ทำไมผู้ดูแลถึงไม่รู้น่ะหรือ นั่นเพราะเขาดูถูกร้านหนังสือในอำเภออย่างไรเล่า ร้านหนังสือในอำเภอจะไปมีหนังสือดีๆ ได้อย่างไร บัณฑิตที่เขียนหนังสือจบแล้วมีผู้ใดบ้างไม่อยากเอามาขายในเมืองซึ่งราคาดีกว่า
“เถ้าแก่ ร้านหนังสือร้านอื่นในเมืองก็ไม่ได้ไปดูตามร้านหนังสือในอำเภอเช่นกัน” ผู้ดูแลทำหน้าประหนึ่งไม่ได้รับความเป็ธรรม
่นี้เป็่ที่หนังสือกำลังจะออกวางขาย แค่นี้ก็มีปัญหามากพออยู่แล้ว ถึงแม้หยางหงรุ่ยจะรู้สึกไม่พอใจอีกฝ่าย แต่ก็ไม่อยากก่อปัญหาเพิ่มขึ้นอีก อีกอย่างตนก็แค่ถามไปอย่างนั้น ไม่ได้คิดจะต่อว่าแต่อย่างใด
“เื่นี้ถือเสียว่าเป็บทเรียนก็แล้วกัน หลังจากนี้เ้าต้องลงไปดูตามร้านหนังสือในอำเภอ หากมีหนังสือดีๆ สองร้านก็สามารถร่วมมือกันได้”
ผู้ดูแลพยักหน้ารับคำโดยพลัน
“พรุ่งนี้วางขายหนังสือตามกำหนดเดิม แต่เื่นี้ต้องเก็บเป็ความลับไว้ให้ดี คู่แข่งเก่าของพวกเรา...ครั้งนี้เสร็จแน่” หยางหงรุ่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นอย่างตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว
“ขอรับเถ้าแก่” ผู้ดูแลรับคำอีกครั้ง
อำเภอฟู่หยวน
หลิ่วเหวินไฉเดินออกจากร้านหนังสือพร้อมกับเงินหนึ่งร้อยตำลึง ใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มกว้าง
ครั้นชายหนุ่มกลับถึงจวน เห็นเ้าใหญ่นั่งอยู่ในห้องโถงด้วยสีหน้าไม่พอใจ ด้านข้างคือมารดาที่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม และบนพื้นคือสาวใช้ต้นห้อง[1] ที่มีสีหน้าน่าสงสาร
“เกิดอะไรขึ้น” เขานำเงินกลับไปเก็บที่ห้องก่อน แล้วถึงค่อยย้อนกลับมาที่ห้องโถงอีกครั้ง
ถึงแม้ใบหน้าของหญิงม่ายหลิ่วจะมีรอยยิ้ม หากในแววตากลับมีแต่ความรังเกียจและเบื่อหน่าย
“ไม่มีอะไร เพียงแต่ตอนที่ชุ่ยอวิ๋นยกน้ำชามาให้เ้าใหญ่ เอ่อ ให้เสวี่ยหรูไม่ทันระวังเลยเผลอทำชาหกรดเสื้อนาง” หญิงม่ายหลิ่วเผลอเรียกว่าเ้าใหญ่ต่อหน้าผู้อื่น พอเห็นอีกฝ่ายมีสีหน้าไม่ดีนัก จึงรีบเปลี่ยนคำในทันใด
เขาหันไปมองสาวใช้ต้นห้องที่ยังคงมีสีหน้าทำอันใดไม่ถูกด้วยใบหน้าเ็า ก่อนจะออกคำสั่ง “ไปคุกเข่าอยู่ด้านนอก เย็นนี้ห้ามกินข้าว!”
ชุ่ยอวิ๋นมองหลิ่วเหวินไฉอย่างไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เพราะยามอยู่บนเตียงบุรุษผู้นี้ปฏิบัติต่อนางอย่างอ่อนโยนมาโดยตลอด ไฉนเพลานี้ถึงทำหน้าเ็าใส่ประหนึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
หลิ่วเหวินไฉเห็นชุ่ยอวิ๋นยังคงนั่งนิ่งไม่ขยับ เลยสำทับอีกประโยคว่า “หรือเ้าอยากให้ข้าเรียกนายหน้ามาเอาเ้าไปขาย!”
“บ่าวไม่กล้าแล้วเ้าค่ะ บ่าวจะรีบไปประเดี๋ยวนี้เ้าค่ะ!” ชุ่ยอวิ๋นรีบตอบ แล้วถลาออกจากห้องโถงไปคุกเข่าอยู่ด้านนอกพร้อมกับน้ำตาที่ไหลริน
เ้าใหญ่เห็นเช่นนี้จึงอารมณ์ดีขึ้นมาไม่น้อย ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มของผู้ชนะ สาวใช้นางนี้มีหน้าตางดงาม จนนับว่าดีกว่านางมาก เห็นแล้วให้รู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก
“ชุดของเ้าเปียก ไปเถอะ ข้าจะพาไปซื้อชุดใหม่มาเปลี่ยน” หลิ่วเหวินไฉเข้าไปเอาอกเอาใจเ้าใหญ่
หญิงม่ายหลิ่วได้ยินเช่นนี้สีหน้าก็พลันเปลี่ยนเป็ไม่สบอารมณ์ “ใกล้วันที่เ้าจะต้องไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาแล้ว ยังขาดของใช้อีกหลายอย่าง เงินที่บ้านก็…”
“ท่านแม่ก็ไปด้วยกันเถิด ข้าก็จะซื้อให้ท่านด้วยหนึ่งชุด อีกไม่นานข้าก็ต้องไปเรียนหนังสือที่สำนักศึกษาแล้ว ท่านกับเสวี่ยหรูไปด้วยกัน ข้าที่เป็ทั้งบุตรชายและคู่หมั้นจะได้ดูมีหน้ามีตา ส่วนเื่เงินข้าพอมีอยู่”
หลิ่วเหวินไฉพูดเอาใจเพียงไม่กี่ประโยค อารมณ์ของหญิงม่ายหลิ่วก็ดีขึ้นทันตา นางรีบเดินกลับห้องไปหยิบเงิน จากนั้นชายหนุ่มจึงพามารดากับเ้าใหญ่ออกจากจวนไป
ระหว่างเดินผ่านสาวใช้ต้นห้องที่มีนามว่าชุ่ยอวิ๋น เ้าใหญ่จงใจเอ่ยขึ้นมาว่า “พี่เหวินไฉ ข้าอยากกินห่านย่าง”
“ได้สิ ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เ้าเสร็จ ข้าจะพาเ้ากับท่านแม่ไปกินข้าวที่หอสุรา” หลิ่วเหวินไฉตอบด้วยใบหน้าอ่อนโยน
เ้าใหญ่ฟังแล้วก็ยิ้มกว้างอย่างดีใจ ก่อนจะหันไปแค่นเสียงและยกยิ้มมุมปากเยาะเย้ยให้แก่ชุ่ยอวิ๋น
ทว่ามีบางอย่างที่ทั้งสามคนไม่ทราบคือ ทันทีที่พวกเขาก้าวเท้าออกจากประตูจวนไป ชุ่ยอวิ๋นก็ลุกขึ้นแล้วรีบวิ่งไปลงดาลประตู ก่อนจะวิ่งไปที่ห้องของหลิ่วเหวินไฉ
เดิมทีนางคิดจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขกับชายหนุ่มที่นี่ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็เป็ถึงซิ่วไฉ มีอนาคตยาวไกล ทว่าท่าทางที่เปลี่ยนจากหน้ามือเป็หลังมือในวันนี้ทำให้นางต้องคิดใหม่ อีกฝ่ายไม่ได้คิดจริงจังด้วย อีกทั้งคำหวานที่บุรุษผู้นี้เคยพูดไว้ ก็เพียงแค่ประจบเอาใจนางเท่านั้น!
อีกฝ่ายหาใช่บุรุษที่พึ่งพาได้ไม่!
หลิ่วเหวินไฉซ่อนเงินไว้ที่ใดนางย่อมทราบดี ทั้งหมดอยู่ในลิ้นชักแถวหัวเตียง แม้อีกฝ่ายจะลงกลอนเอาไว้ ต้องใช้กุญแจในการไข หากเื่นี้ก็ไม่ยากเกินความสามารถของชุ่ยอวิ๋น หญิงสาวดึงปิ่นปักผมไม้ที่ปักอยู่บนมวยผมลงมา จากนั้นใช้มือบิดเพื่อดึงเส้นลวดออกมาจากในปิ่น
ชุ่นอวิ๋นสอดเส้นลวดเข้าไปในรูกุญแจ ใช้เวลาเพียงไม่นานกุญแจก็ถูกปลดออก นางหยิบถุงเงินถุงใหญ่ออกมา ก่อนจะหยิบเสื้อผ้ามาห่ออย่างลวกๆ จากนั้นจึงมองหาสัญญาขายตัวของนาง
เมื่อครั้งที่หลิ่วเหวินไฉซื้อตัวนางมา เขาได้ทำสัญญาขายตัวแบบส่วนตัว ดังนั้นขอเพียงแค่ทำลายสัญญานั้นทิ้งไป นางก็จะเป็อิสระทันที
ชุ่นอวิ๋นนำสัญญาขายตัวไปที่ห้องครัวแล้วเผาทิ้งจนไม่เหลือเศษซาก จากนั้นไปค้นห้องของหญิงม่ายหลิ่วหนึ่งรอบ ก่อนจะจากไปพร้อมกับเงินจำนวนหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน พวกหลิ่วเหวินไฉก็เดินออกจากร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปตรงไปกินข้าวยังหอสุรา ระหว่างนี้คนทั้งสามมีความสุขมาก ทั้งยิ้ม หัวเราะ และพูดคุยกันอย่างชื่นมื่น ไม่ได้รู้เลยแม้แต่น้อยว่าพวกตนถูกขโมยเงินไปหมดแล้ว และที่น่าบังเอิญคือระหว่างกินข้าวอยู่นั้น พวกหยวนเหล่าเอ้อร์ก็แวะมากินข้าวที่หอสุราแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
โลกช่างกลมเหลือเกิน!
หญิงม่ายหลิ่วไม่เห็นกู้อวี้กับเจินเจินก็พูดเยาะเย้ยถากถาง “พวกเ้าสองสกุลมาเที่ยวเล่นในอำเภอหรือ คงรังเกียจว่าบุตรชายคนโตพิการเดินไม่ได้ จึงไม่ได้พามาด้วยสินะ”
หลิ่วเหวินไฉแสร้งทำเป็ห้ามปรามมารดา “ท่านแม่ แค่กู้อวี้ขาพิการก็น่าสงสารพออยู่แล้ว ท่านอย่าพูดจาซ้ำเติมเลย”
หญิงม่ายหลิ่วมีสีหน้าไม่พอใจ “ข้าก็แค่พูดความจริง ไม่ได้โกหกเสียหน่อย ทำไมหรือ มีกฎข้อใดระบุเอาไว้หรือว่า มีแต่กู้อวี้ที่พูดว่าตนเองพิการได้ แต่คนอื่นพูดเช่นนั้นไม่ได้ หากมีก็นับว่าทำเช่นนี้มันเกินไปแล้ว!”
สิ้นวาจานั้นหยวนเหล่าเอ้อร์ถอดรองเท้า แล้วปาใส่หญิงม่ายหลิ่วทันใด วันนี้เขาเอาแต่เดินทั้งวัน รองเท้าจึงมีแต่เหงื่อและกลิ่นเหม็น “พูดไม่เป็ก็หุบปากไปเสีย เ้ากินมูลเข้าไปหรือไร ปากถึงได้เหม็นเพียงนี้!”
“ท่านอารอง ท่านทำเช่นนี้ได้อย่างไร ถึงแม้ท่านป้าจะพูดตรงเกินไปบ้าง ก็ไม่เห็นถึงกับต้องต่อว่ากันเยี่ยงนี้เลย” เ้าใหญ่เรียกร้องความเป็ธรรมแทนหญิงม่ายหลิ่ว
หยวนเหล่าเอ้อร์ถ่มน้ำลายใส่ “เ้าเป็ผู้ใด อยู่ๆ มาเรียกข้าว่าท่านอาได้อย่างไร”
เ้าใหญ่ได้ฟังแล้วยกเอาแขนเสื้อปิดหน้าอย่างอับอาย
กู้ซิ่วไฉลุกขึ้นไปเก็บรองเท้าของหยวนเหล่าเอ้อร์กลับมา ก่อนจะดึงแขนอีกฝ่ายให้ออกไปจากที่นี่ “พวกเรากลับกันเถอะ หอสุราแห่งนี้มีหมาบ้าเฝ้าอยู่ พวกเราย้ายไปกินข้าวที่อื่นก็ได้”
หลิ่วเหวินไฉมีสีหน้าเดือดดาลขึ้นมาในพลัน เช่นเดียวกับผู้เป็มารดาซึ่งมีท่าทีกรุ่นโกรธอย่างยิ่ง คนทั้งสองไม่รอช้าพุ่งเข้าใส่หยวนเหล่าเอ้อร์ที่กำลังเดินออกจากหอสุรา “ข้าขอสู้ตายกับเ้า!”
จ้าวซื่อเห็นท่าไม่ดีจึงยื่นขาไปขัดขาของหญิงม่ายหลิ่วเอาไว้ ไม่ให้อีกฝ่ายเข้าไปทำร้ายสามีของตนได้ ‘หึ คิดจะรังแกบุรุษของนางหรือ ฝันไปเถอะ!’
หลิ่วเหวินไฉเห็นมารดาสะดุดล้มลงไปกับพื้นก็รีบเข้าไปพยุง จนลืมปลอบเ้าใหญ่ไปเสียสิ้น
“วันนี้โชคไม่ดีเอาเสียเลย” กู่ซื่อเดินออกจากหอสุราตามไปพลางบ่นอย่างทอดถอนใจ
ทั้งหมดเดินมาถึงทางแยกก็ได้เจอกับพวกเจินเจินที่กำลังซื้อขนมภาพวาดน้ำตาล ครั้นกู้อวี้หันมาเห็น จึงเอ่ยถามอย่างสงสัย “ทำไมพวกท่านถึงกลับกันมาแล้วเล่า ไม่ใช่ว่าจะไปสั่งอาหารรอที่หอสุราก่อนหรือ”
“อย่าพูดถึงเลย บังเอิญพวกเราไปเจอพวกหญิงม่ายหลิ่วน่ะสิ ช่างโชคร้ายแท้ๆ” หยวนเหล่าเอ้อร์พูดบ่น
ต่อหน้าบุตรสาว หยวนเหล่าเอ้อร์ไม่กล้าพูดออกไปว่าหญิงม่ายหลิ่วด่าว่ากู้อวี้ หาไม่แล้วบุตรสาวต้องวิ่งไปทำร้ายคนพูดจนบอบช้ำเป็แน่ หากคิดทำร้ายต้องนำกระสอบไปคลุมหัวคนผู้นั้นแล้วถึงค่อยนำตัวมาถึงจะใช้ได้ ทำร้ายต่อหน้าต่อตา เกิดอีกฝ่ายไปฟ้องทางการขึ้นมาจะทำอย่างไร
“เช่นนั้นก็กลับโรงเตี๊ยมกันเถิด อาหารที่โรงเตี๊ยมก็ใช้ได้เช่นกัน” กู้อวี้เสนอ ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน วันนี้พวกเขาไปดูจวนเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว จึงไม่มีผู้ใดมีกะจิตกะใจจะหาหอสุราเพื่อกินข้าวอีก
[1] สาวใช้ต้นห้อง คือสาวใช้ในเรือนที่เคยปรนนิบัติเื่บนเตียงแต่ไม่ได้รับการยกย่องขึ้นเป็อนุ
