“เฉินอวี๋”
“เื่คราวก่อนเป็ฝีมือของลูกใช่หรือไม่?”
“…”
“…”
เสียงปราณสายหนึ่งลอยเข้ามาที่หูของเฉินอวี๋ ทำเอาเขาที่กำลังสนุกกับการนั่งม้าเป็ครั้งแรกต้องประหลาดใจ พ่อไม่ได้ขยับปาก แต่เขากลับได้ยินเสียงพ่อราวกับกำลังพูดกระซิบที่ข้างๆ หู
“อย่าใ นี่เป็เพียงเคล็ดวิชาเสียงปราณกระซิบเท่านั้น เมื่อว่างและตัวเ้าบรรลุด่านวิมังสาของวิถีมนุษย์ได้ เราจะเริ่มเรียนสิ่งนี้ไว้พูดคุยกัน”
“ตอนนี้เ้าตอบคำถามของพ่อก่อน ว่าสาเหตุที่ของที่เราเก็บใส่ตะกร้าหายไปเป็เพราะพลังวิเศษของลูก”
“หากใช่ก็พยักหน้า หากไม่ก็ส่ายหัว”
เฉินอ่าวควบคุมบังเหียนม้า สายตามองไปข้างหน้าเหมือนไม่มีอะไร เขาคิดถึงสาเหตุมาได้สักระยะแล้ว ไม่มีทางที่ของจะหายไปเฉย ดังนั้นเขาจึงสันนิษฐานว่าน่าจะเป็ฝีมือของลูกชาย
คำตอบที่เฉินอวี๋มอบให้ก็คือการพยักหน้า ซึ่งหมายความว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็เพราะเขาเอง
เมื่อก่อนที่ทุกคนจะถูกล้อม เป็อิงเอ่อที่เตือนให้เขาเก็บของที่อยู่ในตะกร้า เหมือนนางจะรู้ว่าเขาสามารถเอาของเข้าไปในห้องการแลกเปลี่ยนได้ แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่น้องสาวทำตัวรู้เื่ไปหมดทุกอย่าง แต่ทุกครั้งก็ยังทำให้เฉินอวี๋พอใจที่วิกฤตของครอบครัวหายไปเพราะคำเตือน
หากพวกทหารเห็นว่าพวกเขาเก็บสินาโดยที่ไม่ใช่ทหารแล้วละก็ อาจจะถูกฆ่าทิ้งได้ในฐานะคนปล้นสุสาน
ถึงจะน่าเสียดายที่ของประดับ ดาบหรือทุกอย่างที่เอาเข้าไปจะไม่สามารถเอาออกมาได้อีก แต่ก็ทำให้เขามีแต้มการแลกเปลี่ยนมากถึง 15 คะแนน
ในอดีต แม้แต่เงินไม่กี่สิบอีแปะหรือเครื่องเคลือบยังแลกได้แค่ 0.2 เท่านั้น การที่เขาเก็บเกี่ยวได้มามากถึง 15 แต้มจึงเป็อะไรที่เหมือนฝัน
ซึ่งก็สมที่มันเป็ระบบแลกเปลี่ยนที่เท่าเทียม เพราะไอ้ของที่แลกแล้วได้แต้มส่วนใหญ่ คือวัตถุและหินฟ้าดินที่คนเป็พ่อรวบรวมเพื่อสะสมเอาไว้กลั่นปราณ
และกว่าเฉินอ่าวจะได้รู้ความจริง ว่าของที่เขาเก็บมาถูกลูกชายเอาไปแลกแต้มจนหมดแล้ว ก็นานหลายวันจนเดินทางไปถึงเขตเหลียงตง พอรู้ความจริงว่าไม่สามารถเอาคืนได้ เฉินอ่าวก็ร้องไห้กลั้นน้ำตาลูกผู้ชายเอาไว้ไม่อยู่
จนแม่ต้องตบหน้าพ่อเรียกสติ แล้วปล่อยให้เขานั่งเหม่อลอยเขี่ยดินด้วยความผิดหวังอยู่ตรงมุม
“กะ..กะ..ก้อนหินของข้า”
“ม๊ายยยยยยยย”
“…”
“…”
ทหารมีภาระ กลุ่มที่มาส่งเป็แค่กลุ่มแยก จึงตกลงที่จะมาส่งให้ถึงถนนเหลียงตงซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไม่กี่สิบลี้เท่านั้น ที่เหลือทุกคนจึงต้องลงจากม้าเพื่อเดินทางด้วยเท้าต่อ
เฉินอ่าวซึ่งรู้ว่าสมบัติและทรัพยากรของเขาหายไปจากอากาศ แม้จะตกไปอยู่ในมือของลูกชาย ตลอดเวลาที่เดินทางจึงเดินเหมือนคนหมดแรง เพิ่มความหงุดหงิดต่อเฉินถั่วถง จนต้องกระตุ้นหลายรอบถึงขั้นลงไม้ลงมือ
สำหรับที่พวกทหารเสียเวลามาส่ง ไม่ใช่แค่จะเป็ทางผ่านของพวกเขาที่จะไปจุดมุ่งหมายต่อไปเท่านั้น แต่ขุนพลคิดว่าพวกเขาช่วยฝังศพทหารที่เสียชีวิตด้วยความจริงใจ เพื่อเป็การขอบคุณ ที่พวกเขาช่วยฝังศพสหายร่วมรบ ขุนพลจึงส่งคนไปพาพวกเขามาถึงเขตหัวเมืองใหญ่เหลียงตงให้ใกล้ที่สุดไม่ต้องเสี่ยงถูกโจรปล้นระหว่างทาง
หลังจากฟังแล้ว หยู่เจ๋อไม่ค่อยเข้าใจวิธีการแสดงความขอบคุณของพวกทหารมากนัก แต่เขารู้เพียงว่าวิกฤตการณ์ได้ผ่านพ้นไปอย่างปลอดภัย
พวกเขาไม่เพียงแต่เดินทางมาถึงที่หมายได้เร็วเพียงแค่วันเดียว แต่ยังเลี่ยงเส้นทางที่อันตรายและมีชีวิตรอดได้ไม่มีอันตราย
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้ เกิดขึ้นเนื่องจากทหารไม่พบสิ่งของที่ครอบครัวเฉินปล้นไป ทำให้เหตุการณ์ที่พลิกผันไม่ได้เกิดขึ้น
มิเช่นนั้นหากเกิดเื่ตรงกันข้าม... แค่คิด หยู่เจ๋อก็ยังอดตัวสั่นไม่ได้เลยเมื่อนึกถึงมัน
เขามีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับครอบครัวแซ่เฉิน คราแรก สมาชิกในบ้านร่วมถึงเด็กๆ อ่านหนังสือออกดูมีความรู้ จึงเข้าใจว่าเป็ตระกูลผู้ดีเก่า แต่ผลลัพธ์กลับไม่ใช่ จากนั้นก็เข้าใจว่าเป็ตระกูลที่มีเส้นสายทางการทหาร ทำให้ไม่แปลกใจเลย ว่าทำไมพี่ใหญ่เฉินและอาซ้อใหญ่ถึงเก่งล่าสัตว์และสู้คนได้อย่างชำนาญ แต่ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้ มันก็ยังดูไม่ถูกต้องอีก
เรียกว่าครอบครัวนี้ประหลาดเกินไป หยู่เจ๋อจึงเลือกที่จะไม่สงสัยหรือตั้งคำถาม
และหยู่เจ่อที่อยู่มานานก็ทราบและเห็นความลับมากมาย แต่ดูเหมือนครอบครัวแซ่เฉินจะไม่กังวลเลยว่าเขาที่เห็นความลับเ่าั้จะเปิดเผยให้คนนอกได้ยิน
เฉินอ่าว ดูเหมือนผู้ดียิ้มแย้มเหมือนบัณฑิตปากไว แต่เขาฆ่าคนราวกับฆ่าไก่ การกระทำของเขารวดเร็ว แม่นยำ และสะอาดสะอ้าน
ส่วนเฉินถั่วถงอาจดูใจดีและอ่อนโยน แต่เมื่อนางโเี้ นางน่ากลัวยิ่งกว่าเฉินอ่าวจนเทียบไม่ติด
สำหรับชายชรา คนๆนี้ก็ขึ้นๆ ลงๆ อารมณ์เอาแน่เอานอนไม่ได้อยู่แล้ว แต่ที่แน่ๆ คือแกแข็งแกร่งไม่รู้จักเหนื่อย
นอกจากนี้ยังมีเฉินต้า ลูกชายคนโตของพวกเขาที่มีอายุเพียงแค่ 8 ขวบ ผู้ซึ่งสามารถข่มขู่หมาป่าให้กลัวได้ และมักจะทำร้ายคนจนตายได้เสมอหากได้กลิ่นเื จนบางครั้งเฉินอ่าวและเฉินถั่วถงยังต้องหลีกทางและร่วมมือกันเพื่อหยุดลูกชายให้ได้สติ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความโเี้ของเขาว่าอันตรายมากกว่าคนเป็พ่อและแม่รวมกัน
ส่วนพี่น้องอีกสามคน ดูเหมือนจะไม่มีพิษภัยอะไรในตอนนี้ แต่ใครจะรู้ว่านั่นเป็เื่จริงเหมือนที่ตาเห็นอยู่หรือเปล่า? ท่ามกลางศพทหารมากมาย เคยเห็นจากที่ไหนบ้างที่จะมีเด็กสี่ห้าขวบหยิบดาบและยิ้มออกมา?
เมื่อต้องเลือกระหว่างความเป็ความตาย ครอบครัวแซ่หยู่ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดที่จะเป็ผู้ตามที่ดีแสร้งทำเป็ไม่รู้ไม่เห็น
จนระหว่างนั้น เขามองไปรอบๆ และเห็นควันลอยขึ้นมาจากปล่องไฟข้างหน้า เขาจึงเสนอะโไปว่า “พี่เฉิน อาซ้อใหญ่ ดูเหมือนจะมีหมู่บ้านอยู่ข้างหน้า เราพักค้างคืนที่หมู่บ้านถัดไปก่อนดีหรือไม่ เพราะอย่างไรมันจะมืดและอยู่ไม่ไกลจากนครเหลียงตงอยู่แล้ว?”
ครอบครัวของเฉินอวี๋ ที่กำลังดูอาการของพ่อผู้ถูกแม่ตบสั่งสอนให้ทำตัวเป็ผู้เป็คน ก็หันหลังมองไปที่ครอบครัวแซ่หยู่ด้วยสายตา พูดตามตรง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสายตาหกเจ็ดคู่ที่จ้องมองมาอย่างกะทันหัน หยู่เจ๋อก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อยก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว
“มีหมู่บ้านเหรอ? ดี งั้นเราไปกันเถอะ”
โชคดีที่เฉินถั่วถงซึ่งกุมคอเสื้อของเฉินอ่าวอยู่จะพยักหน้าเห็นด้วย เลิกสนใจความไม่เอาไหนของสามี อุ้มอิงเอ่อขึ้นแล้วเดินไปข้างหน้าเหมือนไม่มีอะไรเกิด
ปล่อยให้เฉินต้าใช้กิ่งไม้แห้งจิ้มพ่อ “จึ๊กๆ” ซึ่งนอนคว่ำหน้าคลุกดินอยู่เหมือนการจิ้มอึ
“เฉินต้า เหนียนอู่ เฉินอวี๋ เลิกสนใจพ่อของพวกเ้าและตามแม่มาได้แล้ว” เสียงของเฉินถั่วถงะโจากระยะไกล ก่อนที่เด็กๆ จะรีบลุกขึ้นวิ่งไปหาและแย่งจับมือแม่ด้วยความรัก? กลัวว่าตัวเองอาจจะถูกแม่ดุจนมีสภาพเหมือนพ่อก็ได้หากเดินตามแม่ไปไม่ทัน
“เอ่อ..พี่ใหญ่เฉิน”
“ท่านยังไม่ตายและหายใจอยู่ใช่หรือไม่?”
“…”
มันน่าทึ่งมาก ที่ทุกคนทิ้งเฉินอ่าวไว้ที่ข้างถนนจริงๆ ขนาดหยู่เจ๋อที่เดินมาหยุดตรงที่เกิดเหตุ เขาก็ยังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ว่าควรจะยื่นมือช่วยพี่ชายท่านนี้ดีหรือเปล่า?
โชคดี ที่เฉินอ่าวซึ่งนอนคว่ำหน้ากินดินอยู่ จะค่อยๆ ชูมือและยกนิ้วโป้งให้ บ่งบอกว่าเขายังคงสบายหายห่วง
เมื่อเห็นแบบนี้ ครอบครัวแซ่หยู่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แน่นอนว่าพวกเขาไม่ได้เข้าไปพยุงตัวช่วย แต่เลือกเดินจากไป ปล่อยให้เฉินอ่าวนอนอยู่ที่ริมถนนตรงที่เดิม
มีเพียงเสียงสั่นเบาๆ อู้อี้ที่เฉินอ่าวคางผ่านลำคอเท่านั้นว่า
“กะ..กะ..ก้อนหินของ..ขะ..ข้า!!~~”
“…”
“…”
