“ปู่นอนในนี้ครับ” เด็กชายหันมาบอกด้วยสีหน้าที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
ทั้งสายและวรรณารีต่างใช้มือปิดจมูกเมื่อกลิ่นอับและเหม็นหืนลอยออกมาจากห้อง ทั้งสองพยายามกลั้นหายใจขณะเดินไปใกล้คนป่วยที่นอนไม่ขยับบนแคร่ไม้ไผ่ผุและขึ้นรา
“ปู่ ๆ มีคนมาช่วยพาปู่ไปโรงพยาบาลแล้ว” หนึ่งเดินไปเขย่าตัวของชายชราเบา ๆ อยู่หลายที
ชายชราที่นอนนิ่งเหมือนไม่มีลมหายใจพยายามขยับมือและลืมตาขึ้นมาอย่างลำบาก “หนึ่งหรือลูก” เขาถามหลายชายด้วยเสียงแหบระโหย
สายที่เดินตามเข้ามาถึงกับชะงักนิ่งเมื่อได้ยินเสียงนั้น เธอก้าวขายาวขึ้นเพื่อเดินมามองร่างผ่ายผอมของผู้ชายบนแคร่ เมื่อมองเห็นได้ชัด สายถึงกับยืนมองอย่างตื่นตะลึง
“สุขเกษม?”
สุขเกษมก็ตะลึงค้างไม่ต่างกัน
“ส...สายระวี” สุขเกษมมองตรงไปที่สายด้วยดวงตาพร่ามัว เขายกมือสั่น ๆ ขึ้นมาเบื้องหน้าหมายจะเอื้อมเข้าไปใกล้ “ผม...ผมขอโทษ” เขาพึมพำออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยก่อนจะหมดสติไป
-----
ตอนนี้สายกำลังนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องพร้อมกับคิดถึงเื่อดีตที่ผ่านมาของตัวเอง
สายระวีมีชีวิตครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนคนอื่นทั่วไป มีพ่อ มีแม่ และมีน้องสาวฝาแฝดอีกหนึ่งคน ไม่เท่านั้นเธอยังมีคนรักอย่างสุขเกษมซึ่งคบหากันมาั้แ่เรียนมัธยม สุขเกษมเป็รุ่นพี่เธอสองปี ทั้งคู่รักกันมากและมีแผนจะแต่งงานกันทันทีหลังเรียนจบ
สุขเกษมทำงานเป็นักวิทยาศาสตร์ประจำโรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่ง สายระวีซึ่งเรียนพยาบาลก็ตามไปทำงานที่เดียวกันหลังจากเรียนจบ ไม่เพียงแค่เธอเท่านั้น แสงระวี น้องสาวฝาแฝดซึ่งเรียนพยาบาลเหมือนกันก็ตามมาทำงานด้วย
หลังจากทำงานได้สองปี ทางโรงพยาบาลมีสอบชิงทุนให้ไปเรียนต่อต่างประเทศ มีทั้งสาขาพยาบาลและสาขาวิทยาศาสตร์ของสุขเกษม สุขเกษมสมัครสอบชิงทุนและผลักดันให้สายระวีเข้าสอบด้วยเพื่อที่จะได้ไปเรียนต่างประเทศด้วยกัน สายระวีก็ตกลงทันที
ผลสอบออกมา สุขเกษมได้อันดับแรกไปแบบไม่มีปัญหา แต่สาขาพยาบาลนี่สิที่ทำให้สายระวีลำบากใจ แม้เธอจะสอบชิงทุนได้ลำดับหนึ่ง แต่แสงระวีที่เข้าสอบครั้งนี้ด้วยได้ลำดับสอง ทำให้แสงระวีเสียใจเป็อันมาก
พ่อกับแม่ของเธอรักและตามใจลูกสาวคนเล็กเป็อย่างยิ่ง เนื่องจากแสงระวีอ่อนแอมาั้แ่เกิด ทั้งคู่จึงรักและผูกพันกับลูกสาวคนเล็กมากเป็พิเศษ พ่อกับแม่เธอได้เข้ามาขอให้สายระวีสละสิทธิ์ไม่รับทุน เพื่อที่ทุนจะได้เปลี่ยนไปให้แสงระวีแทน
สุขเกษมพยายามคัดค้านอยู่หลายรอบแต่ไม่เป็ผล สายระวีรักน้องสาวมากเช่นกัน เธอจึงตัดใจสละทุนให้น้อง ในวันที่ส่งทั้งคู่ขึ้นเครื่องบินไปต่างประเทศ สายระวีไม่คิดเลยว่านั่นคือการส่งให้ทั้งคู่เดินเข้าประตูแห่งความสุขร่วมกัน
่ปีแรก สุขเกษมได้ติดต่อมาหาเธออยู่ตลอดเวลาจนสายระวีรู้สึกสบายใจและมั่นใจในตัวเขายิ่งขึ้น เธอเฝ้ารอวันที่เขาเรียนจบกลับมาอย่างใจจดใจจ่อ
แต่พอเข้าปีที่สอง สุขเกษมเริ่มทิ้งระยะห่างในการติดต่อ กลายเป็เธอที่เป็ฝ่ายโทรศัพท์หาเขาเอง ทุกครั้งที่โทรพูดคุยกัน สุขเกษมมักจะมีท่าทีอ้ำอึ้งและเป็ฝ่ายตัดการสนทนาอยู่ทุกครั้ง ซึ่งสายระวีไม่เอะใจอะไร คิดแค่ว่าเขาคงเร่งทำวิทยานิพนธ์เพื่อให้ทันตามระยะเวลาที่ระบุในสัญญา แต่แล้วในวันเดินทางกลับของทั้งคู่ก็กลายเป็วันที่สายระวีใจสลาย แสงระวีได้ป่าวประกาศกับญาติ ๆ ว่ากำลังคบหากับสุขเกษม ที่สำคัญ เธอตั้งครรภ์ได้สองเดือนแล้ว
สำหรับสายระวีแล้ว สุขเกษมพูดง่าย ๆ เพียงแค่ขอโทษเท่านั้น เพราะความเหงาและคิดถึงสายระวี ทำให้เขาพลั้งพลาดไปกับแสงระวีอย่างง่ายดาย ทั้งที่ใจจริงเขารักเพียงสายระวีเท่านั้น
สายระวีเพียงแค่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตากับความเจ็บช้ำในครั้งนี้ แต่สิ่งที่ซ้ำเติมความเจ็บช้ำของเธอจนยากจะทานทนอีกต่อไปก็คือการกระทำของพ่อและแม่
พ่อและแม่บอกให้เธอเสียสละให้น้อง นี่คือสิ่งที่เธอต้องเจอครั้งแล้วครั้งเล่านานเท่าอายุของตัวเอง ไม่เท่านั้น ทั้งคู่ยังใจกว้างเสนอออกทุนให้เธอไปเรียนต่อต่างประเทศด้วยตัวเอง สายระวีได้แต่ยิ้มหยันมุมปาก ไม่ว่าเมื่อไหร่ พ่อกับแม่ก็ไม่เคยรู้เลยว่าเธอรักน้องสาวมากแค่ไหน เธอรักแสงระวีไม่น้อยไปกว่าพวกท่าน และในตอนนี้ เธอก็คิดได้แล้วว่าไม่ควรนำตัวเองมาอยู่เป็ส่วนเกินของบ้านนี้อีกต่อไป
ในวันแต่งงานของทั้งคู่ สายระวีช่วยดูแลงานให้ทั้งคู่แบบไม่มีขาดตกบกพร่องโดยมีสีหน้าและแววตาหลากความรู้สึกของญาติ ๆ และเพื่อน ๆ มองมาไม่ขาดสาย แต่สายระวีไม่สนใจ ความเ็ปมันหยั่งรากลึกจนกลายเป็ด้านชาไปหมดแล้ว ความตั้งใจในตอนนี้คือขอทำหน้าที่เป็ลูกกตัญญูให้กับพ่อแม่ และเป็พี่สาวที่ดีให้กับน้องเป็ครั้งสุดท้าย
หลังจากส่งตัวคู่บ่าวสาวเข้าห้องหอ สายระวีได้ถือกระเป๋าสะพายที่ในนั้นมีเพียงแค่กระเป๋าเงินเดินออกจากบ้านโดยไม่คิดจะหันหลังกลับมาอีก
เธอเดินอยู่ข้างทางโดยไร้จุดหมายนานนับชั่วโมงก่อนจะตัดสินใจโทรหายี่สุ่น คนไข้ที่เคยมาคลอดลูกที่โรงพยาบาลและพูดคุยถูกคอจนสนิทสนมกลายเป็เพื่อน
ยี่สุ่นและสามีก็ดีใจหาย เมื่อรู้ว่าเธออยู่ข้างทางเพียงลำพัง่กลางดึก ทั้งคู่จึงขับรถจากนนทบุรีมารับเธอที่ใจกลางกรุงเทพฯ โดยไม่บ่นเลยสักคำ
ทั้งคู่พาเธอมาพักที่บ้านของพวกเขาโดยไม่คิดจะถามถึงที่มาที่ไปของเื่ที่เกิดขึ้น ให้พื้นที่เธอเพื่ออยู่กับตัวเอง คอยดูแลอยู่ห่าง ๆ จนกระทั่งสายระวีรู้สึกสบายใจขึ้นในที่สุด
เมื่อได้ฟังเื่ราวทั้งหมดจากปากสายระวีและรับรู้ถึงความตั้งใจว่าจะไม่กลับไปทำงานที่โรงพยาบาลอีก ยี่สุ่นและสามีจึงได้เสนองานพี่เลี้ยงเด็กซึ่งก็คือลูกสาวของทั้งคู่ให้สายระวีช่วยเลี้ยง สายระวีตกปากรับคำอย่างไม่มีความลังเล
การได้อยู่กับธรรมชาติและการได้อยู่กับเพื่อนที่นิสัยคล้ายกันทำให้ใจของสายระวีเป็สุขและสงบ เมื่อใจนิ่ง ความรู้สึกผิดที่หนีออกจากบ้านก็เกิดขึ้น เธอเริ่มคิดถึงพ่อและแม่ ไม่ว่าอย่างไรพวกท่านก็คือผู้ให้กำเนิด เธอปฏิเสธไม่ได้ว่าพวกท่านคือคนที่เธอรักมากที่สุด
เพราะกระดากเกินกว่าจะโผล่พรวดเข้าบ้านไปแบบทันที สายระวีจึงคอยวนเวียนและเลียบ ๆ เคียง ๆ สืบข่าวแถวบ้าน แต่แล้วก็มีข่าวที่สร้างความะเืใจให้กับเธออย่างที่สุด พ่อและแม่หัวใจวายตายหลังจากที่เธอออกจากบ้านไปเพียงแค่หนึ่งสัปดาห์
เื่นี้ทำให้สายระวีสติแตก เฝ้าตีอกชกหัวโทษตัวเองที่เป็สาเหตุให้พ่อกับแม่เสียชีวิต ไม่มีใครสามารถเข้าหน้าได้นอกจากยี่สุ่น สามี และลูกของทั้งคู่
แล้วก็เป็เื่น่าเสียใจยิ่งที่สามีของยี่สุ่นประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตใน่นั้นพอดี ยี่สุ่นเหมือนคนแพแตก เมื่อเห็นเช่นนั้น สายระวีที่จิตใจไม่ค่อยดีนักได้สลับบทบาทมาเป็ผู้ปลอบและให้กำลังใจเพื่อนแทน
แม้สายระวีจะเริ่มดีขึ้นบ้างหลังจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับสามียี่สุ่น แต่ดีเฉพาะกับคนสนิทอย่างยี่สุ่นและวนาลีเท่านั้น คนไม่สนิทหรือคนแปลกหน้าเธอมักจะทำตาขวางใส่เพื่อกันไม่ให้ผู้คนเ่าั้เข้ามาใกล้ จนผู้คนแถวนั้นค่อย ๆ ร่ำลือกันไปว่าเธอคือยายสายบ้า สายระวีก็ไม่สนใจที่จะพูดแก้ต่างให้ตัวเองเลยสักครั้ง
เมื่อยี่สุ่นตั้งหลักได้และงานในสวนเริ่มอยู่ตัว เธอจึงเริ่มศึกษาการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ โดยไม่ลืมที่จะดึงสายระวีไปร่วมด้วย
เหมือนเป็คู่บุญหนุนกันมาั้แ่ชาติก่อน การลงทุนในหุ้นและทองคำของทั้งคู่ต่างเฟื่องฟู ภายในระยะเวลาสองปี พวกเธอมีกำไรในมือนับสิบล้านบาท
เมื่อมีเงินก็เริ่มหาซื้อที่ดิน บ้าน อาคารมาสะสมเพื่อเก็งกำไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนเข้ามาในมืออยู่ไม่ขาด สามารถเรียกทั้งคู่ว่าเศรษฐินีได้อย่างสบาย แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครมีโอกาสได้ล่วงรู้เื่นี้ ผู้คนรับรู้เพียงแค่ว่านี่คือยายสายบ้า ส่วนยี่สุ่นคือเ้าของสวนผลไม้ที่กินบุญเก่าจากสามีเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าชีวิตของตัวเองเริ่มเป็หลักเป็ฐาน สายระวีจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อและนามสกุลของตัวเอง ในเมื่อไม่มีพ่อและแม่แล้ว เธอก็ไม่จำเป็ต้องใช้นามสกุลเดิมเพื่อร่วมวงศ์วานกับใครอีก คำว่าครอบครัวไม่มีในใจอีกต่อไป ไม่มีสายระวี รุจนันท์ อีกแล้ว ตอนนี้เธอคือสาย อิสระ เท่านั้น
