เดิมทีซ่งไห่สมัยหนุ่มๆ มักจะเที่ยวหอนางโลมแทบทุกวันไม่เคยขาด แม้จะเพิ่งอายุสามสิบต้นๆ แต่เพราะความเสเพลเกินไป ทำให้ใบหน้าซีดเซียว ร่างกายผ่ายผอม เดินเหมือนลอยได้
เมื่อไปเชิญหมอชื่อดังในเมืองมาตรวจ เพียงแค่จับชีพจร หมอก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังให้เขาเตรียมตัวตายได้เลย ทำเอาซ่งไห่ใจนผมหงอกขาวเพียงชั่วข้ามคืน
ซ่งไห่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อรักษาชีวิตจนสิ้นเนื้อประดาตัว เมื่อไม่มีเงินเข้าหอคณิกา ก็พบว่าหญิงงามที่เคยสนิทสนมกลับไม่สนใจเขา แถมยังรังเกียจที่เขาไม่มีเงิน แล้วยังกล้ามาเที่ยวอีก
ในเวลานั้น ซ่งไห่ก็รู้สึกตัว ที่แท้แล้วหอคณิกาก็ไม่ต่างจากโรงประมูล ทุกอย่างล้วนเป็การค้าขายทั้งสิ้น
เขานำเงินที่เหลือไม่มากนักพร้อมกับความเสียใจย้ายมาทำไร่อยู่ที่นี่
ทุกวันตื่นเช้ามาทำไร่ ตกเย็นก็พักผ่อน ชีวิตชาวไร่ชาวนาที่ห่างไกลจากความวุ่นวายกลับทำให้เขากลับมาแข็งแรงดังเดิม แต่ผมขาวไม่อาจหวนกลับไปได้อีกแล้ว
“ที่นั่นเป็สถานเริงรมย์ พวกเ้าสองคนยังหนุ่มแน่น หากเข้าไปเกรงว่าจะกลายเป็ผมขาวเหมือนข้าตอนออกมา” ซ่งไห่กล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ดีเลย!” ตู้เจิ้งฉุนตบเข่าด้วยความดีใจ “แป้งและเครื่องประทินโฉมที่ข้าซื้อมาก็ขายได้แล้ว!”
“หมายความว่าอย่างไร” ลู่เต้าถาม
“เ้าลองคิดดู หญิงคณิกาพวกนั้นต้องทำอะไรเพื่อดึงดูดแเื่ ก็ต้องแต่งหน้าสิ! แต่งหน้าก็ต้องใช้แป้งและเครื่องประทินโฉม” ตู้เจิ้งฉุนถูมืออย่างกระตือรือร้น เหมือนเห็นตัวเองนับเงินรอแล้ว
ตู้เจิ้งฉุนอารมณ์ดี จึงให้ซ่งไห่เตรียมสุราอาหารมาเลี้ยงฉลอง
“สุราต้องหมักจากธัญพืช เปลืองยิ่งนัก บ้านข้าไม่มีสุราหรอก”
“ไม่มีสุราก็ช่างเถอะ เช่นนั้นมีอะไรกินบ้าง”
“เนื้อเค็ม ไก่ เป็ด ปลา ตามใจเ้าเลย”
“ไม่ต้องเลือกแล้ว! เอาทั้งหมดเลย!” ตู้เจิ้งฉุนวางเงินบนโต๊ะอย่างใจกว้าง
“ได้! ข้าจะไปเตรียมให้” ซ่งไห่เห็นเงินแล้วตาลุกวาว เขารับเงินใส่ถุงผ้าแล้วออกไปจับไก่เชือดเป็ดทันที
ลู่เต้าก็เดินตามออกไปด้วย ตู้เจิ้งฉุนเอ่ยถาม “สหาย เ้าจะไปไหนหรือ”
“ป่าไผ่แห่งนี้เงียบสงบนัก ข้าอยากไปฝึกตนตามลำพังสักหน่อย”
“ถึงจะแข็งแกร่งขนาดนี้แล้ว ก็ยังขยันฝึกตนเช่นนี้ นี่เองที่ทำให้เ้าเก่งกาจ” ตู้เจิ้งฉุนคิดว่าลู่เต้าเป็จอมยุทธ์ผู้ใฝ่รู้ในการฝึกตน เขาจึงรู้สึกนับถือยิ่งนัก
นับั้แ่เขาออกมาค้าขายก็ไม่ค่อยได้ฝึกตนแล้ว พลังจึงหยุดอยู่ที่ระดับสองดารามาตลอด
หลังจากลู่เต้าเดินเข้าป่าไผ่เพียงลำพัง ไป๋เสียปรากฏตัวแล้วถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ในที่สุดก็ได้อยู่ตามลำพังเสียที เ้าหนูสกุลตู้นั่นติดหนึบรำคาญจริงๆ”
ลู่เต้านั่งขัดสมาธิบนพื้นแล้วถาม “วันนี้ท่านจะสอนอะไรข้า”
ยันต์สีขาวที่ผนึกหูต้าเซียนไว้ลอยออกมาจากอกลู่เต้าลงสู่พื้น
“ครั้งนี้ข้าจะให้เ้าเรียนรู้ฝ่ามือดูดิญญาิญญาของมัน” ไป๋เสียกล่าว “ของดีเช่นนี้อยู่ในมือตาแก่เฒ่านั่นช่างเสียของ!”
ลู่เต้าทำท่าไม่เต็มใจนัก แล้วบ่นว่า “ครั้งก่อนก็กรงเล็บพิษ ครั้งนี้ก็ฝ่ามือดูดิญญา ทำไมมีแต่เคล็ดวิชาชั่วร้ายพวกนี้เล่า”
“นั่นเป็ความคิดอคติของเ้า ท่าร่างไม่มีถูกผิด เช่นเดียวกับมีด สามารถใช้ฆ่าคนได้ ก็สามารถใช้ช่วยชีวิตคนได้เช่นกัน มันมีสองด้าน”
“ก็จริง”
ลู่เต้าหวนนึกถึงความเ็ปราวกับถูกมีดกรีดในท้องตอนที่ดูดซับกรงเล็บพิษ เขายังคงหวาดกลัวไม่หาย
แสงสลัวกลมกลึงลอยขึ้นมาจากยันต์สีขาว แล้วลอยเข้าไปในทะเลิญญาของลู่เต้าภายใต้การนำทางของไป๋เสีย
เดิมทีลู่เต้าเตรียมตัวต่อสู้อย่างยากลำบากแล้ว ใครจะรู้ว่าด้วยประสบการณ์ครั้งก่อน การดูดซับฝ่ามือดูดิญญากลับราบรื่นอย่างไม่น่าเชื่อ ไม่เพียงแต่ไม่มีความเ็ปใดๆ แต่ยังสามารถหลอมรวมฝ่ามือดูดิญญาเข้ากับทะเลิญญาได้สำเร็จง่ายดาย
ลู่เตาลืมตาขึ้นทันที เขางอนิ้วตวัดไปที่กองฟาง ไผ่หักๆ ท่อนหนึ่งลอยเข้ามาในมือเขา
เขาถือไผ่สีเหลืองอ่อนพลางหัวเราะ “สำเร็จแล้ว! ไม่นึกเลยว่าจะง่ายดายขนาดนี้!”
ไป๋เสียเองก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน เขาจึงชี้ไปที่หินก้อนใหญ่ในป่าไผ่ “ลองดูดมันมาสิ”
ลู่เต้าทำตามที่เขาบอก ยกแขนขึ้นชี้ไปที่ก้อนหิน แล้วค่อยๆ ยื่นมือไปข้างหน้า ตวาดเสียงหนึ่ง ภายใต้การกระตุ้นของพลังิญญา ฝ่ามือก็เกิดการสั่นไหว แรงดึงดูดก้อนหินเข้ามา
ทว่าก้อนหินหนักร้อยกว่าจิน ถึงแม้ลู่เต้าจะยกมันขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย แต่แรงดูดของฝ่ามือดูดิญญายังไม่มากพอที่จะดึงมันมาได้
ก้อนหินเย็นเยียบและหนักอึ้งยังคงนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น ตรงกันข้ามฝ่ามือกลับดูดสิ่งของที่มีน้ำหนักเบากว่า เช่น ใบไผ่และวัชพืช ต่างก็ถูกดูดติดฝ่ามือลู่เต้า
“น่าโมโหนัก” ลู่เต้าสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วลองดูดอีกหลายครั้ง หลังจากล้มเหลวหลายครา เขาก็หยุดฝึก สิ่งของที่ติดอยู่บนฝ่ามือสูญเสียแรงยึดเหนี่ยวแล้วร่วงลงสู่พื้น
ดูเหมือนฝ่ามือดูดิญญาที่เพิ่งเรียนรู้ยังมิอาจดูดวัตถุที่มีน้ำหนักมากเกินไปได้ ลู่เต้าก้มมองดูมือทั้งสองที่สั่นเทาเพราะพลังิญญาหมด มุมปากของเขายกยิ้มด้วยความโล่งอก
ถึงแม้จะไม่ค่อยก้าวหน้า แต่เขารู้สึกได้ว่าตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเล็กน้อย
ไป๋เสียกล่าว “ตอนนี้เ้าดูดได้แค่ของเบาๆ เท่านั้น ต่อไปเ้าต้องขยันฝึกฝน สักวันหนึ่งเ้าจะดูดวัตถุที่หนักกว่านี้ได้ และในที่สุด ก็จะได้ฝ่ามือดูดมารที่แท้จริงของตาแก่เฒ่านั้น!”
“ดูดพลังิญญาของคนอื่นจากระยะไกลอย่างนั้นหรือ” ลู่เต้านั่งลงบนพื้น “ดูเหมือนจะไม่เลว”
เพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับการดูดซับ ลู่เต้าเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้งก็พบว่าดวงอาทิตย์สีแดงฉานกำลังค่อยๆ ลับขอบฟ้า
เวลาล่วงเลยไปมากแล้ว ท้องก็ร้องโครกคราก
ก่อนออกมา ตู้เจิ้งฉุนให้ชาวนาซ่งไห่เตรียมอาหารไว้แล้ว ตอนนี้กลับไปก็น่าจะทันพอดี
ลู่เต้าลุกขึ้นยืนกำลังจะกลับไปที่กระท่อม ทันใดนั้นกิ่งไม้ในป่าไผ่ที่เงียบสงบก็สั่นไหว มีร่างหนึ่งพุ่งออกมา
ท่วงท่าของเขารวดเร็วปานลิง เขาเหยียบยอดไผ่เบาๆ ร่างก็พุ่งไปข้างหน้า แล้วหายไปที่ขอบป่าไผ่ด้วยวิชาตัวเบาอันรวดเร็ว
“อ้อ” ไป๋เสียเห็นว่าอีกฝ่ายวิ่งมาจากเมืองดอกไม้ไฟก็รู้สึกถึงความผิดปกติ จึงปรากฏตัวแล้วสั่งลู่เต้า “เก็บกลิ่นอายแล้วตามไปดู!”
การดูดซับฝ่ามือดูดิญญาของลู่เต้าดูเหมือนจะง่ายดาย แต่ที่จริงแล้วก็เสียพละกำลังไปไม่น้อย
แม้จะหิวจนไส้กิ่ว แต่ก็ยังไม่สู้ความอยากรู้อยากเห็น ลู่เต้าปรับลมหายใจ เก็บกลิ่นอายแล้วรีบตามไป แต่ฝีเท้าอีกฝ่ายรวดเร็วยิ่ง เพียงพริบตาก็หายวับไปกับตา
เขาสูดกลิ่นโลหะจางๆ ปะปนในกลิ่นไผ่แล้วกล่าวว่า “คนผู้นั้นดูเหมือนจะาเ็”
ทักษะที่เคยใช้ตามรอยสัตว์ที่าเ็กลับมีประโยชน์ ลู่เต้าเดินตามกลิ่นคาวเืในอากาศต่อไป
ยามราตรีมาเยือน แสงจันทร์สาดส่องลงมาเบื้องล่าง
ลู่เต้ารู้สึกว่ากลิ่นเืเริ่มแรงขึ้นมาก เขาคิดว่าอีกฝ่ายคงหมดแรงล้มลงจึงเร่งฝีเท้า และก็พบว่ามีคนนอนอยู่กับพื้นเบื้องหน้าจริงๆ สีหน้าทรมานนั้นส่งเสียงครวญครางไม่หยุด
