ร่างสูงโปร่งก้าวเข้าหาหญิงสาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะดึงร่างบางเข้ามาในอ้อมแขน ทว่าปฏิกิริยาแรกของเสิ่นเล่อเหยียนคือ ผลักชายหนุ่มออก ก่อนจะต่อยเข้าที่ใบหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ยั้งมือ
“โอ้ย! เด็กคนนี้! สิบปีผ่านไปเ้าก็ยังมือหนักเหมือนเดิม”
คำพูดของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวชะงักงัน เสิ่นเล่อเหยียนมองบุรุษตรงหน้าอย่างพิจารณา ก่อนดวงตาของนางจะเบิกโพลงขึ้น
“เสิ่นลู่เสวียน!” ร่างบางะโ พร้อมแสดงสีหน้าใ แม้เขาจะยังหลงเหลือเค้าเดิมอยู่บ้าง ทว่าชายหนุ่มตรงหน้าเปลี่ยนไปมากจริงๆ
“นี่แน่ะ! เรียกพี่ใหญ่สิ” ชายหนุ่มดีดหน้าผากน้องสาวต่างมารดาเบาๆ ก่อนจะหัวเราะอย่างเอ็นดู
“พี่ใหญ่อะไร เราสองคนตัดขาดกันไปั้แ่ข้าถูกส่งออกจากจวนโหวแล้ว” หญิงสาวยกมือขึ้นกุมหน้าผาก ก่อนจะเอ่ยเสียงอ้อมแอ้ม
ร่างสูงชะงักไปเล็กน้อย กับคำพูดของน้องสาวต่างมารดา หลายปีมานี้เขาพยายามสืบหาที่อยู่ของนางตลอด เพราะความรู้สึกผิดที่มารดาของตนทำกับเด็กกำพร้าอย่างนาง
“ตัดขาดอะไร สายเืไม่มีวันขาดจากกันได้ ถึงเ้าจะไม่นับว่าข้าเป็พี่ใหญ่ แต่สำหรับข้า...เ้าคือน้องสามตลอดไป”
เพียงคำพูดเดียว ทำหญิงสาวถึงกับน้ำตารื้นขึ้นมาทันที ความรู้สึกเคว้งคว้างก่อนหน้านี้พลันหายไป ใช่สิ...ตนยังไม่ได้ตัวคนเดียวอย่างสิ้นเชิง เพราะตอนนี้ยังมีเขาอยู่
เสิ่นเล่อเหยียนยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดน้ำตาของตนอย่างลวกๆ ก่อนจะพยักหน้าให้พี่ชายต่างมารดา
“ขอบคุณ”
ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนได้กลับบ้านกลับมาอีกครั้ง เสิ่นเล่อ เหยียนมองชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม ภายในใจของนางเริ่มยอมรับเสิ่นลู่เสวียนเป็พี่ชายทีละน้อย และหวังว่า...ชีวิตนี้นางจะไม่ต้องสูญเสียคนสำคัญไปอีก
หลังจากทั้งสองได้พูดคุยในรอบสิบปี เสิ่นเล่อเหยียนก็ได้รู้ว่า พี่ชายต่างมารดาของนางผู้นี้ บัดนี้กำลังทำงานในศาลต้าหลี่ และมีตำแหน่งเป็ถึงรองหัวหน้าแห่งศาลต้าหลี่ ทั้งที่อายุพึ่งจะยี่สิบเอ็ด
“ท่านพึ่งกลับมาจากทำงานหรือ...” ร่างบางเอ่ยถามขณะที่เดินไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ไม่ไกล พร้อมกับชายหนุ่ม
“ใช่...” เสิ่นลู่เสวียนมองน้องสาวต่างมารดาด้วยสีหน้าอึดอัด ราวกับ้าจะเอ่ยบางสิ่ง
“มีอะไรก็พูดมาเถอะ”
“เหยียนเหยียน เื่ของเ้า...ข้าเองก็พึ่งรู้เมื่อสักครู่ หากพี่ชายรู้ให้เร็วกว่านี้ พวกเ้าก็คง...” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าสำนึกผิด
“เื่ที่เกิดขึ้นไม่ใช่ใครก็สามารถควบคุมได้ ถ้าท่านรู้สึกผิดต่อข้าจริงๆ เช่นนั้นก็ช่วยหาตัวฆาตกรให้ได้ และนำตัวมันมาลงโทษ เพราะไม่อย่างนั้น หากข้าพบตัวพวกมันก่อน เ้าพวกคนชั่วเ่าั้อาจไม่มีโอกาสแม้แต่จะได้เอ่ยแก้ต่างให้กับตนเอง”
ดวงตาแดงก่ำของหญิงสาวเต็มไปด้วยเพลิงแค้น ในหัวของนาง ตลอดเวลา คิดสารพัดวิธีที่จะสังหารคนเ่าั้อย่างไร
เมื่อสองพี่น้องนั่งรถม้ากลับไปยังจวนเสิ่นผิงโหว ระหว่างทางก็ได้ยินเสียงโวยวายขึ้นที่ด้านหน้า ร่างสูงเปิดม่านหน้าต่างรถม้าเล็กน้อย ฝั่งซ้ายที่เป็โรงสุรา พลันมีชายหนุ่มในชุดบัณฑิตสองคนกำลังถูกทุบตีอยู่ที่ข้างถนน
“ไปดูซิ ว่าเกิดอะไรขึ้น” เสิ่นลู่เสวียนสั่งบ่าวรับใช้ที่นั่งอยู่ด้านนอก และเพียงไม่นานเขาก็กลับมารายงาน
“คุณชายใหญ่ เป็คุณชายรองและสหายขอรับ ถูกคนจากหอหยวนอวี้ทุบตี เพราะไปก่อเื่ด้านใน” ชายหนุ่มได้ยินว่าเป็น้องชายของตน เขาพลันถอนหายใจออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“เ้าไปพาตัวคุณชายรองมานี่ จ่ายเงินค่าเสียหายซะ อย่าลืมให้คนไปส่งสหายของเขาที่จวนด้วย”
“ขอรับ” หลังสั่งการเสร็จ ไม่นานเสียงโวยวายที่ดังอยู่ด้านนอกก็เปลี่ยนมาดังในรถม้าแทน
“พี่ใหญ่! ท่านให้คนพาตัวข้ากลับมาทำไม ท่านไม่รู้หรือว่าคนจากหอหยวนอี้ ดูถูกจวนเสิ่นผิงโหวของเรามากแค่ไหน” ท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจของชายหนุ่ม ดูน่าขันนักในสายตาของเสิ่นเล่อเหยียน
“พอแล้ว! เลิกก่อเื่สักที แล้วก็...ที่หอหยวนอวี้ดูถูกไม่ใช่จวนเสิ่นผิงโหว แต่เป็ตัวเ้าเอง” ได้ผล! เพียงคำพูดเดียวของเสิ่นลู่เสวียน สามารถทำให้เสิ่นซีหยางหุบปากได้ในทันที
หลังจากที่ถูกพี่ชายคนโตเอ็ดไปเล็กน้อย ท่าทีของชายหนุ่มก็ดูเหมือนจะสงบลง และในตอนนั้นเองเสิ่นซีหยางพึ่งจะสังเกตว่า ภายในรถม้ามิได้มีเพียงพวกเขาสองพี่น้อง
“นี่ท่าน...แอบมีลูกเมียข้างนอกจนโตขนาดนี้แล้วหรือ” สีหน้าจริงจังของชายหนุ่ม หากให้ผู้อื่นมาเห็น คงจะคิดว่าเป็เื่จริงอย่างแน่นอน
“หุบปากของเ้าซะซีหยาง! นางคือเหยียนเหยียน น้องสามของเ้า” คำตอบของพี่ชายทำชายหนุ่มถึงกับชะงักไป
“เ้า...หรือว่า ข่าวลือที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงระยะนี้...” ชายหนุ่มชี้ไปยังหญิงสาวด้วยสีหน้าตกตะลึง
แม้แต่คำพูดก็ฟังไม่รู้เื่ เสิ่นเล่อเหยียนไม่ถือสาชายหนุ่ม ั้แ่เด็กเขาก็เป็เช่นนี้ มีความสามารถ แต่ติดเล่นไปหน่อย ชอบเที่ยวทำตัวเสเพลไปเรื่อย
เพราะคิดว่า...อย่างไรตระกูลเสิ่นก็มีพี่ชายคนโตสืบทอดตำแหน่งโหวแล้ว เขาแค่กินดื่มใช้ชีวิตให้สบายใจก็พอ ไม่คิดไฝ่หาเกียรติยศชื่อเสียงอันใด
“อย่าชี้หน้าข้า ไม่อย่างนั้นข้าจะหักนิ้วเ้าทิ้ง” ร่างบางเอ่ยข่มขู่ และก็ได้ผล...เขารีบเก็บนิ้วของตนทันที
“เ้าดูเปลี่ยนไปนะ ไม่ขี้กลัวเหมือนตอนเด็กๆ” ชายหนุ่มมองสำรวจน้องสาวที่อายุน้อยกว่าตนสองปี ทว่านางกลับดูสุขุมเป็ผู้ใหญ่ยิ่งกว่าตัวเขาที่เป็พี่ชาย
“ความลำบากสามารถหล่อหลอมให้คนเป็คน ข้ามิได้เติบโตในจวนขุนนางใหญ่ ไม่มีสาวใช้คอยดูแล หากไม่เก่งแล้วข้าจะมีชีวิตรอดอยู่ข้างนอกได้อย่างไร”
คำพูดของเสิ่นเล่อเหยียนทำสองพี่น้องถึงกับสะอึกไป เมื่อครั้งอดีต ไม่ว่ามารดาของพวกเขาจะมีเื่บาดหมางกันอย่างไร แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกเขาคือพี่น้องสายเืเดียวกัน
“เ้าคงจะลำบากมากเลยสินะ ข้างนอกนั่น แล้ว...ยังต้องมาเจอเื่นั้นอีก” เสิ่นซีหยางแสดงสีหน้าเวทนาออกมาอย่างไม่ปิดบัง
ตัวเขาที่เพียงได้ฟังจากปากคนอื่น ยังรู้สึกหวาดกลัว แล้วนางคือคนที่ต้องอยู่ในเหตุการณ์เช่นนั้น แต่กลับยังคงสามารถประครองสติเอาไว้ได้ เช่นนี้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว
“ก็ไม่ลำบากอะไร ตอนออกจากจวนโหว แม่นมหลี่มีเงินเก็บติดตัวอยู่เล็กน้อย เราสองคนซื้อบ้านหลังเล็กๆ ในหมู่บ้านสกุลจาง ทุกวันข้าหาบน้ำ ตัดฟืน เลี้ยงไก่ เมื่อถึงตอนเย็น แม่นมหลี่ก็จะสอนหนังสือให้ข้า นางบอกว่า มีความรู้ติดตัวเอาไว้ ไปที่ใดก็จะได้ไม่ถูกหลอกลวง”
หญิงสาวเล่าเื่ราวของตนพร้อมรอยยิ้ม ทว่าน้ำตาของนางกลับพรั่งพรูออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ชาวบ้านของที่นั่นแม้จะยากจน แต่พวกเขาล้วนมีน้ำใจ ทุกวันจะนำผักป่ามาฝากเราสองคนเสมอ พี่หลิงหลิง...เมื่อใดที่เข้าเมือง นางจะไม่ลืมขนมของข้า เพราะรู้ว่าข้าชอบกินของหวาน”
“ส่วนต้าหลาง ก็มักจะมาช่วยข้าตัดฟืน หาบน้ำ แม้จะอายุแค่สิบสี่ แต่อย่าได้ดูถูกเขาเชียว เป็เด็กที่แข็งแรงมากเลย ถึงจะชอบยิงนกตกปลาจนท่านลุงจางต้องไล่ตีตลอด แต่วันต่อมาเขาก็จะทำอีก อยู่ที่นั่น...ข้ามีความสุขมากเลย”
ทุกการบอกเล่าที่พรั่งพรูออกมาพร้อมน้ำตา มันทั้งเค็มและขมขื่น เสิ่นลู่เสวียนทนฟังไม่ไหว ชายหนุ่มรั้งร่างหญิงสาวเข้ามาในอ้อมแขน
เขาไม่รู้ว่าน้องสาวต้องเ็ปเพียงใด แต่หลังจากนี้...ตนเองจะเป็ที่พึ่งให้นางเอง ไม่ว่าผู้ใด...ก็หย่าหวังจะทำร้ายนาง
“พอแล้วเหยียนเหยียน ไม่ต้องเล่าแล้ว พี่รู้ว่าทุกคนที่นั่นล้วนดีต่อน้อง จากวันนี้ไป...พี่ชายคนนี้จะดูแลเ้า จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเ้าอีก” ชายหนุ่มเอ่ยสัญญาอย่างจริงจัง
“ขะ...ข้าก็ด้วย ข้าเองก็เป็พี่รองของเ้า ต่อไปนี้หากมีใครกล้ารังแกเ้า ข้าพี่รองคนนี้จะทุบตีมันเอง” เสิ่นซีหยางชูกำปั้นขึ้น ทว่าดวงตาของชายหนุ่มกลับแดงก่ำ เขาเองก็ะเืใจไม่น้อย เมื่อได้ฟังเื่ราวของน้องสาวต่างมารดา
“ขอบคุณ” น้ำเสียงของหญิงสาวสั่นเครือ พร้อมกับกอดจางหยวนหยวนเอาไว้แน่น ร่างบางซึมซับความอบอุ่นที่ได้รับจากพี่น้องอย่างกะทันหัน นางไม่คิดว่าในความโชคร้ายจะยังมีโชคดี ทำให้ตนได้เห็นความในใจของผู้อื่นในยามที่ตกยาก
รถม้าวิ่งช้าๆ จนกระทั่งมาถึงหน้าประตูสีชาดบานใหญ่ ป้าย้าเขียนเอาไว้ว่า จวนเสิ่นผิงโหว ซึ่งเป็ลายพระหัตถ์ของอดีตฮ่องเต้ ถึงแม้จะเป็จวนโหวที่ไร้อำนาจ แต่ก็ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าดูถูก
เมื่อเสิ่นเล่อเหยียนก้าวเข้าสู่จวนตระกูลเสิ่นอีกครั้ง กลิ่นหอมของดอกไม้และเสียงฝีเท้าของบ่าวรับใช้ ทำให้นางรู้สึกแปลกแยก ราวกับกำลังเดินอยู่ในสถานที่ที่ทั้งคุ้นเคยและห่างเหินในเวลาเดียวกัน
