“ทุกคนคะ เป็ที่ทราบกันดีว่าร้านเราพนักงานไม่พอ ดังนั้นพี่จึงเปิดรับพนักงานใหม่และวันนี้เป็วันเริ่มทำงานวันแรกของเธอ พี่ขอแนะนำสมาชิกใหม่เลยละกันนะ”
หน้าตายิ้มแย้มของพี่รินที่กำลังจะแนะนำพนักงานคนใหม่ของร้าน ซึ่งเข้ามาทำงานวันแรก สายตาของทุกคนในนั้นต่างเฝ้ารอสมาชิกคนใหม่ด้วยความตั้งใจ ก่อนที่เสียงฝีท้าวค่อยๆ ก้าวออกมา พร้อมรอยยิ้มที่ร่าเริงสดใส เมื่อสายตานันทิชาจับจ้องไปยังเพื่อนร่วมงานคนใหม่กับต้องประหลาดใจ เพราะใบหน้าที่แสดงออกถึงความสดใสนั้นคือคนคุ้นเคยที่เห็นหน้ากันทุกวันในรั้วมหาลัย
“พริม! นี่ เธอ.....” นันทิชาดวงตาเบิกโพลงด้วยความแปลกประหลาดใจ ยังไม่ทันที่นันทิชาจะพูดจบ
“ทุกคนคะ นี่คือพริมเพื่อนร่วมงานใหม่ของพวกเราในวันนี้ พี่หวังว่าพวกเราจะปรับตัว และสามารถแนะนำการทำงานให้เพื่อนร่วมงานคนใหม่ได้โดยไม่มีปัญหาอะไร อ่อ ทิชาพี่รู้ว่าเธอสนิทกับพริม ดังนั้นพี่ฝากด้วย ขออย่างเดียวตั้งใจทำงาน อย่าพยายามทำปัญหา เข้าใจใช่ไหม” สายตาสุดท้ายของเ้าของร้านจับจ้องมาที่ทั้งสอง
“เข้าใจค่ะ” สองเสียงผสานตอบรับพร้อมกัน
“แยกย้ายทำงานค่ะ” สิ้นเสียงเ้าของร้าน พนักงานทั้งหมดต่างแยกย้ายกันออกมาทำหน้าที่ของตนก่อนร้านจะเปิด
“นี่พริม เธอเข้าทำงานที่นี่ได้อย่างไร นี่ฉันสับสนไปหมดแล้ว” นันทิชาปรี่เข้าไปหาเพื่อนสาว ที่จู่ๆ ก็โผล่มาทำงานที่เดียวกันเสียดื้อๆ จนเธอคาดไม่ถึง
“ทิชา ปล่อยก่อน มันแปลกตรงไหนที่ฉันจะมาทำงานกับเธอ ที่เดียวกับเธอ”
นันทิชานิ่งทบทวน ใช่สิมันน่าแปลกตรงไหนกัน เพียงแค่สาวร่างอวบเอ่ยปากกับเ้าของร้านเพียงคำเดียว หญิงชราคงรีบตอบรับในทันทีเปรียบเสมือนได้คนไว้ใจมาทำงานเพิ่มอีกคน เพราะเ้าของร้านเห็นเธอป้วนเปี้ยนมาหานันทิชาอยู่หลายปีนั่นคงไม่แปลกอะไรมากกระมัง
“แล้ว...นี่ เธอคิดยังไง ถึงมาทำงานหาเงินเอง”
นันทิชายังคงสงสัยและดูจะเป็เื่เหลือเชื่อสำหรับเธอ ที่อยู่ๆ เพื่อนจอมเพี้ยนคิดหางานทำ ช่างสวนทางกับนิสัยของพริมอย่างสิ้นเชิง ที่วันๆ เอาแต่พูดมาก ยิ่งเกี่ยวกับเื่เรียนแล้วี้เีตัวเป็ขน ดีที่ว่าเวลาสอบคราใดคะแนนออกมาสูงลิ่วนำโด่งเพื่อนร่วมชั้น
“นี่ทิชา บ้านฉันก็ไม่ได้รวยนะ แต่ที่ผ่านมาฉันี้เีเองโดนแม่กับป้าบ่นทุกวันจนหูชาฉันไม่รู้จะไปทำงานที่ไหน ก็เลยแวะมาคุยกับพี่รินดู ดีที่พี่ริน้าคน มันจะแปลกก็ตรงที่ฉันไม่ได้บอกเธอก่อนเท่านั้นแหละ”
นันทิชาพยักหน้าสนใจฟังสิ่งที่คนอวบสาธยายยาวเหยียดจนร่างบางต้องเผยรอยยิ้มออกมา เพราะท่าทางจริงจังของพริมนั้นดูน่าขบขันไม่น้อยทีเดียว เธอมักจะทำอะไรแปลกๆ ตามใจตัวเองเสมอและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นันทิชาเจอ แต่ร่างบางไม่เคยชินกับการกระทำแปลกๆ ของเธอสักครั้ง
วันนี้เป็การทำงานวันแรกของพริมลูกค้าในร้านก็มากมายเหมือนเช่นทุกๆ วัน จดออเดอร์โต๊ะนั้น เสิร์ฟโต๊ะนี้พนักงาน ทุกคนดูวุ่นวายกันหมด สมกับเป็ร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในย่านนั้น ทั้งสองทำงานจนร้านปิด ล่ำลาเพื่อนร่วมงานและรับซองขาวเสร็จ จึงพากันเดินมารอรถเพื่อเดินทางกลับบ้าน
“พริม เป็ยังไงบ้าง” นันทิชาถามพร้อมเอามือน้อยๆ ค่อยๆ ลูบหลังเพื่อน
“เหนื่อยสิ นี่แค่พูดฉันยังเหนื่อยขาก็ล้ามือก็ไม่มีแรง จะมีแรงกลับบ้านหรือเปล่ายังไม่รู้เลย”
พริมพยายามทุบแขนของตัวเองอย่างเบาวนไปวนมาช้าๆ เพื่อคลายความปวดเมื่อย นันทิชาเผยรอยยิ้มเล็กๆ ออกมา นึกถึงวันแรกที่เธอเข้ามาทำงาน สภาพเธอเองก็ไม่ต่างจากพริมตอนนี้เท่าไหร่นัก สะบักสะบอมเหมือนได้ฟัดกับลูกหมามายังไงอย่างนั้น
“วันแรกก็แบบนี้แหละ”
นันทิชาพูดปลอบใจ พริมพยักรับหน้าเบาๆ หน้าตาบ่งบอกว่าเธอเหนื่อยล้า เพราะผิวหน้าที่ซีด ผมดูยุ่งเหยิง มีเหงื่อไหลแซมออกมา เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้โกหก นันทิชาตบไหล่เบาๆ ก่อนทั้งสองจะพากันขึ้นรถแยกย้ายกลับบ้านยังดีที่ร้านนี้ตั้งอยู่ริมถนนที่พุกพล่าน มีสายรถเมล์ดึกๆ วิ่งผ่าน เธอจึงประหยัดเงินค่าแท็กซี่ได้มากโข เพราะเงินแต่ละบาทนั้นหมายถึงอนาคตของเธอ เพื่อนร่วมมหาลัยหลายคนมีชีวิตที่ต่างจากเธอราวฟ้ากับเหว กระเป๋าใบหนึ่งของพวกหล่อนอาจเท่ากับเงินที่เธอทำงานมาทั้งปี จุดหมายเดียวที่เธอตั้งไว้คือการเรียนให้จบ มีงานที่เงินเดือนเพิ่มขึ้นและได้ใช้ชีวิตที่เหลือดูแลผู้เป็บิดา
