การปรากฏตัวของทหารองครักษ์ต้องห้าม ทำเอาทุกคนที่อยู่ในเมืองหลวงแตกตื่น มันยากที่ได้เห็นกลุ่มองครักษ์ต้องห้ามชุดดำควบม้าออกจากวัง ทำเอาชาวบ้านชาวเมืองที่อยากรู้อยากเห็น พาวิ่งตามเป็ขบวนด้วยความสงสัย ว่าทหารชั้นยอดเหล่านี้จะไปจับคนร้ายไม่ก็ขุนนางชั่วจากสกุลใด
จนเมื่อจิ้งหยวนที่ถูกเรียกได้เดินก้าวขาออกมาจากหน้าประตูพ้นคาน เขาจะตะลึงเล็กน้อยที่ได้เห็นผู้คนมากมายล้อมปิดถนนเหมือนคณะประท้วง ที่มารวมตัวกันหวังจะมาไล่นักการเมืองสารเลว
“หือ?”
“มีการก่อจลาจลที่เมืองหลวงขึ้นเหรอลุงฮัว งั้นคงไม่เกี่ยวกับข้า ขอบาย”
“...”
ต่อให้เป็จิ้งหยวนที่มาจากอีกโลกจะใจแข็งขนาดไหน แต่การที่เห็นคนมายืนเบียดเป็แสนๆ มันก็อดไม่ได้ที่เขาจะไม่เกิดความประหม่า ไม่เพียงแต่ตามถนนจะเต็มไปด้วยผู้คน แม้แต่ตามกำแพงและบนต้นไม้สูงริมข้างทาง ก็มีคนพากันปืนขึ้นไปเกาะอยู่เต็มไปหมด ห้อยโหนมองซ้ายขวายังกับลิง
“หยุดเลย”
“เ้าไม่รู้ตัวจริงๆ นะเหรอว่าเ้าไปทำอะไรมา?” ฮัวเหยาจินก็หัวเราะออกมาเมื่อเห็นท่าทางของจิ้งหยวนแตกต่างออกไปจากความทรงจำเก่าๆ
และแน่นอนว่า คำตอบของจิ้งหยวนที่ให้ไปก็แค่พยักไหล่ด้วยความไม่รู้สาเหตุต่อเื่นี้จริงๆ
“ฝ่าาเรียกตัวเ้าไปพบ เมื่อไปที่วังไทชวีก็จักรู้เองนั่นแหละว่ามันมีเื่อะไร”
ยิ่งเห็นท่าทางตลกๆ ของจิ้งหยวน ฮัวเหยาจินก็ยิ่งหัวเราะ รู้สึกสนิทสนมและพอใจในตัวจิ้งหยวนขึ้นมาแบบแปลกๆ ราวกับว่าเขาได้เจอจิ้งเหวิ่นที่เป็พี่ใหญ่อีกครั้งในเวอร์ชั่นหนุ่มๆ
โดยไม่รอผลีผลามเสียเวลาอะไรอีก ขุนพลฮัวก็จับบ่าจิ้งหยวนโยนขึ้นม้า แล้วก็มุ่งหน้าไปที่วังหลวงทันทีโดยไม่สนแม้จิ้งหยวนจะร้องตลอดทางว่าเขาขี่ม้าไม่เป็
ณ ท้องพระโรงของวังไทชวี
“โอ้ ท่านผู้นี้คงเป็ลุงชาง ท่านแก่ขึ้นเยอะเลยนะ?”
“ว้าว ลุงฟาง ท่านยังปึ๋งปั๋งเช่นเดิมเลยแฮะ ช่างน่าเหลือเชื่อมาก”
“เฮ้ย ตาแก่เหว่ย อย่าทำใบหน้าที่เคร่งเครียดแบบนั้นสิ ข้าบอกแล้วไงว่ามิใช่ข้าที่ลวนลามลูกสาวท่าน แต่เป็คนที่ชื่อว่าซีเฉิงต่างหาก”
“โอ๊ะๆ ลุงฉิน ท่านยังใส่ชุดเกราะเข้ามาประชุมอยู่อีกหรือเนี่ย ว่าแต่่นี้าทางเหนือเป็ยังไงบ้างเหรอ?”
“ว้าว เราได้พบกันอีกครั้งแล้วนะ ท่านโก ฮ่าฮ่า ข้ามิได้เห็นหน้าท่านมาตั้งนาน”
“อ้าว ท่านอาหลิง ท่านยังเป็ขุนนางฝ่ายซ้ายชุดเขียวอยู่อีกรึ เมื่อไหร่จะเลื่อนขั้นไปเป็ชุดฟ้าสักที”
“คารวะท่านลุงโก”
“สวัสดีลุงหลาง”
“….”
“…”
“….”
เซี่ย ไรว่ะเนี้ย!!!!
พวกกูไปสนิทสนมกับมึงั้แ่เมื่อไหร่??
“...”
“...”
ทันทีที่จิ้งหยวนเข้ามายังในท้องพระโรง เขาก็วิ่งเข้าใส่ฝูงชนแล้วทักทายคนที่เขารู้จักและไม่รู้จัก ยื่นมือออกไปจับแล้วเขย่าขึ้นลง โดยพวกเขาไม่เห็นจะจำได้เลยว่าไปตีสนิทสนมกับจิ้งหยวนมาั้แ่ตอนไหน
หากเป็ยามปกติ คนที่ถูกจิ้งหยวนทักอย่างสนิทสนมจะต้องถูกกล่าวหาว่าเป็หนอนของอีกฝ้าย แต่นับว่ายังดี ที่การทักทายนี้จิ้งหยวนดันวิ่งไปพูดกับทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ขันทีน้อยที่นั่งโบกพัดอยู่ข้างๆ ฐานใต้บัลลังก์
ทำเอาทุกคนที่้าจะฟ้องและกล่าวหาจิ้งหยวนพากันตะลึงจนลืมคำฟ้องไปชั่วขณะ ว่าพวกเขาควรจะริเริ่มฟ้องในข้อหาอะไรก่อนถึงจะดี
จนการทักทายจะเหลือแค่สี่คนสุดท้ายที่ยืนหลบอยู่ตรงหัวมุมเสา จิ้งหยวนก็อดไม่ได้ที่จะะโขึ้นและ้าเดินไปหาเพื่อจับมือ
“อย่าเข้ามา”
“อยู่ห่างๆ จากพวกข้าซะ”
“...”
เมื่อเห็นว่าจิ้งหยวนเดินมาหา จางฉิ โกซิงและฟางยี่ พวกเขาก็รีบะโถอยหลังด้วยความเร็ว ทำเอาจิ้งหยวนที่ก้าวขาต้องหยุดเท้า แสดงสีหน้ามึนงง แสร้งไม่เข้าใจว่าทำไมคนทั้งสามถึงแสดงอาการหวาดกลัวออกมา
“หือ?”
“จางฉิ โกซิง ฟางยี่ เกิดสิ่งใดขึ้นกับพวกเ้า?”
“เหตุใดใบหน้าถึงมีสภาพที่ดูมิได้แบบนี้ หรือพวกเ้าไปทะเลาะกับลูกคนใหญ่คนโตอีก .เห้อ.. ข้าบอกแล้วไง ว่าคนเราควรจะรู้จักการเติบใหญ่กันบ้าง”
“ตอนนี้พวกเ้าก็จะอายุเกือบจะยี่สิบปีกันหมดแล้ว อย่าไปหาแอบดูสตรีอาบน้ำอีกสิ มิเช่นนั้นพวกเ้าคงไม่ถูกพวกนางทุบตีจนมีสภาพแบบ…ไอ้หย๋า!! แม้แต่องค์รัชทายาทก็ไปดูสตรีอาบน้ำด้วยเหรอเนี่ย”
จิ้งหยวนพูดคล้ายจะสั่งสอน จนเมื่อหางตาเหลือบไปเห็นรัชทายาทอู่เฉวี่ยนยืนเชิดคออยู่ จิ้งหยวนก็แกล้งเป็ใะโถอยหลัง พูดออกมาด้วยสีหน้าตะลึงเหมือนคนที่ไม่รู้เื่รู้ราว
“ไม่อยากจะเชื่อ สตรีเ่าั้ช่างใจร้ายนัก ทุบตีจนอาการสาหัสแทบจะจำหน้าใครไม่ได้ ครั้งหน้าองค์รัชทายาทก็อย่าหาทำอีกเื่พิเรนทร์แบบนี้อีก อย่าให้ชื่อเสียงเสียหายเพราะอิสตรี เอาเวลาที่ว่างๆ ไปร่ำเรียนหรือไม่ก็ไปช่วยงานราชกิจจะดีกว่า เผื่ออาณาจักรต้าชวีของเรามันจะสูงขึ้นและยั่งยืน”
ยั่งยืน?
ยืนพ่อง!!!
“...”
ด้วยคำกล่าวของจิ้หยวนที่ไหลออกมาเหมือนน้ำหลากไม่มีช่องไฟให้พูดแทรก
จางฉิ โกซิง ฟางยี่ และแม้แต่องค์รัชทายาทอู่เฉวียน ก็ได้แต่จ้องไปที่จิ้งหยวนด้วยความโกรธราวกับ้าจะฉีกร่างและกินเนื้อ
ทั้งๆ อยู่ต่อหน้าเหล่าขุนนางมากมายในท้องพระโรง แต่จิ้งหยวนก็ยังกล้าที่จะพูดเื่อื้อฉาวแบบนั้นออกมาได้โดยไม่ละอายใจ
ด้วยสิ่งนี้ อย่าว่าแต่กลุ่มขุนนาง แม้แต่จักรพรรดิอู่เิหลี่ก็ยังมึนงงสับสนไปหมด
แค่พฤติกรรมที่ทักทายทุกคนก็สร้างความประหลาดใจต่อพวกเขามามากพอแล้ว แต่ด้วยคำพูดที่หลุดออกมารัวๆ ก็ทำเอาเหล่าขุนนางเฒ่าที่เคยภูมิใจในปากตัวเอง ชั่วขณะหนึ่งใครบางคนก็รู้สึกเทียบไม่ได้กับเศษเสี้ยวฝีปากที่จิ้งหยวนพูดออกมา
“ฝ่าา”
“เหตุใดถึงเรียกคนรากหญ้าเช่นกระหม่อมเข้าวัง?”
เฟ้ย!!
ยังจะถามอยู่อีกรึ?
“...”
เมื่อหลายคนเห็นว่าจิ้งหยวนเสแสร้งออกมาแบบนี้ มันก็ทำเอาหลายคนที่ยังไม่หายใในตอนแรกรู้สึกวิงเวียนตามไม่ทันกับอารมณ์คำพูดที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาของอีกฝ่าย
“หืม..”
“การที่พวกเขาตกอยู่ในสภาพที่น่าอดสู่แบบนี้ เ้าก็น่าจะรู้อยู่แล้วมิใช่เหรอ?”
“เหตุใดเ้าถึงไม่ยอมรับสารภาพความผิด บางทีโทษหนักอาจจะกลายมาเป็เบา”
จักรพรรดิอู่เิหลี่พบว่าเด็กคนนี้ต่างออกไปจากเมื่อก่อน จึงอยากรู้ว่าวันนี้เขาจะมีข้อแก้ต่างหรือแผนอะไรออกมาแก้ตัว
“ทูลฝ่าา ่หลายวันที่ผ่านมานี้ กระหม่อมพักรักษาตัวอยู่แต่ในจวนไม่ค่อยได้ออกไปไหนนาน ทำให้ไม่ทราบเหตุการณ์ด้านนอกสักเท่าไหร่ แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าทั้งสี่คนไปโดนผู้ใดทำร้ายมา”
“แต่จากรอยฝ่ามืออันผอมแห้งที่ประทับบนใบหน้า บางทีพวกเขาอาจจะไปถ้ำมองสตรีอาบน้ำในธารน้ำน้อยแล้วโดนตบ หรือไม่ก็โกงค่าบริการที่ซ่องแล้วไม่จ่ายเงินก็ได้ ถึงโดนคนของหอคณิกาเข้ารุมยำ”
“ก็นะ ไปข้างนอกด้วยชุดลำลองไม่ใช่ชุดวิหคหนึ่งขา พวกนางจะรู้ได้ยังไงว่าคนที่ทำร้ายคือรัชทายาทของต้าชวี ทำให้พวกนางใช้กำลังเต็มแรงไล่ลาอย่างไม่ได้ออมมือ”
“...”
“...”
ห่ะ
ฝ่ามือผอมแห้ง?
นั่นมันคือมือเ้าไม่ใช่เหรอ?
ถ้ำมองหญิงอาบน้ำก็เป็เ้ากับไอ้หยานเอี้ยนไม่ใช่พวกเขานี่นา?
ส่วนเื่เข้าซ่องไม่จ่ายเงิน?
เฟ้ย
นั่นไม่ใช่จวนสกุลจิ้งที่เ้าตัวพึ่งก่อเมื่อหลายวันก่อนไม่ใช่หรือไง ที่ดันเที่ยวประชดจักรพรรดิจนทางหอคณิกาส่งใบแจ้งหนี้จนเกือบจะยึดจวน
ฝีมือตัวเองแท้ๆ แต่กล้าโยนให้คนอื่น
สิ่งนี้จึงไม่เพียงแค่ผู้ถูกกล่าวหาอย่างรัชทายาทและนายน้อยทั้งสาม แต่เหล่าเสนาบดีที่ยืนฟังอยู่ก็ยังลิ้นพันกรามค้าง เหตุที่ว่าด้วยวาจาทุกคำที่จิ้งหยวนกล่าว สิ่งใดที่ดลใจให้เขาพูดออกมาโดยไม่มีความละอายเลย
“...”
“...”
