เสียงะโร้องสั่งให้ฆ่าดังขึ้น ทำให้สาวน้อยที่กำลังหลับฝันหวานต้องสะดุ้งตื่น แองเจล่าผวาลุกขึ้นนั่ง และสิ่งแรกที่นางเห็นก็คือซุนเฟยที่กำลังยืนถือขวานอยู่ในมือ ทันใดนั้น หัวใจของนางก็พลันสงบลงก่อนจะเอ่ยถามว่า “อเล็กซานเดอร์ มันเกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“พวกเราออกไปดูกันเถอะ!” ซุนเฟยหยิบผ้าคลุมสีแดงมาคลุมไหล่ของแองเจล่าอย่างนุ่มนวลแล้วกล่าวต่อไปว่า “มากับข้า ออกไปให้เหล่าทหารได้เห็นว่าาาและราชินียังยืนอยู่ข้างๆ พวกเขา”
ตอนนี้เอง เจ็มม่าก็ค่อยๆ สะลึมสะลือลุกขึ้นมา
ทั้งสามคนก็พากันเดินออกมาจากเต็นท์
ทหารเมืองแซมบอร์ดต่างมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ฉับไวมาก เพียงชั่วพริบตาพวกเขาก็สามารถจัดรูปขบวนป้องกันขึ้นมาได้ โล่ฟันเลื่อยนับห้าสิบโล่ต่างเข้าประกบเชื่อมต่อกันเป็แนวยาว กลายเป็กำแพงเหล็กสูงที่เคลื่อนที่ได้ พวกเขาถอยเข้ามาล้อมรอบาาของพวกเขาไว้เพื่อป้องกันข้าศึกยิงธนูเข้ามา แม้ว่าทหารบางนายจะสวมเพียงแค่กางเกง แต่พวกเขาก็ไม่มีทีท่าหนาวสั่นไปกับลมหนาวที่พัดผ่านร่าง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาแข็งแกร่งมาก
แต่ผู้ที่มีปฏิกิริยาไวที่สุดก็คือเหล่าอัศวินเซนต์ เห็นได้ชัดว่าแม้แต่เวลานอนพวกเขาก็ไม่เคยถอดชุดเกราะออก ดังนั้น ตอนนี้พวกเขาจึงเป็กลุ่มเดียวที่สวมชุดเกราะครบชุด เพียร์ซ ดร็อกบา และพัศดีโอเลเกร์นำกำลังคนทั้งหมดขึ้นขี่เฟลมมิ่ง บีตส์ ในมือของพวกเขาถือขวานั์ ร่างของพวกเขาเอียงกายไปด้านหน้า เฟลมมิ่ง บีตส์ที่พวกเขาขี่อยู่ก็กระสับกระส่ายเหมือนกระทิงใกล้คลั่ง พวกมันยกกีบเท้ากระทุ้งพื้นตลอดเวลา แค่ซุนเฟยออกคำสั่งมา พวกเขาก็พร้อมที่จะพุ่งเข้าไปกวาดศัตรูให้เรียบเหมือนพายุทอร์นาโด
ผู้นำอัศวินเซนต์แปเตอร์ แช็คและแฟรงก์ แลมพาร์ดต่างพากันะโขึ้นไปบนต้นไม้ั์ที่อยู่ข้างๆ ค่าย เส้นผมที่ปลิวไปตามแรงลม ท่วงท่าอันอาจหาญและเงาร่างที่องอาจของพวกเขาทำให้คนที่มองรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย ผ้าคลุมสีแดงด้านหลังของเขาโบกสะบัดไปตามแรงลม ส่งเสียงพรึ่บๆ พวกเขาดูเหมือนพยัคฆ์ร้ายทั้งสองตัวที่กำลังกวาดสายตามองเหยื่อที่อยู่รอบๆ อย่างดูแคลน
เสียงหอนของสุนัขั์สีดำดังขึ้นมา ในดวงตาของมันฉายแววอำมหิตขึ้นจางๆ
เต็นท์ขององค์หญิงนาตาชาตั้งอยู่ไม่ไกลจากเต็นท์ของซุนเฟย ตอนนี้ที่หน้าเต็นท์ของนางมีหัวหน้าอัศวินโรมัน ปัฟลูย์เชนโค นักรบสาวซูซาน และเหล่าอัศวินล้อมรอบคอยอารักขาไว้
ทันใดนั้นก็มีเสียงที่ดังขึ้นเรื่อยๆ เหมือนมีบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา
ปรากฏคบเพลิงที่สว่างไสวราวกับแสงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืน เห็นได้ชัดว่ามีทหารม้าจำนวนมากกำลังวิ่งเข้ามาฆ่าพวกเขา
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนแปลกใจก็คือ เมื่อเหล่าทหารม้าของฝ่ายศัตรูวิ่งเข้ามาในระยะรัศมีหกเจ็ดร้อยเมตร พวกมันก็ดึงบังเหียนให้ม้าหยุด แสงจากคบเพลิงที่สว่างไสวอยู่ในความมืดทำให้พวกเขามองเห็นได้รางๆ ว่าเป็ทหารม้าของเมืองแบล็กสโตน พวกมันมีประมาณสามร้อยนาย ในมือถือหอกแหลมคม สวมชุดเกราะ ม้าศึกก็สวมหมวกเกราะปิดจมูกของมันด้วย ทหารม้าเหล่านั่นเคาะโล่เข้ากับชุดเกราะจนเกิดเสียงดัง ในขณะที่ะโออกมาว่าฆ่าไม่ขาดสาย แต่กลับไม่วิ่งเข้ามาสักที
“เตรียมตัว!”
แช็คะโสั่งลงมา ในค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดก็เกิดเสียงโลหะดังขึ้น ไม่ว่าจะเป็เสียงชักดาบ เสียงยกขวานหรือเสียงหอกกระทบพื้น คมดาบ ขวานและหอกเปล่งประกายเย็นะเื ในตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็จิติญญาหรือร่างกาย เหล่าอัศวินเซนต์และเทศกิจทุกนายต่างก็เหมือนคันธนูที่ถูกน้าวสายจนตึง ขอเพียงมีคำสั่งลงมา พวกเขาก็พร้อมที่จะกลายเป็ลูกธนูพุ่งออกไปปลิดชีพศัตรูตรงหน้า
บรรยากาศก็พลันร้อนระอุขึ้นมาเมื่อได้ยินเสียงะโร้องว่าฆ่าจากฝ่ายศัตรู
จากนั้น
“ฮ่าๆๆๆ...ถอนตัว!”
ทันใดนั้น พวกเขาก็ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด อยู่ๆ หัวหน้าทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนก็หัวเราะออกมาเสียงดัง แล้วโบกมือส่งสัญญาณให้เหล่าทหารม้าอีกสามสี่ร้อยนายพากันหันม้ากลับ แล้วควบม้าหายเข้าไปในความมืด ไม่ได้มีทีท่าว่าจะเข้าโจมตีเลยสักนิด
นี่หมายความว่าพวกเขาตื่นตูมกันไปเอง?
ซุนเฟยขมวดคิ้ว เขามองเห็นแช็คส่งสายตามองมาเหมือนอยากจะถามว่าจะเอาอย่างไรต่อ ซุนเฟยส่ายหน้าก่อนจะโบกมือให้เหล่าทหารกลับไปพักผ่อน
สุดท้ายเื่ก็ไม่ได้จบลงง่ายๆ แบบนี้
ผ่านไปสักชั่วโมงในขณะที่ทุกคนกำลังจะงีบหลับอีกครั้ง ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงะโว่าฆ่าดังขึ้นมา ทุกคนพากันสะดุ้งตื่นใ เป็ทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนที่เข้ามาก่อกวนอีกแล้ว และมันก็เหมือนกับครั้งแรกไม่มีผิด เมื่อพวกเขาเข้ามาใกล้ค่ายทหารเมืองแซมบอร์ดในรัศมีหกเจ็ดร้อยเมตรก็พากันหยุด แน่นอนว่าไม่ได้ก้าวล้ำลูกธนูเปื้อนเืสักนิด จากนั้นพวกเขาก็พากันหัวเราะก่อนจะถอนตัวจากไป
เป็แบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทั้งคืน พวกเขาโดนไอ้พวกสารเลวนั่นก่อกวนอย่างน้อยๆ ก็สิบครั้งขึ้นไป
จนถึงตอนรุ่งสาง พวกทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนถึงได้พากันถอนตัวและไม่กลับมาอีก แต่ซุนเฟยสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าไม่มีใครได้นอนหลับเต็มอิ่มเลยสักคน ใบหน้าของทหารแต่ละนายดูเหนื่อยล้ามาก แปเตอร์ แช็คสั่งให้เหล่าอัศวินเซนต์เก็บข้าวของเตรียมตัวออกเดินทาง ในขณะเดียวกันก็สั่งให้ทหารบางส่วนแยกย้ายกันไปตรวจสอบว่า ภายในรัศมีห้าหกกิโลเมตรนี้มีททหารม้าของเมืองแบล็กสโตนแอบซุ่มอยู่รอบๆ หรือไม่
หลังจากนั้น พวกเขาก็เริ่มเดินทางอีกครั้ง ซุนเฟยขี่หลังสุนัขั์สีดำพลางครุ่นคิดอยู่ในใจ
ระหว่างที่เดินทาง แม้ว่าพวกเขาจะไม่เห็นทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนกลุ่มใหญ่เหมือนเมื่อคืน แต่ก็มีทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนราวๆ สิบคนคอยตามอยู่ด้านหลังเพื่อจับตาดูความเคลื่อนไหวของกองทัพเมืองแซมบอร์ด แน่นอนว่าเพียร์ซกับดร็อกบาอยากจะพุ่งเข้าไปสังหารพวกมันใจจะขาด แต่แช็คก็เป็คนห้ามไว้ แม้จะรู้ดีว่าพวกมันไม่ได้มีเจตนาดี แต่ตอนนี้พวกเขาอยู่ในอาณาเขตของฝ่ายศัตรู ไม่ว่าพวกมันอยากจะไปที่ไหนก็ถือว่าเป็สิทธิ์ของพวกมัน หากเราสังหารมันโต้งๆ โดยไม่มี ‘เหตุผล’ มากพออาจจะทำให้เกิดปัญหามากขึ้นในระหว่างการเดินทางไปเมืองหลวงของราชอาณาจักรเซนิทครั้งนี้ อีกประการหนึ่ง าาอเล็กซานเดอร์ก็ยังไม่มีคำสั่งใดๆ ออกมา แสดงว่าเขากำลังพิจารณาเื่นี้อยู่ แช็คไม่อยากให้หนุ่มเืร้อนทั้งสองคนนี้ทำแผนขององค์าาเสียหาย!
เมืองแบล็กสโตนเป็อาณาจักรบริวารระดับสี่ แน่นอนว่าอาณาเขตของพวกเขาย่อมกว้างกว่าเมืองแซมบอร์ดและอาณาจักรล้ายซือ ดังนั้น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเดินทางตลอดทั้งวันก็ยังไม่พ้นอาณาเขตของเมืองแบล็กสโตนอยู่ดี
ก่อนที่พระอาทิตย์จะตกดิน ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางออกมาจากทุ่งหญ้าแล้ว
มองไปไกลๆ จะก็เห็นป่าูเาเขียวชอุ่มและเนินเขาที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา เหล่าทหารในกองทัพอดไม่ได้ที่จะโห่ร้องออกมาอย่างดีใจ บางคนก็ร้องเพลงออกมา สำหรับทหารเมืองแซมบอร์ดแล้ว พวกเขาไม่เคยเดินทางมาไกลถึงขนาดนี้ ทั้งวันได้แต่มองไปยังทุ่งหญ้าสีเหลืองทองจนแสบตา การที่ได้เห็นป่าูเาเขียวชอุ่มที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตาก็ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนได้กลับบ้านเกิดของตัวเอง เป็ความรู้สึกคุ้นเคยและคิดถึง
เทือกเขาแห่งนี้มีชื่อเรียกว่าเทือกเขาอาทิตย์ ถิ่นกำเนิดของมันอยู่ในอาณาจักรแบล็กสโตน เทือกเขาแห่งนี้ทอดยาวผ่านพื้นที่ของหลายๆ อาณาจักร รวมไปถึงราชอาณาจักรเซนิทด้วย แม้ว่าจะเทียบไม่ได้กับูเาด้านหลังของเมืองแซมบอร์ด แต่เทือกเขาแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยทรัพยากรสินแร่และแร่เหล็ก ส่วนใหญ่จะถูกสงวนไว้ให้แก่ราชอาณาจักรเซนิท และนี่ก็เป็เหตุผลที่ว่าทำไมเมืองแบล็กสโตนถึงได้ทุ่มกำลังทัพจับศึกพร่ำเพรื่อ นั่นก็เพราะพวกเขามีทรัพยากรและทุนทรัพย์เป็ตัวสนับสนุน ซึ่งได้เปรียบกว่าเมืองแซมบอร์ดที่เป็พื้นที่รกร้างเสียส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่ว่าเมืองแซมบอร์ดชนะาได้อย่างสวยงามติดๆ กันถึงสองครั้ง เกรงว่าตอนนี้ก็ยังคงมีปัญหาเื่ชุดเกราะและอาวุธอยู่เป็แน่
ในเทือกเขาอาทิตย์จะมีอุโมงค์เหมืองแร่น้อยใหญ่เต็มไปหมด ที่นี่ถือเป็สถานที่สำคัญสำหรับทางการทหาร ดังนั้นเมืองแบล็กสโตนจึงได้สร้างป้อมปราการค่ายทหารเล็กๆ ไว้ ที่ทางเข้าูเามีด่านหลายแห่งและมีการคุ้มกันอย่างแ่า เมื่อกองทัพเมืองแซมบอร์ดเดินทางมาถึงด้านหน้าูเาก็จะเห็นจำนวนทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนเพิ่มมากขึ้น แต่ก็เห็นเป็เพียงแสงวิบวับของชุดเกราะอยู่ไกลๆ พวกเขาไม่ได้เข้ามาในรัศมีหนึ่งพันเมตรของกองทัพเมืองแซมบอร์ด
ถ้าอยากไปทันเข้าร่วมการแข่งขันการซ้อมรบที่เมืองหลวงเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก พวกเขาก็จำเป็ต้องเดินทางผ่านูเาลูกนี้เท่านั้น
จนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน ความมืดเข้าปกคลุม กองทัพเมืองแซมบอร์ดก็เดินทางมาถึงตีนเขา
ซุนเฟยมองเห็นป้อมปราการของเมืองแบล็กสโตนที่มีการคุ้มกันอย่างแ่า ในใจก็ครุ่นคิดบางอย่าง ก่อนจะสั่งให้แช็คเรียกทหารที่ออกไปลาดตระเวนกลับเข้ามา พวกเขาตั้งค่ายทหารขึ้นที่ตีนเขาห่างไกลจากป้อมปราการทหารที่มีแสงสว่างจ้า
ทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนก็ปรากฏตัวออกมาอีกครั้งตอนเที่ยงคืน
พวกเขาไม่ได้เข้าไปในรัศมีห้าร้อยเมตรของค่ายทหารเมืองแซมบอร์ด แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงส่งเสียงหัวเราะกวนประสาท และใช้อาวุธเคาะชุดเกราะของตัวเองจนเกิดเสียงดังเพื่อก่อกวนพวกทหารในค่ายเมืองแซมบอร์ด ยามที่ได้เห็นค่ายที่เงียบสงบเริ่มปั่นป่วนขึ้นมา เหล่าทหารม้าเมืองแบล็กสโตนก็ยิ่งหัวเราะออกมาเสียงดังด้วยความสะใจ
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวอีกสี่สิบนาทีพวกเราค่อยกลับมาใหม่!” หัวหน้าทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนถอดหมวกเกราะออกขณะที่หัวเราะออกมาเสียงดัง “พวกชาวนาเมืองแซมบอร์ดที่น่าสงสารพวกนี้คงกำลังเสียใจอยู่แน่ๆ จนปานนี้ยังไม่ได้หลับเลยสักงีบ เกรงว่าพอถึงพรุ่งนี้แม้แต่แรงจะจับอาวุธก็คงไม่มี....”
“ฮ่าๆๆ ใช่แล้ว แผนการขององค์าาคานต์ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!” ทหารอีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็กล่าวขึ้นมา
หัวหน้าทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนก็ยืดอกเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง อดไม่ได้ที่จะเหยียดยามว่า “มันแน่นอนอยู่แล้ว ท่านพ่อของข้าทั้งชาญฉลาดทั้งมากความสามารถ ไอ้าาปัญญาอ่อนอเล็กซานเดอร์อะไรนั่นจะเอาที่ไหนมาเทียบท่านพ่อข้าได้? ปล่อยให้พวกมันมีชีวิตต่อไปก่อนเถอะ ฮึ รอจนแผนการสำเร็จเมื่อไร เมืองแซมบอร์ดจะต้องถูกบดขยี้แน่ ไอ้พวกชาวเมืองแซมบอร์ดทุกคนจะถูกต้อนไปเป็แรงงานทำเหมืองแร่แบบไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวัน ลูกหลานของพวกมันจะต้องกลายเป็เพียงทาสชั้นต่ำตลอดกาล!”
“ถอย! พวกเรากลับไปพักที่ป้อมปราการเมืองแบล็กสโตนกันดีกว่า หลังจากนี้อีกสี่สิบนาทีค่อยมาปลอบโยนพวกยาจกพวกนี้ต่อ!”
ทหารม้าหนุ่มก็โบกมือ ก่อนจะพากันทยอยหันม้ากลับเพื่อไปที่ป้อมปราการเมืองแบล็กสโตน…
แต่ทันใดนั้นเอง
“ในเมื่ออุตส่าห์มาหาที่ตายทั้งที คิดว่าจะได้ไปง่ายๆ งั้นหรือ?”
เสียงเ็าที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ไหนดังขึ้น ไม่ทันที่พวกทหารม้าจะได้มีปฏิกิริยาตอบสนอง แสงสว่างหนึ่งม่วงหนึ่งเขียวก็พลันะเิออกมาจากในความมืด พุ่งเข้ามาที่ร่างของพวกเขาประหนึ่งดาวตก เสียงปึ้ดหลายเสียงดังขึ้น ก่อนจะมีเืพุ่งออกมาถึงสี่สาย ทหารม้าที่อยู่ด้านขวาสุดทั้งสี่นายไม่ทันจะได้ชักดาบออกมาก็ถูกฟันจนหัวหลุดจากคอ ก่อนที่จะร่วงลงสู่พื้นกลายเป็ศพไร้หัว...
“ข้าศึกโจมตี!” เสียงะโดังขึ้น
“ระวัง เขาอยู่ด้านขวา...”
“ฆ่ามันเสีย ฆ่ามันให้ข้า!”
“ข้าไม่เห็นแม้แต่เงาเขาเลย เขาเร็วมาก ถอยๆๆ เขาเป็ยอดฝีมือยอดฝีมือระดับสูง!”
ไม่ช้า กองทหารม้าก็เกิดความวุ่นวายขึ้นมา เงาที่เหมือนปีศาจร้ายปรากฏขึ้นด้วยความเร็วที่ไม่น่าเชื่อ ทุกครั้งที่แสงสว่างหนึ่งม่วงหนึ่งเขียวปรากฏขึ้นในความมืดจะต้องมีคนตายในทันที เหล่าทหารม้าพยายามดิ้นรนมีชีวิตรอด แต่ก็ไม่อาจหยุดร่างเงานั่นได้แม้แต่วินาทีเดียว กองทหารม้าทั้งสองร้อยนายต่างก็เสียรูปขบวนในพริบตา!
“อย่าร้อนรน จัดรูปขบวน!” หัวหน้าทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนะโออกมา
แต่วินาทีนี้ คำสั่งของเขาไม่มีประโยชน์แล้ว
ในขณะที่เหล่าทหารม้าต่างมองไปทางด้านขวามืออย่างตกตะลึง ทันใดนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นที่ด้านซ้ายมือของเหล่าทหาร แสงสว่างที่เหมือนแสงดาวก็ปรากฏขึ้นมาในความมืด เพียงเสี้ยววินาที แสงดาวนั่นก็สว่างเจิดจ้าขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ และนั่นก็ทำให้พวกเขาสูญเสียประสาทการมองเห็นไปในทันที แสงสว่างที่รุนแรงประหนึ่งสายฟ้าฟาดก็พลันะเิออกมา...
“หมัด...สาย...ฟ้า!”
เสียงะโดังกึกก้อง ทหารม้าทุกนายที่อยู่ภายในรัศมียี่สิบเมตรรอบกายเขาต่างถูกจู่โจมด้วยกระแสไฟฟ้าที่แข็งแกร่ง หัวหน้าทหารม้าที่อยู่ห่างออกไปเบิกตากว้างอย่างใ เขาแทบไม่อยากเชื่อสายตาของตัวเองในตอนนี้เลย เขาเห็นเพียงแสงสว่างเจิดจ้า ร่างของทหารม้าทุกนายเหมือนถูกชกด้วยหมัดขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็น ชุดเกราะเหล็กกล้ายุบเข้าไป หมวกเกราะเหล็กแตกกระจาย บนโล่เหล็กก็เต็มไปด้วยรอยหมัดอย่างชัดเจน อาวุธของพวกเขาแตกกระจายเป็ชิ้นๆ ราวกับเป็แค่ไม้ที่เปราะบาง ปากของพวกเขากระอักเืออกมา ม้าศึกที่อยู่ใต้ร่างเขาก็มีเืไหลออกมาจากจมูกไม่ขาดสาย หัวหน้าทหารม้าหนุ่มได้ยินเสียง ‘ผัวะๆๆ’ ดังขึ้นเป็ชุด เขาได้ยินเพียงเสียงออกหมัดดังขึ้น แต่กลับมองไม่เห็นหมัดที่น่ากลัวนั่นเลยแม้แต่หมัดเดียว!
เมื่อแสงสว่างสิ้นสุดลง
ร่างที่องอาจก็ค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ ดาบั์สีดำที่อยู่ด้านหลังของเขาทำให้เขาเหมือนกำลังแบกูเาที่สูงตระหง่านอยู่ด้านหลัง ผ้าคลุมสีแดงสดที่โบกสะบัดไปตามแรงลมไม่เปื้อนหยดเืแม้แต่หยดเดียว
ปึงๆๆๆ!
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านไป บนร่างของทหารทั้งยี่สิบคนเต็มไปด้วยรอยหมัด กระดูกทั่วร่างของพวกเขาถูกบดขยี้จนแหลกละเอียด ทั้งคนและม้าต่างสูญเสียโอกาสที่มีชีวิตรอดต่อไป ร่างของพวกเขาค่อยๆ ทยอยกันล้มลงกองกับพื้น
เร็ว!
เร็วมาก!
ความเร็วระดับนี้เกินขีดจำกัดที่มนุษย์ธรรมดาจะมองเห็นได้
ทันใดนั้น หัวหน้าทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนก็รู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นที่เข้าปกคลุมร่าง ความแข็งแกร่งของเขาใช่ว่าจะกระจอก เขาเป็ถึงนักรบคลื่นพลังสองดาวระยะกลาง อีกทั้งตัวเขาเองก็นับได้ว่าเป็คนที่โดดเด่นที่สุดในบรรดาองค์ชายแห่งเมืองแบล็กสโตน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวของชายที่แบกดาบั์คนนั้นได้
และนั่นหมายความว่า เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย
“เ้าเป็ใคร? รู้หรือไม่ว่าพวกข้าคือกองทหารม้าของเมืองแบล็กสโตน? พวกเ้ากล้ามาหาเื่เมืองแบล็กสโตนแบบนี้อยากตายหรืออย่างไร?” หัวใจของหัวหน้าทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนเริ่มจมลงทีละน้อย เขาะโบอกชื่อเมืองแบล็กสโตนออกมาด้วยความโมโห ราวกับว่าชื่อนี้จะสามารถนำความกล้าของเขากลับคืนมาได้
“ฮึๆ การได้ฆ่าไอ้พวกลูกหมาเมืองแบล็กสโตนนับว่าเป็เื่ที่สมควรแล้ว!”
“ถุย คิดว่าเมืองแบล็กสโตนยิ่งใหญ่แค่ไหนเชียว?”
แม้ว่าชายที่แบกดาบั์อยู่ด้านหลังจะไม่สนใจหัวหน้าทหารม้า แต่ไม่ใช่กับบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ที่ะโมาจากด้านหลัง วินาทีต่อมาก็มีเสียงร้องโหยหวนของเหล่าทหารม้าดังขึ้น หัวหน้าทหารม้าก็เห็นบุรุษที่เปลือยอกสองคนกำลังพุ่งทะยานเข้ามา ในมือของพวกเขาถือโล่เหล็กขนาดใหญ่และขวานั์ไว้ในมือ พละกำลังของพวกเขาเหนือกว่าที่จินตนาการไว้เสียอีก ทหารม้าและม้าศึกต่างถูกพวกเขาพุ่งเข้าชน ร่างของพวกเขาลอยขึ้นไปในอากาศประหนึ่งถูกพายุทอร์นาโดพุ่งเข้าใส่...
“ที่แท้ก็เป็พวกเ้า...”
หัวหน้าทหารม้าของเมืองแบล็กสโตนพลันขมวดคิ้ว เพราะเขาจำได้แล้วว่าศัตรูพวกนี้เป็ใคร พวกเขาก็คือสองอัศวินโกลด์เซนต์แห่งเมืองแซมบอร์ด อัศวินโกลด์เซนต์ทอรัส และอัศวินโกลด์เซนต์แคปริค่อน
ในข่าวลือกล่าวกันว่า สองคนนี้แข็งแกร่งและโเี้มาก พวกเขาชื่นชอบที่จะใช้มือบีบกะโหลกของศัตรูให้แตกกระจายคามือ ไม่ก็ใช้อาวุธั์ในมือสับร่างของข้าศึกเป็ชิ้นๆ ว่ากันว่าทั้งสองคนมีรสนิยมในการสังหารเป็ของตัวเอง เช่น อัศวินโกลด์เซนต์ทอรัสชอบที่จะใช้มือบีบหัวศัตรูให้แหลกละเอียดมากกว่าใช้อาวุธ สองคนนี้ถูกระบุไว้ว่าเป็ตัวอันตรายที่สุด คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าวันนี้จะได้มาเจอกับตัว
เมื่อเห็นชายฉกรรจ์ที่เป็เหมือนอสูรกายทั้งสองคนพุ่งเข้ามาหาตัวเอง ในที่สุด หัวหน้าทหารม้าก็เข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ข่าวกรองพูดนั้นเป็ความจริง วินาทีนี้ความหยิ่งทระนงในฐานะองค์ชายและท่าทีดูถูกเหยียดหยามก็สลายไปทันที เขารู้ดีแก่ใจว่าตัวเองไม่ใช่คู่มือของสองอสูรกายนั่น หัวหน้าทหารม้ารีบดึงม้าหมุนกลับเพื่อจะหนี...
แต่ชายฉกรรจ์ที่น่ากลัวทั้งสองคนนั้นเล็งเป้าหมายมาที่เขาอย่างชัดเจน ทั้งสองคนไล่ตามไปติดๆ
“ใครให้เ้ามากวนบิดาตอนจะหลับจะนอนกััน ตายเสียเถอะไอ้ลูกหมา!” พอล เพียร์ซตวาดขึ้นมา
“ถ้าบิดาโกรธ ผลที่ตามมามันจะร้ายแรงน่าดูเชียว!” ดิดิเย ดร็อกบาแสยะยิ้มออกมา
ทั้งสองคนเหมือนกับฉลามั์ที่กำลังแหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทร หากได้กลิ่นเืแม้แต่หยดเดียวจะแสยะเขี้ยวที่แหลมคมแล้วรีบพุ่งเข้ามา เพียงเสี้ยววินาทีทั้งสองคนก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าหัวหน้าทหารม้าแล้ว แค่แรงลมของขวานที่พุ่งผ่านหน้าก็ทำให้หัวหน้าทหารม้ารู้สึกเหมือนถูกกรีดที่ใบหน้า เขารีบชักดาบออกมารับการโจมตีนั่น และพยายามโคจรคลื่นพลังให้ห่อหุ้มดาบตัวเองไว้ ทว่ามันก็ไม่สามารถหยุดพวกเขาได้แม้แต่วินาทีเดียว ดาบของเขาพลันแตกกระจายเป็ชิ้นๆ หัวหน้าทหารม้าไม่มีโอกาสแม้แต่จะร้องออกมาสักคำ ร่างของเขาก็ถูกฟันเป็สองท่อน ม้าศึกที่เขาขี่อยู่ก็ถูกสับเป็ชิ้นๆ!
ครึ่งท่อนบนของหัวหน้าทหารม้าลอยออกไป จิตสำนึกสุดท้ายของชีวิตทำได้เพียงอ้าปากค้าง ตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า เมื่อได้เห็นฉากสุดท้ายที่น่ากลัว
ร่างอวบอ้วนที่มีรอยแผลบนหน้าผากเขากำลังไล่สังหารทหารม้าของเมืองแบล็กสโตน เืเนื้อของลูกน้องเขากำลังปลิวว่อนกระจายไปทั่วท้องฟ้า ไม่มีใครหนีรอดไม่จากคมขวานของชายร่างอ้วนคนนั้นได้ ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว ไขมันในร่างก็จะกระเพื่อม แต่ถึงอย่างนั้น ความเร็วของเขาก็ยังคงเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป
ชายรูปร่างสูงผอมที่สวมเกราะอ่อนและใส่ผ้าคลุมสีแดงเหมือนกับคนอื่นๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นมา ดาบในมือพลันะเิแสงสว่างเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงดาวบนท้องฟ้า ก่อนจะฟันไปที่ร่างของทหารม้าเมืองแบล็กสโตนอย่างรวดเร็ว ดุดันประหนึ่งนักเต้นที่กำลังโชว์สเต็ปอยู่บนฟลอร์เต้นรำ ทุกที่ที่แสงสว่างผ่านไปนั่นหมายถึงความตายกำลังไปเยือน
ทันทีที่ยอดฝีมือปรากฏตัวออกมา ราวกับว่าเสือร้ายได้หลุดเข้าไปในฝูงแกะ เขาไล่สังหารเหล่าทหารม้าเมืองแบล็กสโตนอย่างไร้ความปรานี
เมื่อร่างครึ่งท่อนของหัวหน้าทหารม้าตกลงสู่พื้น สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นก็คือ แสงสว่างหนึ่งเขียวหนึ่งม่วงพลิ้วไหว กวัดแกว่งไปมาในอากาศ ก่อนที่ทั้งคนทั้งม้าถูกฟันเป็ชิ้นๆ...เพียงพริบตาเดียว ทหารม้าเมืองแบล็กสโตนสองร้อยนายก็เหลือแค่ซาก
แม้จะตายไปแล้ว แต่ดวงตาของหัวหน้าทหารม้าก็ยังคงเบิกกว้าง เหมือนคนตายตาไม่หลับ
เขาจำใบหน้าของศัตรูเหล่านี้ได้ ทั้งหมดเป็ยอดฝีมือที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของาาเมืองแซมบอร์ด แม้แต่าาเมืองแซมบอร์ดก็เข้าร่วมสังหารพวกเขาด้วยตัวเอง
าาเมืองแซมบอร์ด...เขากล้าลงมือกับทหารม้าเมืองแบล็กสโตนในอาณาเขตของเมืองแบล็กสโตนได้อย่างไร?
----------------------------
