กระนั้น กลับกลายเป็ว่าคนพวกนั้นถูกเถ้าแก่หวางไล่ไป “ไปไกลๆ เลย ต้องเป็ลูกค้าของที่นี่เท่านั้นจึงจะไม่คิดเงิน ถ้าไม่ได้เป็ลูกค้าก็รีบไสหัวไปเสีย”
หลังจากที่ไล่คนผู้นั้นจากไป เถ้าแก่หวางเหลือบมองน้ำพริกที่เหลือเพียงหนึ่งโถแล้วพูดกับพนักงาน “นับจากพรุ่งนี้เป็ต้นไป คิดราคาน้ำพริกถ้วยละสามอีแปะ หากไม่จ่ายเงินก็ห้ามให้ชิม”
พนักงานขมวดคิ้วทันที “มันรสชาติแย่ถึงเพียงนี้ จะมีคนยินดีจ่ายเงินเพื่อกินจริงหรือขอรับ? ข้าว่าคนพวกนั้นสั่งไปกินเพราะเห็นว่าไม่คิดเงินมากกว่า นอกจากนี้ส่วนใหญ่ยังต้องเททิ้ง”
ครั้นพนักงานว่าเช่นนั้น เถ้าแก่หวางจึงลังเลเล็กน้อย แต่เขายังคงสั่งอยู่ดีว่า “ทำตามที่ข้าว่า รอดูสถานการณ์ไปก่อนค่อยว่ากันใหม่”
……
หลังจากที่หลี่อันหรานนำน้ำพริกสองโถนั้นไปส่งให้เถ้าแก่หวางได้สองสามวัน นางตั้งใจจะเดินทางเข้าตัวเมืองไปตรวจสอบความคืบหน้าของน้ำพริกดูเสียหน่อย นอกจากนี้ ยังตั้งใจจะไปซื้อของบางอย่างให้หลี่อันหลินด้วย
อีกไม่นานหลี่อันหลินก็ต้องไปสำนึกศึกษาแล้ว นี่ถือเป็เหตุการณ์สำคัญหนึ่งในชีวิต
ในตอนที่นางออกจากร้านขายพู่กันหมึกหลังจากซื้อทุกอย่างครบหมดแล้ว นางบังเอิญเดินผ่านร้านขายเครื่องสำอางร้านหนึ่ง ถึงแม้ใบหน้าหลี่อันหรานจะมีแผลเป็ลึก แต่ไม่ว่าสตรีนางใดก็รักสวยรักงามทั้งสิ้น
เป็ธรรมดาที่นางจะอยากแต่งตัวสวยๆ ถึงแม้จะไม่ได้งามหยาดเยิ้ม แต่อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยให้ผิวของนางดูดีขึ้น ทว่าเมื่อนางมาหยุดยืนที่หน้าร้านขายเครื่องสำอาง นางก็ต้องพบว่าตัวเองเหลือเงินไม่มากแล้ว อีกเดี๋ยวยังต้องไปซื้อวัตถุดิบทำน้ำพริกต่ออีก เงินส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับค่าอุปกรณ์ของหลี่อันหลินแล้ว นอกจากนี้กางเกงของหลี่อันอันก็สั้นมากแล้วเช่นกัน พวกนางไม่มีแม้แต่ผ้าฝ้ายหยาบให้ตัดกางเกงด้วยซ้ำ
นางตั้งใจไว้แล้วว่าจะซื้อผ้าไปตัดกางเกงให้หลี่อันอัน สุดท้ายหลี่อันหรานจึงต้องยอมกัดฟันเดินไปอีกทางแทน
แต่ในจังหวะที่นางก้าวเท้าออกจากที่นี่นั่นเอง อยู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงแหลมสูงของใครคนหนึ่งดังขึ้น บ่าของหลี่อันหรานคลายลงทันที นางกลอกตามองขึ้นฟ้าและหันไปมองตามเสียง เป็หลี่เยวี่ยซือตามที่คาด
หลี่เยวี่ยซือสวมเสื้อตัวนอกสีแดงกับกระโปรงสีฟ้าอ่อน ข้างกายมีหญิงสาวตามมาด้วยสองคน ดูท่าทางเหมือนจะกำลังเดินเที่ยวในตัวเมือง ถึงแม้หลี่เยวี่ยซือจะไม่ใช่คุณหนูตระกูลผู้อำนาจ แต่นางก็ชอบแต่งตัวให้งดงามและสะอาดอยู่เสมอ
หลี่อันหรานหรี่ตา “เคราะห์ร้ายชะมัด เจอศัตรูบนทางแคบเสียได้ [1]”
หลี่เยวี่ยซือได้ยินพอดี นางแค่นเสียงเย็น “พวกเ้าดูแผลเป็บนหน้านางสิ อัปลักษณ์ยิ่งนัก คนประเภทนี้คงไม่มีทางได้แต่งงานไปตลอดชีวิต”
หญิงหนึ่งในนั้นเอ่ยล้อเลียนประสมโรงว่า “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก อย่างน้อยท้องนางก็ไม่ได้มีปัญหา ยังมีลูกได้อยู่ พอจะแต่งเข้าไปเป็อนุของผู้ใดสักคนได้ อีกอย่าง เ้าปัญญาอ่อนที่บ้านอยู่ทางตะวันออกของหมู่บ้านเราก็ยังไม่มีภรรยามิใช่หรือ? ให้นางแต่งกับเขาก็ได้กระมัง” สิ้นเสียง พวกนางก็พากันหัวเราะลั่น
หลี่อันหรานกัดริมฝีปากเบาๆ พร้อมกับจ้องพวกนางสามคนตาขวาง “คนแบบเ้าควรกังวลเื่ของตัวเองจะดีกว่านะ”
หลี่เยวี่ยซือหัวเราะหนึ่งคำรบ เยาะเย้ยอย่างเห็นได้ชัด “พวกข้ามีอะไรต้องกังวลกัน? คนแบบพวกข้ามีคนมาสู่ขอไม่รู้ตั้งเท่าไร ส่วนเ้าล่ะ?”
ทั้งสามคนหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้หญิงสาวอีกคนพูดขึ้นว่า “เอ๋ เ้าดูสิ นี่มันร้านขายเครื่องสำอางมิใช่หรือ? หรือว่านางคิดจะเข้าไปซื้อ?”
ทั้งสามคนหัวเราะหลี่อันหรานไม่หยุด หญิงสาวนางนั้นยังคงพล่ามต่อ “แผลเป็บนหน้านางลึกถึงเพียงนั้น ข้าว่าต่อให้เอาเครื่องสำอางทั้งร้านมาทาบนหน้าก็ยังกลบแผลเป็บนหน้านางไม่ได้อยู่ดี”
หลี่เยวี่ยซือเย้ยหยัน “ข้าว่านะ ต่อให้เครื่องสำอางช่วยกลบแผลเป็ได้ นางก็ไม่มีเงินซื้อมาใช้อยู่ดี ดูเสื้อผ้าที่นางสวมสิ ข้าเห็นนางสวมชุดนี้มาั้แ่เมื่อสองสามปีก่อนแล้ว ชีวิตนี้คงไม่มีวันเงยหน้าอ้าปาก”
“จะเงยหน้าอ้าปากหรือไม่ต้องดูที่อนาคต คนแบบพวกเ้าก็ดีแต่หัวเราะเยาะผู้อื่น มีดีแค่เปลือกนอก” หลี่อันหรานโต้กลับ ไม่คิดจำยอมแต่อย่างใด
“โอ้ พวกข้ามีดีแค่เปลือกนอก จะบอกว่าตัวสูงส่งกว่าอย่างนั้นหรือ? ถ้าเช่นนั้นพวกข้ากลับบ้านไปคงต้องทำแผลเป็บนหน้าเลียนแบบเ้าสินะ จากนั้นจะได้ภูมิใจว่าตัวเองวิเศษกว่าผู้อื่น”
“นั่นน่ะสิ แบบนี้ข้าขอชอบเปลือกนอกของตัวเองดีกว่า อย่างน้อยมันก็เป็สิ่งที่มีคนอยากได้แต่ไม่อาจได้มา”
ทั้งสามคนหัวเราะเหยียดหยันหลี่อันหรานแบบไม่ไว้หน้า หลี่อันหรานโมโหจะอกแตกตายอยู่แล้วแต่จะไม่รู้จะโต้กลับอย่างไร สุดท้ายต้องหันตัวหนีพร้อมกับจิกกัดว่า “พวกเรารอดูกันไปเถอะ สักวันพวกเ้าต้องมาคุกเข่าขอร้องข้า”
เสียงหัวเราะด้านหลังยังคงดังไม่ขาดสาย หลี่อันหรานรีบจ้ำอ้าวหนี พยายามสลัดเสียงหัวเราะพวกนั้นออกจากหัว
หลี่อันหรานไปซื้อผ้าฝ้ายหยาบเพิ่มอีกหนึ่งผืน ทั้งยังซื้อสมุนไพรที่ใช้ทั่วไปกับวัตถุดิบสำหรับทำน้ำพริกอีกหนึ่งห่อใหญ่ นางแบกทุกอย่างขึ้นหลังและเตรียมจะไปดูความคืบหน้าของน้ำพริกที่ภัตตาคาร นั่นคือเป้าหมายหลักที่นางมาในวันนี้
ครั้นหลี่อันหรานมาถึงภัตตาคาร เถ้าแก่หวางรีบปรี่ออกมาต้อนรับทันที “ไอ๊หยา ในที่สุดก็มาเสียที เหตุใดเพิ่งมาเอาป่านนี้”
หลี่อันหรานงุนงงไม่น้อย เพราะที่ผ่านมาเถ้าแก่หวางไม่เคยสุภาพกับนางขนาดนี้มาก่อน “เกิดอะไรขึ้นหรือ มีเื่ด่วนอะไรกัน”
“น้ำพริกสองโถนั่นที่เ้านำมาฝากหมดลงตั้งนานแล้ว มีลูกค้าหลายคนชอบรสชาติ อยากให้ภัตตาคารของเราทำออกมาเยอะหน่อย ตอนนี้เ้ามีอยู่เท่าไร ข้าขอซื้อทั้งหมด”
หลี่อันหรานชะงักก่อนแปรเปลี่ยนเป็ความดีใจ ดูท่าว่าความพยายาม่ที่ผ่านมาของนางจะไม่สูญเปล่า นางไม่ได้ทำน้ำพริกตามสูตรของคนในยุคปัจจุบันทั้งหมด นางใส่พริกในปริมาณเล็กน้อยให้มีรสชาติเผ็ดชา จากนั้นใส่วัตถุดิบท้องถิ่นบางชนิด เช่นนั้นจะได้ถูกปากคนในท้องที่มากขึ้น
นางคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าพวกเขาต้องชอบ แต่นึกไม่ถึงว่าจะราบรื่นขนาดนี้
“ข้าจะนำมาส่งให้อีกสามโถในอีกสามวัน แต่ต่อจากนี้ต้องเก็บเงินแล้ว เพราะอย่างไรเสีย ข้าก็เป็เพียงคนทำมาค้าขายตัวเล็กๆ ไม่ได้มีกำลังทรัพย์ที่จะให้ทดลองโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายมากมายขนาดนั้น”
เถ้าแก่หวางโบกไม้โบกมือ “ต้องได้อยู่แล้ว ข้าให้ราคาไหละหนึ่งร้อยอีแปะ ตกลงหรือไม่?”
หลี่อันหรานคิดคำนวณแล้วส่ายหน้า “ข้า้าสามร้อยอีแปะ”
เถ้าแก่หวางคำนวณในใจว่าน้ำพริกหนึ่งโถสามารถขายได้กี่ชุด? แต่ละชุดมีราคาเท่าไร? ตัวเขาจะได้กำไรสุทธิอยู่ที่เท่าไร เขาดีดลูกคิดคำนวณในใจอย่างรวดเร็วก่อนจะโบกมือตอบ “สองร้อยห้าสิบอีแปะ หากตกลงตามนี้ ต่อไปข้าจะรับซื้อน้ำพริกของเ้าทั้งหมด”
หลี่อันหรานหยุดไตร่ตรองเล็กน้อย หากจะทำธุรกิจระยะยาวก็ต้องห้ามตึงเกินไป นางพยักหน้าตอบ “ตกลง แต่ข้ามีเงื่อนไขหนึ่งข้อ”
เถ้าแก่หวางมองหลี่อันหรานด้วยความงุนงง “เงื่อนไขหรือ?”
หลี่อันหรานพยักหน้า “บ้านข้ามีโถไม่มาก ข้า้าเขียนชื่อของครอบครัวข้าลงบนโถ เช่นนี้พวกท่านขายหมดแล้วข้าจะได้นำไปล้างและนำกลับมาใช้ได้ใหม่ ต้นทุนของข้าจะได้ต่ำลงเช่นกัน”
เถ้าแก่หวางคิดในใจว่าที่แท้ก็เื่นี้ “ไม่มีปัญหา เชิญเ้าเขียนได้เลย เขียนอะไรก็ได้ ขอแค่น้ำพริกด้านในยังคงคุณภาพเหมือนเดิมก็พอ”
เชิงอรรถ
[1] ศัตรูบนทางแคบ [冤家路窄] หมายถึง ศัตรูหรือคนที่ไม่อยากพบเจอแต่กลับประสบพบเจอกันโดยง่าย
