ท่าทางเช่นนั้นของเคอก่วงเถียน ดูวางมาดมีคุณธรรมเปี่ยมความนุ่มนวลราวกับเป็คุณหนูสกุลใหญ่ ทว่าความหมายทั้งนอกและในล้วนแต่กล่าวว่าเคอโยวหรานไม่รู้จักประพฤติตัวและไร้การอบรม
“เอ๋ หรือว่าการที่ข้าต้มเกี๊ยวรับรองเหล่าช่างสร้างจวนอยู่ที่นี่ แล้วอาหญิงเล็กรีบวิ่งมาขอเกี๊ยวกินเท่ากับได้รับการอบรมที่ดีเช่นนั้นหรือ? จิ๊ๆ ได้รับการสั่งสอนแล้วเ้าค่ะ”
มุมปากของเคอโยวหรานหยักยก สีหน้าเปี่ยมด้วยความหยามเหยียด แต่น่าเสียดายที่ถูกผ้าปิดหน้าและหมวกเหวยเม่าบดบังเอาไว้ เคอก่วงเถียนจึงมิอาจมองเห็น
“อุ๊บ...ฮ่าๆๆๆ...” กลุ่มคนที่เพิ่งจะเงียบเสียงลงถึงกับกุมท้องหัวเราะไม่หยุดอีกครั้ง
“จะ...เ้า...” เคอก่วงเถียนชี้หน้าเคอโยวหรานด้วยมือสั่นเทา ท่าทางเช่นนี้ช่างเหมือนกับผู้เฒ่าเคอราวกับพิมพ์เดียวกัน
ช่างที่กินเกี๊ยวเสร็จแล้วมิอาจทนดูเคอก่วงเถียนสองพ่อลูก จึงช่วยพูดว่า
“ไอ้หยา ทำอย่างไรดี สองพ่อลูกคู่นี้ช่างน่าขันเสียจริง มาขอทานยังอ้าปากอ้างเหตุผลมากมายถึงเพียงนี้ ทำเอาข้าขำเจียนตายเสียแล้ว ฮ่าๆๆๆ...”
“ใช่ๆๆ ข้าเคยเห็นคนหน้าไม่อาย แต่กลับไม่เคยเห็นที่หน้าไม่อายยิ่งกว่าเช่นสองคนนี้มาก่อน ฮ่าๆ...”
“จะ...เ้า...พวกเ้า...” เคอก่วงเถียนโมโหจนกระทืบเท้า ร่างทั้งร่างสั่นสะท้าน นางหันหน้าไปมองแม่เฒ่าเคอเพื่อหวังให้อีกฝ่ายออกหน้าปกป้อง
ผู้ใดจะรู้ว่าทันทีที่แม่เฒ่าเคออยากเอ่ยบางสิ่ง แต่ยิ่งร้อนรนก็ยิ่งเอ่ยสิ่งใดไม่ออก ภายในใจลอบบริภาษบรรพบุรุษทั้งสิบแปดชั่วโคตรของเคอโยวหรานไปหนึ่งรอบ
แต่นางกลับไม่ฉุกคิดเลยสักนิดว่าบรรพบุรุษของเคอโยวหรานก็คือบรรพบุรุษสกุลเคอของพวกนางมิใช่หรอกหรือ?
ครั้นลองคิดดูให้ดี กระทั่งผู้เฒ่าเคอกับแม่เฒ่าเคอก็น่าจะรวมอยู่ในนั้นเช่นกัน ผู้ใดใช้ให้คนทั้งสองเป็ปู่กับย่าแท้ๆ ของเคอโยวหรานเล่า?
ปู่รองสกุลเคอทนดูไม่ไหว เหตุใดจึงเป็คนโง่ทั้งจวนถึงเพียงนี้ กลับมาตกม้าตายในยามสำคัญ
เื่หลินโส่วเสียนก็เหมือนกัน ทว่าครั้งนี้แค่เกี๊ยวมิใช่หรือ? เหตุใดจึงยังเป็เช่นนี้
ไยจึงไม่มีสมองเพิ่มขึ้นเสียบ้าง? เห็นทียังคงต้องให้ตนออกโรงเสียแล้ว
เขาก้าวเข้าไปข้างหน้าสองก้าว เอ่ยด้วยวาจาเปี่ยมน้ำใสใจจริงและแฝงไว้ซึ่งความหมายลึกซึ้ง “โยวหราน จะว่าไปแล้วปู่รองก็เห็นเ้ามาั้แ่เด็กจนโต เมื่อครั้งเ้ายังเด็กตรากตรำทำงานหนัก ขยันขันแข็งเป็อย่างยิ่ง เหล่าผู้าุโล้วนแต่ชอบเ้า
ยามนี้เ้าแต่งเข้าจวนสกุลต้วนภายใต้การเป็พยานของผู้าุโในหมู่บ้าน ชีวิตความเป็อยู่ดีขึ้นเรื่อยๆ ย่อมมิอาจลืมตน หลงลืมไปว่าแท้จริงแล้วที่ใดจึงจะเป็บ้านเดิมของเ้า ที่ใดจึงจะเป็รกรากของเ้า จำต้องประจักษ์แก่ใจ
อย่าได้กระทำเื่สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้ตนเอง การทำเช่นนั้นมีเพียงจะได้ไม่คุ้มเสีย”
โอ้ ยอดเยี่ยมยิ่งนัก! เล่นเอาคุณธรรมมาผูกมัด คิดอยากให้นางทำเพื่อชื่อเสียงของตนเอง มิอาจไม่ยอมเชื่อฟังอย่างว่าง่าย อีกทั้งจะได้ปล่อยให้พวกเขาทำตามเป้าหมายคิดเอาเปรียบได้สำเร็จ
ปลิงที่ดูดเืดูดเนื้อไม่รู้จักอิ่มยังคงเป็พวกญาติสายเืเดียวกันจริงๆ เมื่อให้พวกเขากินหนึ่งคำ พวกเขาก็จะกัดแทะผู้ให้อาหารเสียจนไม่เหลือกระทั่งกระดูก
เคอโยวหรานกระตุกมุมปากพลางเอ่ยว่า “ท่านปู่รองกล่าวได้มีเหตุผลเ้าค่ะ คนเราย่อมมิอาจลืมตน ดังนั้นข้าจึงจดจำคำสอนของท่านปู่ท่านย่าตลอดมา นั่นก็คืออยู่ในเรือนเชื่อฟังบิดา หลังออกเรือนเชื่อฟังสามีเ้าค่ะ
ยามอยู่ในจวนสกุลต้วนข้าจึงทำตัวเป็ภรรยาที่อ่อนโยนและว่านอนสอนง่ายมาโดยตลอด ไม่ว่าเื่อันใดล้วนคำนึงถึงสามีเป็อันดับแรก มิได้ทำให้จวนสกุลเคอต้องอับอายแต่อย่างใดเ้าค่ะ เื่นี้ขอท่านปู่รองโปรดวางใจได้”
ต้วนเหลยถิงหยักยิ้มมุมปาก ส่งมือไปโอบรอบเอวบางของเคอโยวหรานก่อนเอ่ย “ใช่แล้ว ท่านปู่รองวางใจเถิด ยามโยวหรานอยู่ในจวนสกุลต้วนของข้าได้เคารพนบนอบต่อแม่สามีและบรรดาพี่ชายกับพี่สะใภ้ยิ่งนัก ทุกคนล้วนชื่นชอบนาง ต่างบอกว่าข้าเก็บสมบัติได้เสียแล้ว จำต้องรักถนอมเอาไว้ให้ดี”
ทันใดนั้นเอง เคอก่วงเถียนที่เพิ่งได้สติกลับมาพลันเอ่ยหนึ่งประโยคว่า “ความอกตัญญูนั้นมีอยู่สามประการ ที่หนักหนาที่สุดคือการไร้ทายาท เคอโยวหรานแต่งเข้าจวนสกุลต้วนแล้ว แต่กลับไม่มีบุตรหญิงชายให้สกุลต้วนเลยสักคน ไม่รู้จริงๆ ว่าสกุลต้วนเอาหน้าจากที่ใดมากล้าปกป้องนาง”
เคอโยวหรานแค่นเสียงเย้ยหยัน “อาหญิงเล็ก ท่านเป็สตรีที่ยังไม่ออกเรือนและยังไม่เคยหมั้นหมายผู้หนึ่ง ทันทีที่อ้าปากก็เอ่ยถึงเื่คลอดบุตร เช่นนี้ใช้ได้หรือเ้าคะ?
นอกจากนี้สกุลต้วนยังมีพี่ชายกับพี่สะใภ้ที่ยังไม่ตั้งครรภ์เลยด้วยซ้ำ หากข้ากับซานหลางชิงตัดหน้าพวกเขา จะไม่นับเป็การข้ามหน้าข้ามตาหรอกหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้นข้าเพิ่งจะแต่งเข้าจวนสกุลต้วนได้นานเพียงใดกัน? หรือว่ายามอาหญิงเล็กจะคลอดบุตรใช้เวลาแค่หนึ่งเดือนเท่านั้นหรือเ้าคะ?”
“อุ๊บ...ฮ่าๆๆ...” กลุ่มคนที่ล้อมชมต่างหัวเราะท้องแข็งจนมิอาจยืนตัวตรงได้เสียแล้ว
สีหน้าของเคอก่วงเถียนประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวคล้ำและแทบจะเป็ลมล้มพับไป โชคดีที่แม่เฒ่าเคอประคองเอาไว้ ไม่เช่นนั้นนางคงจะล้มลงไปจริงๆ จนต้องอับอายอย่างถึงที่สุด
สีหน้าของปู่รองสกุลเคอเริ่มเขียวคล้ำแล้วเช่นกัน เขามาที่นี่เพื่อเอาเกี๊ยว คือเกี๊ยวเชียวนะ!
เคอก่วงเถียนผู้นี้จะดึงออกนอกประเด็นไปไกลถึงเพียงนั้นด้วยเหตุใด?
ไม่รอให้เคอโยวหรานได้สติกลับมา ต้วนเหลยถิงพลันเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบเพื่อปกป้องนาง “เคอก่วงเถียน เ้าเป็สตรีที่ยังไม่ออกเรือนผู้หนึ่ง ไม่ยอมเย็บปักถักร้อยอยู่ในเรือน กลับวิ่งมาด่ากราดคนต่อหน้าบุรุษมากมายอยู่ที่นี่ กระทั่งผ้าปิดหน้าก็ยังไม่ใส่ หรือว่านี่ก็คือการสั่งสอนของสกุลเคอหรือ?”
เคอก่วงเถียนโมโหเสียจนใบหน้าประเดี๋ยวแดงประเดี๋ยวดำ นางกระทืบเท้าถลึงตาจ้องบุรุษที่กำลังปกป้องเคอโยวหราน
เดิมทีต้วนซานหลางผู้นี้ควรจะเป็สามีของนาง ยามนั้นตรรกะส่วนใดของตนผิดพลาดกัน เหตุใดถึงได้เชื่อท่านแม่และยอมให้เคอโยวหรานออกเรือนแทนกันเล่า?
หากยามนั้นไม่เปลี่ยนตัว บุรุษรูปร่างสูงใหญ่กำยำผู้นี้ก็คงได้กลายมาเป็ของนางแล้ว
อีกทั้งผู้ที่ได้เชิญเหล่าช่างมากินเกี๊ยวที่นี่คงจะเป็นาง สายตาอิจฉาริษยาของชาวบ้านก็คงจะส่งมายังนาง หาใช่เคอโยวหรานไม่
ครั้นเห็นว่าในมือของต้วนซานหลางผู้นี้ยังถือทัพพี คอยช่วยเคอโยวหรานต้มเกี๊ยวต่อหน้าคนมากมายถึงเพียงนี้ ทั้งเมื่อวานยังช่วยเคอโยวหรานห่อเกี๊ยว เขาจะต้องเป็คนที่รักถนอมภรรยาอย่างยิ่งแน่นอน
บุรุษที่ดีขนาดนี้ เหตุใดนางกลับพลาดไปเสียได้?
ครั้นคิดเช่นนี้ เคอก่วงเถียนก็หันไปจ้องแม่เฒ่าเคอด้วยความขุ่นเคืองอย่างอดมิได้ จากนั้นกระทืบเท้าอย่างโมโหพลางเม้มปากปาดน้ำตากลับจวนไป
เคอโยวหรานกลอกตาขาว เหตุใดเ้าของร่างเดิมถึงได้คิดว่าอาหญิงเล็กผู้นี้ร้ายกาจกันนะ?
กำลังรบอ่อนแอถึงเพียงนี้ ปะทะกันหนึ่งยกก็พ่ายแพ้เสียแล้ว เ้าของร่างเดิมถูกอาหญิงเล็กผู้นี้กดขี่โดยสมบูรณ์ได้อย่างไร?
แม่เฒ่าเคอคันคอจนเอ่ยสิ่งใดไม่ออก ครั้นเห็นว่าบุตรสาวคนเล็กของตนหนีไปด้วยความโมโห เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะกระทำเื่โง่เขลา จึงไม่มัวสนใจสิ่งอื่นใดและรีบวิ่งตามเคอก่วงเถียนกลับไป
ปู่รองสกุลเคอโมโหจนแทบหงายหลัง นี่มันเื่อันใดกัน?
ยังไม่ทันได้เกี๊ยวมาครองไว้ในมือ เหตุใดแม่เฒ่าผู้นั้นกลับวิ่งหนีไปเสียแล้ว? ยามปกติมิได้เก่งกาจเป็ที่สุดหรอกหรือ เหตุใดวันนี้ถึงไม่เอ่ยสิ่งใดแม้แต่ประโยคเดียวเลยเล่า?
ยามนี้ปล่อยให้ผู้เฒ่าเคอกับตาเฒ่าอายุเยอะเช่นเขามาโวยวายอยู่ที่นี่ จะนับเป็อันใดกัน?
ครั้นผู้เฒ่าเคอเห็นแม่เฒ่าเคอกลับไปแล้ว หางตาพลันหันไปมองเกี๊ยวก้นหม้อที่ยังเหลืออยู่ไม่มากนัก ท้ายที่สุดยังคงมิอาจหักใจอยู่บ้าง จึงเอ่ยวาจาประจบสอพลอว่า
“โยวหราน เมื่อครู่ปู่เลอะเลือนแล้ว อาจกล่าววาจารุนแรงเกินไปสักหน่อย เ้าอย่าได้เก็บไปใส่ใจ เกี๊ยวนี้ก็ต้มสุกแล้ว ควรจะแบ่งให้...”
กล่าวยังไม่ทันจบก็ถูกเคอโยวหรานเอ่ยขัดว่า “ท่านเป็ถึงท่านปู่ ข้าจะกล้ามีเื่ด้วยได้อย่างไรเ้าคะ?
เกี๊ยวที่ต้มเสร็จแล้วเหล่านี้ ข้ากำลังเตรียมจะส่งไปให้ผู้นำสกุลเคอ ท่านผู้นั้นเป็ถึงผู้มีคุณธรรมและบารมีสูงส่งในหมู่บ้าน เมื่อมีของดีจะหลงลืมเขาไปได้อย่างไรเ้าคะ ทุกคนว่าใช่หรือไม่?”
ผู้เฒ่าเคอ “...?”
ปู่รองสกุลเคอ “...?”
ครั้นเคอโยวหรานเอ่ยมาเช่นนี้ พวกเขายังจะเอ่ยสิ่งใดได้อีก? จะกล้าแย่งของกินของผู้นำสกุลต่อหน้าคนมากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
ช่างหวงรู้สึกว่าตาเฒ่าสองคนนี้ยังขายหน้าไม่พอจึงเอ่ยเสริมอีกหนึ่งประโยค “ฮูหยินน้อยสกุลต้วนช่างเปี่ยมคุณธรรมยิ่งนัก ทั้งที่ออกเรือนไปแล้วก็ยังนึกถึงผู้เฒ่าในสกุลตน
ข้าเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้มานานปีถึงเพียงนี้ เพิ่งจะเคยเห็นหลานสาวที่กตัญญูเช่นเ้าเป็คราแรก”
