ประตูบานที่สองและเจ็ดเป็ประตูมิติที่มีความลึกลับของตนเอง กระดานหมากรุกในประตูที่เจ็ดนั้นแสดงรูปลักษณ์ของูเาพยัคฆ์และั ซึ่งซ่อนภูมิทัศน์การต่อสู้ระหว่างัและเสือเอาไว้
ตัวหมากรุกนั้นสอดคล้องกับตำแหน่งของดาวพันดวงบนท้องนภา ทั้งยังมีการก่อตัวที่ยอดเยี่ยม และภาพทั้งห้าในหอภาพเขียนก็สอดคล้องกับอาณาจักรที่แตกต่างกันห้าแห่ง
ซูอวิ๋นและชิวซานอวิ๋นที่หนีเข้าประตูมิติได้มาโผล่ในทุ่งหิมะอันกว้างใหญ่ไพศาล ภาพสีขาวเงินของูเาหลายพันลูกนั้นเหมือนกับภาพเขียนพันทิวเขาเหมันต์ทุกประการ
“แปลกยิ่งนัก เหตุใดทิวทัศน์โดยรอบจึงเหมือนภาพพันทิวเขาเหมันต์ของเ้า? ที่แท้แล้วใครคือผู้ทิ้งภาพวาดนี้ไว้ในหอภาพเขียนกันแน่?” ชิวซานอวิ๋นพึมพำกับตัวเอง เขามองซูอวิ๋นแล้วพบว่านางก็มีท่าทีสับสนเช่นกัน
ซูอวิ๋นพอจะรู้ว่ามีความลับซ่อนอยู่ในภาพพันทิวเขาเหมันต์ แต่ชิวซานอวิ๋นไม่รู้
“ไปกันเถอะ ลองสำรวจโดยรอบกันก่อนดีกว่า” ซูอวิ๋นคลี่ภาพพันทิวเขาเหมันต์ออกมา ยามนี้ม้วนภาพเปรียบดั่งแผนที่ เพราะมันเหมือนกับสภาพแวดล้อมตรงหน้าทุกประการ
ชิวซานอวิ๋นกระชับเสื้อผ้าให้แน่นขึ้น ที่นี่หนาวมาก เหมาะสำหรับการฝึกฝนทักษะของศิษย์สำนักหานเทียนอย่างยิ่ง
“พี่ชิว โปรดรักษาอาการาเ็ของท่านก่อน ความแข็งแกร่งของข้ายังด้อยเกินไป ข้าจึงตั้งใจจะฝึกวิชาอยู่ที่นี่” ซูอวิ๋นกำลังทดสอบปฏิกิริยาของชิวซานอวิ๋น
“น้องสาวซูไม่ต้องกังวลเื่การฝึก สภาพแวดล้อมที่นี่เป็พรสำหรับเ้าและข้าจะไม่รบกวน” ชิวซานอวิ๋นไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจสิ่งที่ซูอวิ๋นคิดและยินยอมแยกตัวไปหาที่รักษาาแของตน
ชื่อภาพ “พันทิวเขาเหมันต์” นั้นมีความหมายแฝง เนื่องจากคำว่า “ซาน” เป็คำพ้องเสียงที่สามารถแปลว่าูเาหรือสามก็ได้ ซึ่งเป็การบ่งบอกว่ามีโชคลาภสามประการซ่อนอยู่ท่ามกลางูเาที่ปกคลุมด้วยหิมะนับพันลูก
ซูอวิ๋นเคลื่อนไหวเบาๆ โดยมีดอกไม้น้ำแข็งบานสะพรั่งอยู่ใต้ฝ่าเท้าของนาง มันยกเรือนร่างเพรียวบางขึ้นมาแล้วพานางร่อนอย่างรวดเร็วระหว่างูเาหิมะขาวโพลน
ชิวซานอวิ๋นลืมตามองซูอวิ๋นที่กำลังจากไป ร่องรอยควันหมอกกลุ่มหนึ่งพาดผ่านหัวใจของเขาก่อนจะหายไปในพริบตา
ในบรรดาูเาที่ปกคลุมด้วยหิมะนับพันลูก มีูเาสามลูกที่มีถ้ำซ่อนเร้นอยู่ และถ้ำแต่ละแห่งก็มีความลึกลับซ่อนอยู่ในนั้น
ด้วยความช่วยเหลือของภาพพันทิวเขาเหมันต์ ซูอวิ๋นจึงสามารถเข้าไปในถ้ำได้สำเร็จและรับโชคจากภายใน
ชิวซานอวิ๋นยังคงรออยู่เช่นเดิม เขาไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใดก่อนที่อากาศเย็นะเือันทรงพลังจะสั่นะเืูเาหลายพันลูก ซึ่งยามนั้นเองที่ซูอวิ๋นกลับออกมา
“จุดสูงสุดของขอบเขตผนึกดารา!” ดวงตาของชิวซานอวิ๋นเป็ประกาย พลันความขุ่นเคืองก็แวบขึ้นมาในใจ ทว่าบนใบหน้าของเขายังเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ความแข็งแกร่งของซูอวิ๋นพุ่งสูงขึ้น นางทะยานจากขอบเขตผนึกดาราขั้นห้ามาขั้นเก้าในคราวเดียวและนางก็เปลี่ยนไปอย่างมาก ดวงตาสุกใสมีความมั่นใจอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง และยามนี้สายเืของนางก็ทรงพลังมากจนชิวซานอวิ๋นประหลาดใจ
วงล้อมิติลี้ลับ ประตูทั้งเก้าเชื่อมถึง์
หรือคำว่า “เชื่อมถึง์” จะหมายถึงขอบเขตเหนือเมฆา?
ความคิดเหล่านี้แวบขึ้นมาในใจของชิวซานอวิ๋น เป็ไปได้หรือไม่ว่าซูอวิ๋นจะได้รับภาพพันทิวเขาเหมันต์และโชคลาภจากที่นี่ และกลายเป็ผู้ที่ไปถึงจุดสูงสุดในอนาคต?
“ทำให้พี่ชิวต้องรอนานแล้ว แต่ข้าพบทางออกแล้ว”
“ขอแสดงความยินดีกับน้องสาวสำหรับการพัฒนาการที่ยอดเยี่ยม เ้าเคยคิดที่จะเข้าสำนักอินทนิลหรือไม่?” ชิวซานอวิ๋นแย้มยิ้มด้วยรูปลักษณ์ที่อ่อนโยนและสง่างาม
“เื่นี้ข้าต้องกลับไปปรึกษาท่านอาจารย์ก่อน พี่ชิวช่วยสอบถามเื่นี้ให้ข้าได้หรือไม่?”
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะจัดการเื่นี้เอง”
ทั้งสองมองหน้ากันด้วยรอยยิ้ม พวกเขาเดินยิ้มออกมาทั้งที่ภายในใจต่างก็มีเจตนาชั่วร้าย
...
อีกฝั่งหนึ่ง ซิ่งอวี่เจวียนจ้องมองหนิงเทียนอย่างว่างเปล่าภายในประตูศักดิ์สิทธิ์เก้า์ นางพบว่าูเาข้างกายเขาส่องสว่างด้วยแสงชวนฝัน มันสลับไปมาระหว่างภาพจินตนาการและความเป็จริง
เปลวเพลิงสามสีหมุนวนบิดเบี้ยว สัญลักษณ์เต๋าในลำธารวงแหวนเปล่งประกายด้วยแสงอันไร้ที่สิ้นสุด โดยมีบงกชสีมรกต หญ้าต้นน้อย เถาวัลย์เขียว และต้นไม้แห้งเหี่ยวล้อมรอบ ทุกภาพมายาล้วนแผ่รัศมีที่แตกต่างกัน ทว่าล้วนเจิดจ้าด้วยประกายระยิบระยับ
สภาพแวดล้อมของประตูศักดิ์สิทธิ์เก้า์เหมาะสำหรับการบำเพ็ญของจื๋อซิวมาก ทันทีที่หนิงเทียนเข้าสู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ด เขาก็ทำให้รากฐานสมบูรณ์แบบและแข็งแกร่งขึ้นโดยใช้วิถีแห่งเต๋าผสานกับยุทธศาสตร์ครอง์ จากนั้นทั่วร่างของเขาก็ปะทุด้วยเปลวเพลิงแห่งจิติญญาราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังแผดเผา ิัทุกจุด กล้ามเนื้อและกระดูกทุกส่วนล้วนส่งเสียงแห่งการผลัดเปลี่ยน ผิวเก่าร่วงหล่น เศษกระดูกถูกบีบออกจากร่าง และสอดประสานกับเสียงแห่งเต๋าที่ดังก้องอยู่ในใจ
้าของแผนที่จิติญญาในเส้นลมปราณที่เจ็ด เนินเขาที่เกิดจากรอยประทับอักขระแสดงถึงูเาและแม่น้ำบนแผ่นดิน สันเขาทั้งเก้าทอดสูงต่ำดุจัรังสรรค์ฟ้าดินอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แบกคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ ทั้งยังประกอบด้วยการเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบ
ด้วยการมีเลขเก้าหลักเป็รากฐาน วิถีแห่งธรรมชาติคือแนวทาง และยันต์เต๋าอนันต์อันล้ำค่าก็เป็แรงผลักดันช่วยให้พลังสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ส่งผลให้หนิงเทียนบรรลุความสมบูรณ์แบบอันยิ่งใหญ่ของขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ดได้สำเร็จ อีกทั้งความแข็งแกร่งโดยรวมของเขาก็สูงขึ้นอย่างบ้าคลั่ง และความเร็วในการดูดกลืนพลังิญญาก็มาถึงจุดสูงสุดจุดใหม่
นอกจากนี้หนิงเทียนยังรวมวิชาอเวจีทมิฬกลืนกินของเถาวัลย์หัวผีพันิญญาเข้ากับการปลูกเส้นลมปราณซึ่งผสานกับยุทธศาสตร์ครอง์ชั่วคราว เพื่อปรับปรุงช่องทางภายในสำหรับการย่อยสลายและการดูดซับของตนให้ดียิ่งขึ้น
ยามที่หนิงเทียนยังอยู่ในขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นหก ภาพมายาของแผนที่จิติญญาทั้งหกที่แสดงออกมาภายนอกนั้นมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ความเร็วของการดูดกลืนพลังิญญาในหนึ่งลมหายใจคือแปดสิบเอ็ดครั้ง ซึ่งรวมทั้งหมดเป็สี่ร้อยแปดสิบหกครั้ง
ทว่าหลังจากเข้าสู่ขอบเขตจิตหยั่งลึกขั้นเจ็ด ความเร็วของการดูดกลืนพลังิญญาในหนึ่งลมหายใจก็เพิ่มขึ้นจากแปดสิบเอ็ดเป็หนึ่งร้อย และความเร็วโดยรวมคือเจ็ดร้อยครั้ง ซึ่งเทียบเท่ากับศิษย์หลักขอบเขตผนึกดาราขั้นเจ็ด
ซิ่งอวี่เจวียนทั้งประหลาดใจและมีความสุข นางเปรียบเทียบตัวเองกับหนิงเทียนก่อนจะพบว่านางอยู่ในขอบเขตผนึกดาราแล้ว แต่ความเร็วของการดูดกลืนพลังิญญายังไม่ถึงหนึ่งในสามของหนิงเทียนด้วยซ้ำ
“ในประวัติศาสตร์ของจื๋อซิว สิ่งนี้ถือเป็ปาฏิหาริย์จริงๆ ในวันหน้าเมื่อเ้าเติบโตขึ้น ซิงซิวและหยวนซิวคงจะไม่กล้ารังแกจื๋อซิวอีกแล้ว!”
น้ำตาแห่งความตื่นเต้นรื้นขึ้นมาในดวงตาของซิ่งอวี่เจวียน นี่คือความฝันที่เหล่าผู้บำเพ็ญจื๋อซิวรอคอยมาหลายชั่วอายุคน และในที่สุดพวกเขาก็มีความหวัง
...
วงล้อมิติลี้ลับมีประตูเก้าบานที่เชื่อมถึง์ แล้วใครกันที่จะออกมาได้ก่อน?
คนผู้นั้นคือตู๋กูหู่ เ้าของภาพห้าพยัคฆ์ลงเขาจากสำนักร้อยอสูร เขาอยู่ในจุดสูงสุดของขอบเขตผนึกดาราขั้นเก้า ทั้งยังเป็ศิษย์หลักอันดับหนึ่งของสำนัก
ผู้ที่ออกมากับเขาคือตี๋เยี่ยนจวินจากสำนักทะยานเวหาและหลี่ตู้อีจากสำนักั์พฤกษา
หลังจากที่ทั้งสามคนออกมาจากประตูมิติ พวกเขาก็พบว่ามีทางออกอยู่นอกยอดเขาหมื่นอสูร และรีบเข้าไปรายงานสถานการณ์ต่อปรมาจารย์ของสำนัก์และสำนักวั่นจื๋อทันที
ผู้คนภายนอกล้วนไม่ทราบถึงสถานการณ์ภายในแดนลับ เมื่อตู๋กูหู่ ตี๋เยี่ยนจวินและหลี่ตู้อีรายงานเื่ราวต่างๆ เรียบร้อยแล้ว บรรดาปรมาจารย์จื๋อซิว หยวนซิว และซิงซิวต่างก็ตื่นตระหนกไปตามกัน
ตู๋กูหู่ถามเื่ระยะเวลา ก่อนจะพบว่าั้แ่เข้าสู่แดนลับจนถึงตอนนี้ได้ผ่านไปยี่สิบเจ็ดวันแล้ว
“เร็วเพียงนี้เชียวหรือ?”
ตี๋เยี่ยนจวินและหลี่ตู้อีต่างก็ใเช่นกัน พวกเขารู้สึกราวกับเพิ่งผ่านไปเพียงสองสามวันเท่านั้น เวลาผ่านไปเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
“เล่าสถานการณ์ภายในนั้นมาเร็วเข้า”
ตี๋เยี่ยนจวินเริ่มเล่าั้แ่ทุ่งหญ้าสู่ทะเลทราย จากนั้นก็เป็เมืองร้างและการแย่งชิงกุญแจทั้งเก้าดอก ก่อนจะจบลงด้วยวงล้อมิติลี้ลับ ส่วนตู๋กูหู่และหลี่ตู้อีก็ช่วยอธิบายเพิ่มอีกสองสามประโยค ซึ่งสถานการณ์ที่ทั้งสามคนได้ประสบพบเจอนั้นก็ยังไม่สมบูรณ์ และมีส่วนสำคัญหายไปหลายส่วน
นักบุญชุดม่วง ปรมาจารย์ธงเพลิงกัลป์ และเทพดาราหนานอวี๋ล้วนแสดงสีหน้าต่างกันออกไป และตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ
ชวีจงจื๋อถามขึ้นว่า “แล้วเถาวัลย์หัวผีพันิญญาเล่า?”
ตี๋เยี่ยนจวินส่ายหัว “พวกเราตกหลุมพรางของเถาวัลย์หัวผีพันิญญาจึงไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดสิ่งใดขึ้นหลังจากนั้น อาจต้องรอถามจากหนิงเทียน”
เทพหมาป่าสีเงินกล่าวว่า “บนวงล้อมิติลี้ลับ ผู้บำเพ็ญทั้งสามเชื้อสายเหลือรอดเพียงสิบแปดคนเท่านั้นหรือ?”
ตู๋กูหู่เป็ผู้ตอบคำถามนี้ “ก่อนเข้าไปในบ่อนั้นมีจำนวนไม่ต่ำกว่าสองสามร้อยคน ทว่าส่วนใหญ่เสียชีวิตด้วยน้ำมือของเถาวัลย์หัวผีพันิญญา และในท้ายที่สุดก็เหลือเพียงสิบแปดคนเท่านั้น”
เทพวานรถามต่ออีกว่า “หากกุญแจทั้งเก้าดอกสอดคล้องกับประตูมิติทั้งเก้า แล้วพวกเ้าเข้าไปพร้อมกันหรือเปล่า?”
หลี่ตู้อีกล่าวอย่างลังเล “ขะ...ข้าไม่แน่ใจ ในเวลานั้นมีประตูมิติเพียงหกแห่งที่ส่องแสง แต่หนิงเทียนไม่ได้เข้าประตูมิติมากับเรา...”
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังก้องมาจากระยะไกล
“เฮ่ออีเซียนจากสำนักวิหคเหินกลับออกมาแล้ว!”
ปรมาจารย์ทั้งเจ็ดและผู้าุโจากสำนักต่างๆ ล้วนหันไปมอง ก่อนจะเห็นร่างสามร่างกำลังพุ่งเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็ว ผู้นำทัพไม่ใช่ใครอื่น เขาคือเฮ่ออีเซียนศิษย์หลักอันดับหนึ่งของสำนักวิหคเหิน
นอกจากนี้ยังมีคนตามหลังเขามาอีกสองคน คนหนึ่งคือเจี่ยิจากลัทธิพันแมลง และอีกคนคือเฉิงเยี่ยจากสำนักเชียนเฉ่า พวกเขาล้วนอยู่ใน่สูงสุดของขอบเขตผนึกดาราขั้นเก้า และถือได้ว่าเป็ผู้บำเพ็ญชั้นเลิศของจื๋อซิว
“กุญแจสองดอกที่จื๋อซิวออกมาครบแล้ว เช่นนั้นหยวนซิวและซิงซิวอยู่ที่ใดกัน?” นักบุญชุดม่วงแห่งสำนักอินทนิลเหลือบมองปรมาจารย์ธงเพลิงกัลป์และเทพดาราหนานอวี๋ด้วยความวิตกกังวล
เฮ่ออีเซียน เจี่ยิ และเฉิงเยี่ยพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเทพหมาป่าสีเงินก็เริ่มสอบถามสถานการณ์อย่างละเอียด ทว่าข้อมูลที่ทั้งสามคนรู้ก็เหมือนกับข้อมูลของตู๋กูหู่ ตี๋เยี่ยนจวิน และหลี่ตู้อี
“ข้าจำได้ว่าตอนอยู่ในก้นบ่อ หนิงเทียนแห่งสำนักร้อยบุปผามีความขัดแย้งกับชิวซานอวิ๋นแห่งสำนักอินทนิล” เฉิงเยี่ยจากสำนักเชียนเฉ่าเหลือบมองเยี่ยหลิงหลานก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างลังเล แต่เฮ่ออีเซียนก็รีบเข้ามาแตะตัวเขาราวกับเตือนไม่ให้พูดเื่ไร้สาระ
เยี่ยหลิงหลานจึงถามขึ้นทันที “หนิงเทียนแพ้หรือไม่?”
ตี๋เยี่ยนจวินกล่าวว่า “คาดว่าเสมอกันเพราะมีบางอย่างเกิดขึ้นกับโลงศพไม้สีดำอย่างกะทันหัน ทั้งคู่จึงสงบศึกไปชั่วคราว แต่ความแค้นระหว่างพวกเขาคืออะไรนั้นพวกเราเองก็ไม่ทราบ”
นักบุญชุดม่วงขมวดคิ้วก่อนจะพูดว่า “แล้วสถานการณ์ของศิษย์หยวนซิวเป็อย่างไรบ้าง?”
เฮ่ออีเซียนตอบว่า “นอกจากชิวซานอวิ๋น หลิวจินอวิ๋น และสตรีสวมผ้าคลุมหน้าจากสำนักหานเทียนแล้ว เราก็ไม่เห็นศิษย์หยวนซิวคนอื่นที่ก้นบ่อเลย”
ปรมาจารย์ธงเพลิงกัลป์พึมพำ “ศิษย์หยวนซิวคนอื่นๆ ตายหมดแล้วหรือ?”
ตู๋กูหู่ ตี๋เยี่ยนจวิน หลี่ตู้อี เฮ่ออีเซียน เจี่ยิ และเฉิงเยี่ยล้วนไม่ตอบอะไร นั่นเพราะพวกเขาก็ไม่รู้เช่นกัน
ครู่ต่อมา เสียงหวีดแ่เบาก็ได้ดึงดูดความสนใจของเทพดาราหนานอวี๋
“ศิษย์ซิงซิวออกมาแล้ว!”
พลันม้วนภาพเลื่อนผ่านท้องนภา และศิษย์ซิงซิวชายหนึ่งหญิงหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น
สตรีผู้งดงามควบคุมภาพไตรดาราเคียงจันทรามาหยุดอยู่เบื้องหน้าปรมาจารย์ทั้งเจ็ด
“ซิงเสียวเสี่ยวจากตำหนักดาวเหนือ คารวะเทพดาราและปรมาจารย์ทุกท่าน”
“ตู้เจียงจากตำหนักดาวเหนือ คารวะเทพดาราและปรมาจารย์ทุกท่าน”
ซิงเสียวเสี่ยวเก็บภาพไตรดาราเคียงจันทราก่อนจะถูกเทพดาราหนานอวี๋เรียกไปสอบถามเกี่ยวกับสถานการณ์ในแดนลับ ซึ่งสิ่งที่ซิงเสียวเสี่ยวและตู้เจียงรู้ก็ยังคงเหมือนกับสิ่งที่ตู๋กูหู่และเฮ่ออีเซียนเล่า
ปรมาจารย์ธงเพลิงกัลป์ถามว่า “พวกเ้ารู้สถานการณ์ของศิษย์หยวนซิวบ้างหรือไม่?”
ซิงเสียวเสี่ยวมองเทพดาราหนานอวี๋อย่างลังเล แล้วหันมองปรมาจารย์ธงเพลิงกัลป์และปรมาจารย์จื๋อซิวทั้งสี่ราวกับนางรู้บางสิ่งที่ไม่สามารถบรรยายได้
“ไม่ต้องสนใจสิ่งใด เ้าเพียงเล่ามา” เทพดาราหนานอวี๋กล่าว
ซิงเสียวเสี่ยวเหลือบมองปรมาจารย์จื๋อซิวทั้งสี่อีกครั้งแล้วเอ่ยเสียงกระซิบ “ข้าได้ยินมาว่าหลังจากที่พวกเราและศิษย์จื๋อซิวบางส่วนเข้าไปในก้นบ่อแล้ว หยวนซิวทั้งเก้าสำนักได้ผนึกกำลังกันสังหารศิษย์จื๋อซิวที่ไม่ได้ลงสู่ก้นบ่อ”
เทพวานรถามว่า “เกิดอะไรขึ้นกับศิษย์หลักจื๋อซิว?”
ซิงเสียวเสี่ยวตอบเสียงค่อยว่า “พวกเขาล้วนถูกสังหาร”
“อะไรนะ?” ผู้าุโของสำนักจื๋อซิวทั้งแปดรู้สึกโกรธแค้นขึ้นมาทันที นี่มันเป็การรังแกกันชัดๆ!
สีหน้าของปรมาจารย์ธงเพลิงกัลป์เปลี่ยนไปอย่างมากและะโขึ้นว่า “เ้าควรคิดให้รอบคอบก่อนพูด! อย่าพูดเื่ไร้สาระ!”
เทพหมาป่าสีเงินใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะตัดสินใจถามต่อ “แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น?”
ซิงเสียวเสี่ยวกล่าวว่า “จะ...จากนั้นหนิงเทียนแห่งสำนักร้อยบุปผาก็มาถึง เขาเข้าสู้ในศึกนองเืกับเหล่าศิษย์หยวนซิวทั้งเก้าสำนัก นอกจากชิวซานอวิ๋น หลิวจินอวิ๋น และศิษย์หญิงแห่งสำนักหานเทียนแล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนถูกเขาสังหาร”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชวีจงจื๋อก็ตอบรับเสียงดังสนั่นว่า “ช่างเป็การสังหารที่เยี่ยมยอด!”
