เมื่อได้รับข่าวการตายอย่างกะทันหันของจูเก๋อเหยียนอันเจิงกลับไม่ได้รู้สึกใหรือได้รับผลกระทบอะไรมากนัก ขุนนางเก่าที่รักษาอำนาจไว้ได้แม้จะผลัดแผ่นดินถึงสองครั้งเช่นนี้อย่างไรก็ต้องเป็คนที่มีความสามารถมากแน่ แต่ตอนนี้เขาแก่เกินไปแล้วและการเกิดแก่เจ็บตายก็เป็เื่ธรรมดา หากจูเก๋อเหยียนยังหนุ่มกว่านี้อีกสักหน่อยละก็ผู้คนย่อมต้องรู้สึกเสียดายกับการจากไปของเขาไม่น้อย แต่มาตอนนี้การตายของจูเก๋อเหยียนอาจส่งผลดีกับคนมากมายในราชสำนักเสียด้วยซ้ำ
เพราะในที่สุด ก็มีตำแหน่งว่างจนได้
ว่ากันว่า เหล่าขุนนางยกขบวนไปที่จวนจูเก๋อกันจนหมดทำให้ที่นั่นครึกครื้นเป็อย่างมาก
อันเจิงไม่ได้นำเื่การตายของจูเก๋อเหยียนไปโยงเข้ากับเื่ของเฉินเซ่าป๋ายเขาไม่ใช่เทพเ้าเสียหน่อย จะโยงสองเื่นี้เข้าด้วยกันได้อย่างไร
อันเจิงไม่เข้าใจจูเก๋อเหยียนและก็ไม่เข้าใจเฉินเซ่าป๋ายเช่นกัน
แต่เพราะเื่นี้ การสอบในเทศกาลใบไม้ร่วงจึงต้องเลื่อนออกไปซึ่งพวกเขายังต้องรอฟังประกาศอีกครั้งว่าจะเปลี่ยนไปสอบวันใดกันแน่จูเก๋อเหยียนดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีมานานหลายสิบปี ใน่ที่รุ่งเรืองมากที่สุดเขามีลูกศิษย์และพรรคพวกอยู่ทั่วท้องพระโรง แต่ยิ่งต้นไม้ใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับผลกระทบจากกระแสลมมากเท่านั้น ต่อมาเพราะความยิ่งใหญ่ที่เกินหน้าเกินตา าาแคว้นเยี่ยนจึงเริ่มลิดรอนอำนาจของเขาทว่าความเฉลียวฉลาดของจูเก๋อเหยียนก็มากจนยากจะหาผู้ใดเทียม เพราะเมื่อรับรู้ถึงความไม่ชอบมาพากลเขาก็กราบทูลขอลาออกจากตำแหน่ง มอบอำนาจทั้งหมดกลับคืนให้ราชสำนัก จากนั้นก็ขอรับเพียงตำแหน่งเ้าสำนักของสำนักใดสำนักหนึ่งแทน
เมื่อฎีกาถูกนำมาถวายเพราะเห็นแก่ความดีความชอบที่เคยทำเอาไว้ าาจึงไม่สะดวกที่จะเล่นงานเขาอีกต่อไปหลังครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดาาก็ถอดถอนขุนนางที่เป็คนสนิทของจูเก๋อเหยียนบางคนออกแต่ยังให้จูเก๋อเหยียนดำรงตำแหน่งอัครเสนาบดีดังเดิม แต่เพื่อควบคุมอำนาจของเขาจึงแต่งตั้งให้จูเก๋อเหยียนเป็อัครเสนาบดีฝ่ายขวาและแต่งตั้งขุนนางอีกคนให้เป็อัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ั้แ่บัดนั้นเป็ต้นมาอำนาจของจูเก๋อเหยียนก็ถูกลดทอนลงทุกวัน
แต่อย่างไรเสียเขาก็อยู่ในท้องพระโรงมานานจึงเปรียบดั่งต้นไม้ที่หยั่งรากลึกลงไปใต้ดินแล้ว ดังนั้น ต่อให้จะไม่มีอำนาจแล้วแต่เขาก็ยังสั่งฟ้าสั่งฝนได้อยู่ดี
การตายกะทันหันของจูเก๋อเหยียนทำให้พวกคนที่มีไหวพริบดีทั้งหลายคิดโยงไปถึงซูไทเฮา แต่ก็ไม่มีผู้ใดกล้าพูดวิจารณ์สิ่งใดออกมา
เมื่อหนึ่งปีก่อนซูเม่าถูกแต่งตั้งให้เป็อัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย บัดนี้ซูโจ้งก็กำลังจะถูกแต่งตั้งเป็แม่ทัพและจูเก๋อเหยียนก็ยังมาตายลงอย่างกะทันหันในเวลาเช่นนี้อีก เื่ที่เกิดขึ้นดูจะบังเอิญเกินไปจริงๆ
ว่ากันว่า ในวันนั้นซูไทเฮาและาาต่างก็เดินทางไปที่จวนจูเก๋อกันอย่างพร้อมเพรียงทั้งยังพักอยู่ที่จวนนานถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเลยทีเดียว
เกียรติยศเช่นนี้ยังไม่เคยมีใครได้รับมาก่อน
อันเจิงให้คนไปสืบข่าวดูแล้วแต่เพราะเื่พวกนี้ยังอยู่ไกลจากพวกเขา อันเจิงจึงไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักสู้เอาเวลาไปคิดว่าจะเข้าสำนักวรยุทธ์และเข้าร่วมการแข่งขันเทศกาลใบไม้ร่วงอย่างไรหรือเขาจะขึ้นไปอยู่ในชนชั้นมหาอำนาจของแคว้นเยี่ยนและจะช่วยแม่นางเยว่มารดาของเสี่ยวชีเต้าออกมาจากคุกหลวงได้อย่างไรเสียยังดีกว่า
ไปหามู่ฉางเยียนโดยตรง?ไม่ได้เด็ดขาด เพราะต่อให้จะไปเจอมู่ฉางเยียน เขาก็คงไม่กล้าปล่อยแม่นางเยว่ออกมาจากคุกหลวงอยู่ดีนี่ก็ตั้งสามปีกว่าแล้ว หากเขากล้าจริงก็คงทำเช่นนั้นไปตั้งนานแล้ว
อันเจิงเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไรดี ความจริงมู่ฉางเยียนเคยเจอเขาั้แ่วันแรกที่เขาเข้ามาในเมืองกู้ฟางแล้วแต่สามปีที่ผ่านมา าาแคว้นเยี่ยนคนนี้ถูกซูไทเฮาลบคมเขี้ยวและความกล้าหาญทั้งหมดลงไม่มีเหลือแล้วความทรงจำของเขาก็พร่ามัวไปด้วยเช่นกัน ในวันนั้น มู่ฉางเยียนเพียงรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อสำนักวรยุทธ์เบิก์เท่านั้นเขาลืมหอสมุดมายาที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับสำนักฝึกวรยุทธ์เบิก์ในโลกมายาไปจนหมดบางทีเขาอาจไม่ได้ลืมแต่อาจไม่เชื่อว่าอันเจิงจะสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นได้เสียมากกว่า
อันเจิงให้ตู้โซ่วโซ่วกับคนอื่น ๆ ฝึกพลังอยู่ในสำนักจากนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่ทุกคนพุ่งความสนใจไปที่จวนจูเก๋อ ให้ผู้เฒ่าฮั่วหาทางจัดวางตราประทับท้าทาย์ให้ได้โดยเร็ว
กว่าสามปีที่ผ่านมา เพราะมีตราประทับท้าทาย์เป็เหมือนอุปกรณ์โกงการฝึกพวกเขาจึงได้รับการฝึกมากกว่าคนทั่วไปถึงสิบเท่า หรืออาจเป็ร้อยเท่าเลยก็ว่าได้หากพวกเขายังไม่เอาไหนอีก ก็คงผิดต่อตราประทับท้าทาย์แย่
อันเจิงออกไปจากสำนักวรยุทธ์เบิก์เพียงลำพังเขาเปลี่ยนมาสวมชุดสะอาดสีดำที่ตัดขึ้นจากผ้าราคาถูก สวมรองเท้าผ้าเนื้อหยาบสีดำ ในมือถือร่มที่ทำขึ้นด้วยกระดาษน้ำมันแล้วเดินลุยฝนไปที่ย่านิเหวิน ความจริงแล้วอันเจิงไม่ได้มาที่เมืองฟางกู้เพียงเพราะเื่เสี่ยวชีเต้าเท่านั้นแต่ยังเป็เพราะตัวเขาเองด้วย เพราะครั้งก่อน เขาถูกลอบโจมตีบนเทือกเขาชางหมานในจุดที่อยู่ใกล้กับแคว้นเยี่ยนนั่นเอง
การต่อสู้ครั้งนั้นดุเดือดและยิ่งใหญ่มากจึงไม่มีทางที่ผู้ฝึกตนของแคว้นเยี่ยนจะไม่รับรู้
ครั้งก่อนที่เขาเดินทางหามรุ่งหามค่ำมาที่เทือกเขาชางหมานก็เพราะจักรพรรดิแห่งจักรวรรดิต้าซีบอกเขาว่าองค์ชายเจ็ดเฉินจ่งชวี่ถูกลอบโจมตีที่แคว้นเยี่ยนเฉินจ่งชวี่เป็หนึ่งในเพื่อนที่ดีที่สุดของอันเจิงในตอนนั้นพวกเขาเข้ากันได้ดีในหลาย ๆ ด้าน คุยกันทุกเื่ และอันเจิงก็เคยคิดว่าในโลกใบนี้คนที่เข้าใจเขามากกว่าตัวเขาเองก็คือเฉินจ่งชวี่
ในตอนนั้นเยี่ยนโยวสิบหกแคว้นเกิดศึกขึ้น กองทัพพันธมิตรของแคว้นเยี่ยน แคว้นจ้าวและแคว้นโจวบุกโจมตีศัตรู และเอาชนะได้อย่างต่อเนื่อง จนแคว้นย่งเกือบจะล่มสลายอยู่แล้ว
จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิต้าซีโปรดปรานโอรสองค์ที่เจ็ดของตนมากดังนั้น พระองค์จึงส่งเฉินจ่งชวี่ไปในฐานะทูตของจักรวรรดิต้าซีเพื่อไกล่เกลี่ยและหยุดาครั้งนั้น
กฎของจักรวรรดิต้าซีก็คือ รบได้แต่อย่าให้แคว้นใดล่มสลายเด็ดขาด เพราะจักรวรรดิต้าซี้าให้แคว้นเล็ก ๆเหล่านี้รบและเข่นฆ่ากันไปเรื่อย ๆ มีเพียงแบบนี้จึงจะไม่เป็อันตรายต่อจักรวรรดิต้าซีเพื่อให้เฉินจ่งชวี่ที่พระองค์โปรดปรานมีผลงานมากขึ้น องค์จักรพรรดิจึงมอบตำแหน่งราชทูตแก่เขาแม้นี่จะไม่ใช่เื่ที่องค์ชายแห่งแคว้นจำเป็ต้องเดินทางไปเองก็ตาม
ข่าวที่ส่งกลับมารายงานว่า เฉินจ่งชวี่ถูกลอบโจมตีที่แคว้นเยี่ยนในระหว่างที่ถูกประชาชนมุงดู
อันเจิงไม่ได้เดินทางมาพร้อมกับกองกำลังของจักรวรรดิต้าซี แต่เลือกที่จะออกเดินทางไปล่วงหน้าเพียงลำพังแต่เพิ่งเข้าเขตแคว้นเยี่ยน คนในแคว้นเยี่ยนก็บอกเขาว่า องค์ชายเจ็ดถูกล้อมอยู่บนเทือกเขาซานซานซึ่งถือเป็ส่วนหนึ่งของเทือกเขาชางหมาน มันตั้งอยู่ทางเหนือของแคว้นเยี่ยนโดยจุดที่ใกล้ที่สุดอยู่ห่างจากเมืองฟางกู้เพียงไม่ถึงสิบห้ากิโลเมตรเท่านั้น
หลังเกิดเื่อันเจิงเคยวิเคราะห์อย่างละเอียดหลายครั้ง ก่อนจะพบว่าตนติดกับมาั้แ่แรกแล้ว เป็เพราะเขาห่วงองค์ชายเจ็ดมากเกินไปจิตใจจึงวุ่นวายและละเลยจุดที่น่าสงสัยไป...เขาในตอนนั้นมีพลังที่แข็งแกร่งมากแต่คนของแคว้นเยี่ยนกลับหาเขาจนเจอทันทีที่เข้ามาในเขตของแคว้น ทั้งยังบอกตำแหน่งของเฉินจ่งชวี่แก่เขาได้อย่างชัดเจน...เื่เหล่านี้ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
เพราะความร้อนใจ เขาจึงไม่ได้ไตร่ตรองเื่เหล่านี้แต่กลับเดินทางไปที่เทือกเขาชางหมานในทันที
ที่เทือกเขาชางหมาน เขาต่อสู้กับยอดฝีมือระดับสูงนับสิบคนด้วยตัวคนเดียวทว่าท้ายที่สุดก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเฉินจ่งชวี่แม้คนที่ปกป้ององค์ชายเจ็ดจะไม่ได้เก่งกาจและมีจำนวนมากมายอะไร แต่อย่างน้อยในนั้นก็มีผู้ฝึกตนที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่หลายคน ทว่าอันเจิงกลับไม่พบใครเลยสักคนวินาทีนั้น ในที่สุดเขาก็เข้าใจเสียที
เพื่อนที่รักมากที่สุดใช้ตัวเองเป็เหยื่อล่อให้เขามาติดกับ
ในตอนนั้นแคว้นเยี่ยนต้องรู้เห็นด้วยแน่ไม่เช่นนั้น เื่ผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีถูกสังหารที่เทือกเขาชางหมานลำพังแค่เื่นี้ก็เพียงพอให้จักรวรรดิต้าซียกทัพมาถล่มแคว้นเยี่ยนให้ราบเป็หน้ากลองแล้วแต่เื่เช่นนี้กลับไม่ได้เกิดขึ้น ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย เช่นนี้ก็แสดงว่าเื่ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นเป็เพียงกับดักทั้งหมด ใครบางคนคิดจะกำจัดอันเจิงและเฉินจ่งชวี่ก็เป็หนึ่งในนั้น
แต่กระทั่งตอนนี้อันเจิงก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมเฉินจ่งชวี่ต้องทำเช่นนั้นด้วย
หากเฉินจ่งชวี่ได้เป็รัชทายาทและขึ้นครองราชย์ในภายภาคหน้าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอันเจิง ไม่ว่าอย่างไรอันเจิงก็ต้องสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่อยู่แล้ว
อันเจิงไม่เข้าใจเลยจริง ๆ เขาอยากสืบหาความจริงแต่ตอนนี้พลังของเขายังอ่อนด้อยนัก จึงไม่อาจไปสืบเื่นี้ที่จักรวรรดิต้าซีได้ทำได้เพียงเริ่มสืบจากจุดเล็ก ๆ คือสืบทุกที่ที่สามารถสืบได้ก่อนเท่านั้น
ในตอนนั้นแคว้นเยี่ยนต้องได้รับคำสั่งมาอย่างแน่นอนยิ่งไปกว่านั้น ยอดฝีมือที่ล้อมสังหารอันเจิงก็มีคนของแคว้นเยี่ยนอยู่ด้วยเช่นกัน
หาก้าจะสืบเื่นี้ ก่อนอื่นเขาต้องเข้าไปอยู่ในราชสำนักของแคว้นเยี่ยนให้ได้เสียก่อน
ดังนั้น อันเจิงจึงเดินทางไปพบจวงเฟยเฟยผู้หญิงคนนี้มีเื้ัที่ทรงอำนาจ น่าจะสืบข่าวจากนางได้บ้าง
ขณะที่อันเจิงมุ่งหน้าไปที่โรงจวี้ฉ่างที่วังหลวงของเมืองฟางกู้ เื่ของอันเจิงยังไม่ได้จบสิ้นลงแต่อย่างใด ไม่แน่นั่นอาจเป็เพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
ซูไทเฮาประทับนอนตะแคงอยู่บนพระที่ พระนางหลับพระเนตรพริ้มโดยมีนางกำนัลสามคนปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ คนหนึ่งนวดพระเพลา คนหนึ่งนวดบั้นพระองค์ส่วนอีกคนก็นวดพระขนอง นางกำนัลทั้งสามทำทุกอย่างด้วยความระมัดระวังไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงเลยด้วยซ้ำ ดูเหมือนพวกนางจะมีอายุเพียงสิบสามถึงสิบสี่ปีเท่านั้นทั้งยังมีใบหน้าที่งดงามมากอีกด้วย แต่บรรยากาศกดดันเช่นนี้ทำให้พวกนางมีสีหน้าไม่สู้ดีนักต่างก็หน้าซีดเผือดราวกับคนไม่สบายเช่นนั้น
พระนางโบกพระหัตถ์เป็เชิงให้นางกำนัลทั้งสามออกไป
ซูเม่าอัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายที่นั่งอยู่ไม่ไกลยกชาขึ้นมาจิบเล็กน้อย“ไทเฮา จูเก๋อเหยียนตายไปแล้ว เื่นั้นก็น่าจะสิ้นสุดลงได้แล้วสินะพ่ะย่ะค่ะ?คนที่รู้ความลับเื่นั้น ก็มีแค่ไม่กี่คนเท่านั้น ที่องค์ชายเฉินจ่งชวี่แห่งจักรวรรดิต้าซีส่งคนมาข่มขู่พวกเราทุกวันก็เพราะกลัวว่าเื่นั้นจะแพร่งพรายออกไป อย่างไรเสีย คนที่ตายก็...ก็เป็ถึงผู้ดูแลกรมตุลาการแห่งราชสำนักต้าซีเป็มหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มากคนหนึ่ง”
“เขาไม่ได้เป็มหาอำนาจแล้วนี่”
ซูไทเฮาหลับพระเนตรลงแล้วสรวลขึ้นอย่างเย็นะเื“คนตายก็คือคนตาย ไม่มีประโยชน์อะไรอีกแล้ว แต่เขาคนนี้ก็ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆตายไปตั้งนานขนาดนี้แล้ว เื่นี้ก็ยังไม่จบไม่สิ้นอีก ได้ข่าวว่าในจักรวรรดิต้าซียังมีคนอีกมากที่อยากแก้แค้นให้เขาแล้วยังเอาแต่กดดันจักรพรรดิไม่หยุด คาดว่าเฉินจ่งชวี่เองก็น่าจะรำคาญเต็มทนเลยให้พวกเรารีบจัดการกับคนที่เคยรับผิดชอบเื่นี้ให้เร็วที่สุด”
สุรเสียงของพระนางกลับมานิ่งเรียบอีกครั้ง“แต่ข้าก็อยากจะฆ่าจูเก๋อเหยียนมาตั้งนานแล้ว แค่ยังไม่มีโอกาสเท่านั้นจูเก๋อเหยียนมีพลังวัตรอยู่ในขอบเขตจุลภาค แล้วยังมีขั้นพลังที่สูงจนเกือบถึงขั้นสูงสุดอีกไม่ง่ายเลยที่จะรับมือกับเขา อีกอย่าง ในจวนของเขาก็มียอดฝีมือมากมายถึงเพียงนั้นใครจะไปรู้ว่าเขามีองครักษ์เป็คนในสำนักวรยุทธ์มากขนาดไหน เขาตายอย่างกะทันหันเช่นนี้ก็เลี่ยงปัญหาไปได้ไม่น้อยเลย”
ซูเม่าถามขึ้น“จูเก๋อเหยียนตายเพราะป่วยจริง ๆ หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ข้าสั่งให้คนไปตรวจศพดูแล้วเขาตายเพราะป่วยจริง ๆ เมื่อถึงวัยนั้นแล้วป่วยตายอย่างกะทันหันก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไร”
ซูโจ้งที่นั่งอยู่อีกด้านกล่าวขึ้น“เมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็ให้คำตอบกับจักรวรรดิต้าซีได้แล้ว แต่สิ่งที่ไม่น่าพอใจนักก็คือ...ของที่องค์ชายเฉินจ่งชวี่ตกลงกับเราเอาไว้จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้ตามสัญญาเลย”
ซูไทเฮาประทับนั่งขึ้นอย่างกะทันหัน “ซูโจ้งข้ากำลังจะแต่งตั้งเ้าเป็แม่ทัพอยู่แล้ว ช่วยเป็ผู้ใหญ่หน่อยได้หรือไม่?เ้าคิดว่าเฉินจ่งชวี่จะให้ของพวกนั้นกับเราจริง ๆ รึ? อีกอย่าง ด้วยอำนาจของจักรวรรดิต้าซี ด้วยตำแหน่งของเขาในราชสำนักต้าซีต่อให้เขาไม่ให้แล้วเราจะทำอะไรเขาได้? หากเ้ายังโง่เขลาเช่นนี้จะต่อกรกับฟางจือจี่ได้อย่างไร?”
ซูโจ้งรีบลุกขึ้นยืนอย่างร้อนใจ“ท่านพี่หญิงพูดถูกแล้ว ข้าจะจำเอาไว้”
“เรียกข้าว่าไทเฮา!”
ซูไทเฮามีสีพระพักตร์เยือกเย็น “นี่เป็เื่สำคัญของบ้านเมืองเ้าต้องแยกแยะเื่งานกับเื่ส่วนตัวให้ถูก!”
ซูโจ้งหน้าซีดขึ้นมาทันทีเขารีบก้มหน้าลงต่ำ “กระหม่อม...ผิดไปแล้ว”
ซูไทเฮาสงบพระอารมณ์ลง ก่อนจะตรัสขึ้นอีกครั้ง“เื่นี้พูดแค่ในนี้ก็พอ หากเ้ากล้านำไปพูดพล่อย ๆ ข้างนอกละก็ต่อให้พวกเ้าจะเป็คนสนิทของข้า ข้าก็จะไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้นจูเก๋อเหยียนที่เคยข้องเกี่ยวกับเื่ในตอนนั้นตายไปแล้ว จะเหลือก็แต่ห่าวผิงอันเสนาบดีของหน่วยทหารเท่านั้นในตอนนี้เรายังหาเหตุผลฆ่าเขาไม่ได้ แต่พวกเ้าก็อย่าลืมไปล่ะว่า คนที่ไม่ได้เข้าร่วมแต่ก็รู้เื่ที่เกิดขึ้นยังมีฟางจือจี่อยู่อีกคน!”
นางมองไปที่ซูเม่ากับซูโจ้ง“หากไม่กำจัดสองคนนี้ พวกเราก็จะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุข ห่าวผิงอันดูแลเื่ทางการทหารในกองทัพมีคนของเขาอยู่มาก และนี่ก็เป็เหตุผลว่าทำไมข้าถึงให้เ้าไปเป็แม่ทัพแต่ถึงกระนั้น ข้าก็รู้ดีว่าความคิดและการวางแผนของเ้าสู้ห่าวผิงอันไม่ได้เลยสักนิดช่างเถอะ...รอให้แคว้นเราส่งคนเข้ามาเพิ่มก่อนค่อยว่ากัน...”
ซูเม่าทรุดลงไปคุกเข่าอยู่บนพื้น “ไทเฮาโปรดให้โอกาสข้า ให้ข้าได้แบ่งเบาภาระของพระองค์ด้วย”
ซูไทเฮาทรงสบถด้วยน้ำเสียงเย็นะเื“วัน ๆ ก็รู้จักแต่ดื่มสุราเคล้านารีไปทั่ว หากเ้ายังไม่เปลี่ยนนิสัยตัวเองละก็เห็นทีว่าข้าคงต้องเลิกใช้เ้าแล้วล่ะ”
“กระหม่อมจะเปลี่ยนแปลงนิสัยไม่ทำให้ไทเฮาผิดหวังอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“ลุกขึ้นเถอะ”
ซูไทเฮาโบกพระหัตถ์ “กำจัดห่าวผิงอันไม่ใช่เื่ยากแต่ฟางจือจี่นี่สิ เขามีพลังที่แข็งแกร่งจนไม่อาจประเมินได้ จึงยากที่เราจะฆ่าเขาได้สำเร็จ”
ซูไทเฮาทรงรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย“ฉวยโอกาสตอนที่ฟางจือจี่ไม่อยู่ รีบกำจัดห่าวผิงอันให้ได้ก่อน แล้วยึดอำนาจในหน่วยทหารมาให้ได้เมื่อถึงตอนนั้น เราค่อยยึดอำนาจทหารมาจากฟางจือจี่ แล้วค่อยฆ่าเขาก็ได้ ทางด้านเฉินจ่งชวี่ข้าจะส่งคนที่เชื่อถือได้ไปให้คำตอบกับเขาเอง พวกเ้าต้องยืนด้วยตัวเองให้เป็ไม่ใช่รอให้ข้าสั่งทุกเื่ หากข้าต้องวางแผนและหาทางออกทุกเื่เอง แล้วจะมีพวกเ้าไปเพื่ออะไร?ข้าไม่ได้้าลูกแต่้าผู้ช่วยต่างหาก หากพวกเ้าแบ่งเบาภาระให้ข้าไม่ได้แล้วยังทำให้ข้ากังวลใจมากขึ้นอย่างนี้ ข้าคงไม่จำเป็ต้องเก็บพวกเ้าเอาไว้แล้วล่ะ”
ซูเม่าและซูโจ้งลุกขึ้นจากนั้นก็ประสานมือในท่าคารวะ“กระหม่อมไร้ความสามารถ”
“ไปได้แล้ว ๆเห็นพวกเ้าแล้วข้าหงุดหงิด...จริงสิ”
จู่ ๆซูไทเฮาก็เหมือนจะคิดบางอย่างขึ้นมาได้ “ยังมีอีกคนนี่นา ข้าลืมไปได้อย่างไรนะเ้าคนในโรงจวี้ฉ่างนั่นน่ะ เก็บมันเอาไว้ก็รังแต่จะเป็ปัญหาเปล่า ๆ”
ในขณะเดียวกันนั้น อันเจิงเดินไปถึงหน้าประตูของโรงจวี้ฉ่างพอดี
