที่ทำจากแป้งเช่นกัน ชายหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นยินดี
บุตรเขยสองคนของบ้านตระกูลหลี่พบกันท่ามกลางสายฝน เฝิงต้าจู้ช่วยจวงซานหู่ขายซาลาเปา หลังจากนั้นไม่นาน ซาลาเปาทั้งสามกล่องใหญ่ในรถที่ขนมาก็ถูกขายจนหมดเกลี้ยง
เฝิงต้าจู้รอจนฝูงชนสลายตัวไปจนหมดแล้ว ถึงได้เอ่ยคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจมาระยะหนึ่งออกมา “พี่เขยใหญ่ การขายซาลาเปาสามารถทำเงินให้ท่านได้จริงหรือ?”
“ได้สิ ได้มากด้วย ฮ่าๆ” จวงซานหู่อดเงยหน้าหัวเราะเสียงดังลั่นฟ้ามิได้ หากเป็คนอื่นที่ถามคำถามนี้กับเขา เขาย่อมไม่มีทางเอ่ยตอบตามจริงแน่ ทว่าคนตรงหน้าคือสามีของน้องสาวภรรยา เขาได้ยินน้องภรรยาคนเล็กเอ่ยว่า ต่อจากนี้บ้านพี่เขยของนางก็กำลังเตรียมจะเปิดร้านขายอาหารเช่นกัน เขาคาดว่าการที่สามีของน้องภรรยามาที่นี่ในวันนี้ ก็เพื่อสืบข่าวว่าการค้าซาลาเปานั้นเป็ไปด้วยดีหรือไม่
เฝิงต้าจู้ยินดีเป็อย่างยิ่ง เขาถามถึงต้นทุนและกำไรอย่างละเอียด หลังจากนั้นก็ถูกข้อมูลเื่ผลกำไรสูงซัดเข้าหน้าจนใอ้าปากค้างด้วยความงุนงง
เขาที่ทำงานในอำเภอตั้งเช้าตรู่จรดพลบค่ำ ทั้งใช้เวลานานและเหนื่อยสายตัวแทบขาด ทว่าวันหนึ่งกลับทำเงินได้เพียงหกเหรียญทองแดงเท่านั้น
ทว่าจวงซานหู่สองสามีภรรยาช่วยกันขายซาลาเปา วุ่นวายไม่ถึงครึ่งวันก็ทำเงินได้ถึงหลายร้อยเหรียญทองแดง นับเป็เงินหลายตำลึงต่อเดือน!
ช่างเป็ความแตกต่างที่มิอาจจินตนาการได้
โชคดีที่เขามิได้มีแิบุรุษเป็ใหญ่ มิได้ปฏิเสธแิการค้าขายของภรรยา โชคดีที่วันนี้เขามาสอบถาม มิเช่นนั้นคงจะเสียใจในภายหลังขนาดโยนตัวเองลงแม่น้ำตายแน่
ั้แ่วินาทีนั้นเป็ต้นมา เฝิงต้าจู้ก็โยนเื่การทำงานในอำเภอหายเข้าไปในกลีบเมฆ มุ่งมั่นตั้งใจคิดเื่การค้าเพียงอย่างเดียว
เขาสอบถามจวงซานหู่เกี่ยวกับซึ้งนึ่งซาลาเปาเอย เื่กล่องเอย และอีกมากมาย
“น้องเขย ข้าทำซึ้งซาลาเปาเป็ ซึ้งซาลาเปาที่ใช้อยู่ที่บ้านก็เป็ข้าทำเอง” จวงซานหู่เห็นฝนทำท่าจะตกหนักขึ้นเรื่อยๆ ยังดีที่ซาลาเปาขายหมดเกลี้ยงแล้ว จึงเอ่ยว่า “เ้าตามข้ากลับไปที่บ้าน ไม่ต้องซื้อซึ้งใหม่แต่อย่างใด รอจนข้าทำเสร็จบ่ายนี้ เ้าก็เอากลับบ้านไปได้เลย”
หม้อซึ้งที่ใช้ทำอาหารนั้นจำเป็ต้องมี เกรงว่าเงินที่จะต้องจ่ายย่อมราคาหลายเหรียญทองแดง ต่อให้ซื้อในหมู่บ้านก็ตาม
เฝิงต้าจู้ขอบคุณเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จวงซานหู่เปิดให้เฝิงต้าจู้ดูเกวียนที่ใช้ขนสิ่งของ กล่องไม้ และเนื้อหมูห้าจินที่เขาซื้อมาจากตลาดในราคาเจ็ดสิบเหรียญทองแดง
หมูสองจินแบ่งไว้ทำซาลาเปาขายในวันพรุ่งนี้ ส่วนอีกสามจินใช้สำหรับเลี้ยงรับรองเฝิงต้าจู้
หลังจากหยาดฝนเบาลง สองบุรุษก็เดินทางออกจากตำบลจิ่วชวี มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตง
ยามที่หลี่หงหงเห็นสามีของน้องสี่มาหา ก็รู้สึกยินดีและประหลาดใจนัก ยิ่งเห็นว่าเขานำเนื้อกบหลายจินมาด้วย นางก็ต้อนรับอย่างยิ้มแย้ม “เนื้อกบแพงขนาดนั้น เ้าจะเสียเงินซื้อไปทำไมกัน?”
เฝิงต้าจู้เอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้าน “พี่สาว ข้าจะมีเงินซื้อเนื้อกบได้อย่างไร นี่เป็ของขวัญตอบแทนจากคนที่น้องชิงชิงช่วยชีวิตเอาไว้ ชิงชิงมอบให้ครอบครัวข้าครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งมอบให้บ้านท่าน”
หลี่หงหงเอ่ยอย่างใ “หา ตอบแทนที่ช่วยชีวิตไว้หรือ?”
เฝิงต้าจู้ยิ้มพลางเอ่ยอธิบายถึงเหตุผลที่ว่า เหตุใดครอบครัวของเทียนเป่าจึงให้กบมาเมื่อวานนี้
ยามนี้แม้แต่จวงซานหู่ก็ใเช่นกัน เขาไม่เคยได้ยินหลี่หงหงบอกมาก่อนว่าหลี่ชิงชิงรู้วิชาแพทย์ด้วย?
เฝิงต้าจู้มองสีหน้าของทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยกระซิบกระซาบว่า “ที่แท้พวกท่านก็ไม่รู้หรือว่าชิงชิงรู้วิชาแพทย์”
หลี่หงหงขมวดคิ้วพร้อมเอ่ย “น้องชิงชิงช่างอาจหาญเกินไปแล้ว นั่นคืออสรพิษเชียวนะ!”
จวงซานหู่กล่าวต่อ “ใช่ งูใบไผ่เขียวมีพิษร้ายแรง ชิงชิงช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก”
เฝิงต้าจู้รีบร้อนอธิบายอย่างรวดเร็ว “งูพิษตัวนั้นกัดพ่อค้ากบ ชิงชิงไม่เห็นแม้แต่ตัวของงูพิษด้วยซ้ำ”
หลี่หงหงเอ่ยด้วยความเป็ห่วง “ต่อให้ครั้งนี้เด็กคนนี้สามารถช่วยชีวิตคนให้รอดได้ ทว่าครั้งหน้าเล่า ช่วยพันครั้งหากมีหนึ่งครั้งที่ช่วยไม่ได้ ทั้งคนป่วย ทั้งครอบครัวของคนป่วย คงมิใช่จะหันมาชำระความเอากับนางแทนหรอกหรือ?”
