หลี่อันหรานพักผ่อนที่บ้านเป็เวลาหลายวัน ถึงแม้จะบอกว่าพักผ่อน แต่ความจริงแล้วนางแค่เปลี่ยนมาทำงานของตัวเองอยู่ภายในห้อง เพราะเสิ่นอิ๋นหวนไม่ให้นางออกจากบ้านหรือทำอะไรทั้งนั้น
โชคดีที่ยังมีเจียงเฉิงช่วยทำงานบางส่วน พวกน้องชายน้องสาวก็ค่อนข้างรู้ความ คอยวิ่งทำธุระให้เล็กๆ น้อยๆ
ส่วนหลี่อันหรานคอยคิดว่าถัดจากนี้จะทำอย่างไร และวนเวียนแต่เื่เลี้ยงปลาอยู่ภายในห้อง
หลายวันนี้นางเอาแต่พักผ่อนอยู่บ้านและให้เจียงเฉิงช่วยทำงาน ทว่าความเร็วเรียกได้ว่าช้ามาก ตอนนี้เหลืออีกสี่วันก็จะถึงกำหนดการที่นางต้องนำเต้าเจี้ยวเผ็ดกับน้ำพริกไปส่งให้เถ้าแก่หวางแล้ว
ทว่าวัตถุดิบที่นางเตรียมไว้กลับยังไม่ครบ
นางพักผ่อนอีกไม่ได้แล้ว นางต้องรีบทำงาน นี่เป็โอกาสที่นางต้องคว้าไว้
ด้วยเหตุนี้ วันนี้นางจึงใช้โอกาสที่เสิ่นอิ๋นหวนออกไปข้างนอกมาเรียกเจียงเฉิงมาคุย “ท่านขึ้นเขาเป็เพื่อนข้าหน่อยสิ”
เจียงเฉิงผงะเล็กน้อย “เ้าจะขึ้นเขาไปทำอันใด?”
“เต้าเจี้ยวเผ็ดใกล้เสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว แต่น้ำพริกยังขาดแคลนพริกอยู่ ในตลาดไม่มีขาย ดังนั้น ข้าต้องขึ้นเขาไปเก็บพริกกลับมา นอกจากนี้ยังสามารถเก็บวัตถุดิบอย่างอื่นกลับมาทำเช่นกัน”
นางพูดจบแล้วสะพายตะกร้าสานเตรียมตัวขึ้นเขาทันที
แต่เจียงเฉิงยังคงเป็ห่วงสุขภาพนางอยู่ไม่น้อย “ตอนนี้เ้ายังหายไม่สนิท ให้ข้าไปเก็บแทนเถอะ”
ทว่านางกลับส่ายมือเป็เชิงปฏิเสธ “ให้ข้าเก็บเองนั่นแหละ หากท่านไปคนเดียว ข้ากลัวว่าท่านจะเก็บผิด อีกทั้งข้าก็รู้เช่นกันว่าบริเวณใดมีพริกเยอะ ท่านไม่ได้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมแถบนี้ ข้าไม่วางใจนัก”
ขณะที่พูด นางก็สะพายตะกร้าสานขึ้นหลังเรียบร้อยแล้ว เจียงเฉิงได้แต่ตามนางไปด้วยเพราะเกลี้ยกล่อมไม่สำเร็จ
แต่ก่อนที่จะไป หลี่อันหรานกำชับน้องชายให้ดูแลน้องสาว ห้ามให้คนแปลกหน้าเข้าบ้านและห้ามพวกเขาออกจากบ้านเป็อันขาด
นางเดินทางมายังจุดที่มีพริกขึ้นบนูเา ที่นี่ไม่ค่อยมีคนมา บวกกับคนท้องที่ไม่ได้รู้จักพริก มิหนำซ้ำยังคิดว่ามันมีพิษ ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีผู้ใดมาเก็บ ส่งผลให้แถบนี้มีพริกเยอะมาก
นางกับเจียงเฉิงช่วยกันเก็บหลังจากมาถึง
รอบนี้เจียงเฉิงมีประสบการณ์แล้ว ถึงแม้จะรู้ว่าเ้าสิ่งนี้ไม่มีพิษ แต่มันสามารถทำให้แสบตาได้ นอกจากนี้ยังมีรสชาติแปลกๆ ซึ่งเขาไม่ค่อยชอบรสชาติแบบนี้เท่าไรนัก
กระนั้นเขาก็รู้สึกนับถือหลี่อันหรานมากที่สามารถทำของแบบนี้ให้เป็อาหารได้ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็ที่ชื่นชมของคนหลายคน สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาต้องเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อนางใหม่
พวกเขาขึ้นเขามาเก็บพริกั้แ่บ่ายและกลับลงเขาใน่เย็น ภายในตะกร้าของหลี่อันหรานมีพริกใส่อยู่เต็ม นางเดินไปด้วย พูดไปด้วยอย่างอารมณ์ดีว่า “พริกพวกนี้เพียงพอสำหรับทำน้ำพริกพวกนั้นแล้ว แต่พริกที่อยู่ในแถบนั้นถูกเก็บเกือบหมดแล้ว ฤดูนี้เป็ฤดูที่พริกเจริญงอกงามพอดี แต่ข้าเกรงว่าถึงฤดูหนาวแล้วจะไม่มีวัตถุดิบให้ทำเยอะแบบตอนนี้”
“นี่จึงเป็สาเหตุที่ข้าต้องหาวันมาเก็บเพิ่มอีกเพื่อกักตุนไว้สำหรับฤดูหนาว”
เจียงเฉิงรู้ว่านางมีแผนการและมีเื่ที่อยากทำเป็ของตัวเอง ในหัวของนางมักมีความคิดแปลกใหม่เยอะแยะเต็มไปหมด เขากล่าวทันทีที่นึกถึงสิ่งเหล่านี้ “ข้าจะมาช่วยเ้าเก็บด้วย”
หลี่อันหรานพยักหน้า แต่แล้วต่อมากลับถอนหายใจยาวเหยียด “ทว่าหากเป็เช่นนี้ต่อไปเกรงว่าจะลำบาก”
เจียงเฉิงมองนางอย่างไม่เข้าใจนัก “ลำบากอย่างไรหรือ?”
“การมาเก็บพริกพวกนี้ทุกฤดูร้อนไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไร เพราะถึงอย่างไรของพวกนี้ก็ไม่ได้มีค่าใช้จ่าย มิหนำซ้ำยังช่วยลดต้นทุนให้พวกเราไม่น้อย แต่ในขณะเดียวกัน หากเกิดปัญหาข้าวยากหมากแพงหรือพริกพวกนี้ไม่มีผลผลิตขึ้นมา เช่นนั้นน้ำพริกที่ข้าทำออกมาก็จะต้องลดน้อยลงมาก ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของข้า”
เจียงเฉิงพลันขมวดหัวคิ้วเข้าหากัน เขาเหมือนจะกำลังวิเคราะห์ศัพท์ใหม่ที่นางพูด ฟังไม่ออกแม้แต่น้อยว่าศัพท์พวกนั้นหมายถึงอะไร
หลี่อันหรานดูจะตระหนักได้ถึงจุดนี้ นางเสริมเพิ่มว่า “ตอนนี้น้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดกำลังเป็ที่ยอมรับของตลาดอย่างช้าๆ ท่านรู้หรือไม่ วันที่ข้านำน้ำพริกไปส่งให้เถ้าแก่หวางเมื่อวันนั้น มีภัตตาคารอีกแห่ง้าซื้อน้ำพริกของข้าเช่นกัน”
“ตอนนั้นข้าไม่ได้ตอบตกลง เพราะตอนนี้ข้าเพียงลำพังไม่อาจทำออกมาได้เยอะขนาดนั้น แต่ถึงกระนั้นนี่ก็เป็โอกาสทางธุรกิจอย่างหนึ่ง ดังนั้นข้าวางแผนไว้ว่าจะขยายธุรกิจให้ใหญ่ หลังจากที่ขายน้ำพริกกับเต้าเจี้ยวเผ็ดรอบนี้หมดแล้วก็น่าจะได้เงินมาไม่น้อย”
“ข้าต้องวางแผนว่าอนาคตจะทำอย่างไรต่อ”
แม้จะไม่ได้เข้าใจทั้งหมด แต่รอบนี้เขาพอจะเข้าใจที่นางพูดอยู่บ้าง เขารู้แต่ว่าสิ่งที่นางพูดฟังดูเป็เื่ที่ยิ่งใหญ่มาก มันทำให้เขาอดเอ่ยชมด้วยความนับถือไม่ได้ “เ้าเป็สตรีที่แปลกยิ่งนัก ข้าเพิ่งเคยได้ยินแิแบบนี้เป็ครั้งแรก”
นางหันกลับมามองเขาและเผยยิ้มบางๆ “แค่นี้ก็แปลกแล้วหรือ ข้ายังไม่ได้แสดงความสามารถที่แท้จริงออกมาเลย รอดูเถอะ”
นางคว้าตะกร้าสานด้านหลังแล้วสาวเท้ายาวๆ กลับบ้าน ยามที่กลับมาถึง นางเห็นเสิ่นอิ๋นหวนกับท่านป้าหวางจากข้างบ้านกำลังซักผ้าไปด้วย คุยกันไปด้วยอยู่ตรงลานบ้านพอดี
ท่านป้าหวางเป็แม่หม้าย นางมีลูกชายหนึ่งคนที่อายุใกล้เคียงกับน้องชายของหลี่อันหราน ปกติแล้วนางจะหาเลี้ยงชีพด้วยการซักผ้าให้ผู้อื่นและทำงานจิปาถะ
ครอบครัวของพวกนางถือว่ายากจนเป็พิเศษในหมู่บ้าน ด้วยเหตุนี้จึงเป็ที่ดูแคลนของหลายคน อาจเพราะสาเหตุนี้กระมัง นางกับเสิ่นอิ๋นหวนถึงได้สนิทกันมากและไม่เคยวิจารณ์แผลเป็กับเื่ของหลี่อันหรานเหมือนคนอื่นๆ แม้แต่ครั้งเดียว
หลี่อันหรานขยับยิ้มทักทายท่านป้าหวางเมื่อกลับถึงบ้าน “ท่านป้าหวาง ท่านมาแล้ว”
ท่านป้าหวางยิ้มตอบ “ไปเก็บของบนเขาอีกแล้วหรือ”
จากนั้นท่านป้าหวางก็ลุกมาดูของในตะกร้าด้านหลังหลี่อันหรานด้วยความสงสัย “ของที่เ้าเก็บมามันกินได้หรือ? ได้ยินว่ามีพิษนะ?”
ครั้นได้ยินคำถาม หลี่อันหรานจึงยกยิ้มนิดๆ “แท้จริงแล้วไม่ใช่พิษเ้าค่ะ พวกมันเพียงแต่มีรสชาติแปลกประหลาดเล็กน้อย สามารถกินได้ ข้าเองก็นำมาทำเป็อาหาร”
ท่านป้าหวางพูดต่อ “เมื่อก่อนบนูเามีเ้าสิ่งนี้เยอะแยะเต็มไปหมดแต่กินไม่ได้ ขนาดสัตว์ที่บ้านยังไม่กิน ต่อมาจึงถูกถอนทิ้ง ตอนนี้มีแต่เ้านี่แหละที่เห็นเป็สมบัติ”
หลี่อันหรานวางตะกร้าลงข้างบ่อน้ำ นางได้ยินดังนี้ก็เกิดความสนใจทันที เพราะนางไม่ค่อยรู้เื่ในอดีตมากนัก
แต่ครั้นฟังเื่พวกนี้แล้ว นางพลันเกิดความสงสัยบางอย่างขึ้นมากะทันหัน “ท่านป้า ข้ามีเื่อยากปรึกษาท่านเ้าค่ะ ไม่ทราบว่าท่านพอจะช่วยได้หรือไม่?”
ท่านป้าหวางแปลกใจเล็กน้อย “เด็กคนนี้นี่ เ้ามีอะไรอยากให้ป้าช่วยก็บอกมาได้เลย ่นี้ป้าไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว”
หลี่อันหรานกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ข้า้าของพวกนี้มาทำน้ำพริกเ้าค่ะ นอกจากนี้ยังต้องใช้เยอะมากในฤดูหนาวเพราะมันจะขาดแคลนในฤดูนั้น หากท่านมีเวลาว่าง ไม่ทราบว่าท่านช่วยไปเก็บพริกพวกนี้จากบนูเามาให้ข้าได้หรือไม่เ้าคะ เอาแบบนี้ ข้าจะให้ราคาตะกร้าละห้าอีแปะดีหรือไม่?”
