บทที่ 1
หลังจากถูกฟ้าผ่า
ณ พระราชวังต้าเว่ย ตำหนักบรรทมของฮ่องเต้
ปกติแล้วตำหนักบรรทมมักจะเต็มไปด้วยความเงียบสงัดและเคร่งขรึม ทว่าในยามกลางวันของวันนี้ บริเวณภายนอกตำหนักกลับคึกคักเป็พิเศษ
ทั้งพระสนม เหล่าองค์ชายองค์หญิง และบรรดาขุนนางต่างมารวมตัวกันที่หน้าตำหนัก ทุกคนล้วนสนทนาถึงเื่เดียวกัน
นั่นคือ... ฝ่าาผู้ถูกฟ้าผ่าทรงพระพลานามัยแข็งแรงดีหรือไม่!
ใช่แล้ว เมื่อวันก่อนในวันที่มีฝนตกโปรยปราย อยู่ ๆ ก็เกิดอสนีบาตฟาดลงมากลางอากาศ และเป้าหมายก็คือฮ่องเต้เว่ยที่กำลังเสด็จกลับตำหนักหลังเลิกประชุมขุนนางพอดิบพอดี!
การถูกฟ้าผ่านับเป็ลางไม่มงคลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกับราชวงศ์
สายฟ้าเปรียบเสมือนการลงทัณฑ์จาก์ ในสายตาของสามัญชน มีเพียงโจรชั่วที่ทำเื่ผิดบาปจนฟ้าดินมิอาจให้อภัยเท่านั้นที่จะทำให้์พิโรธจนต้องใช้สายฟ้าลงทัณฑ์
และการที่ฮ่องเต้ถูกฟ้าผ่า ย่อมสื่อถึงการที่เบื้องบนทรงไม่พอใจในตัวฮ่องเต้มิใช่หรือ!
ตามหลักแล้วเื่เช่นนี้ควรถูกราชวงศ์ปกปิดไว้อย่างมิดชิดที่สุด แต่น่าเสียดายที่จังหวะที่ฮ่องเต้เว่ยถูกฟ้าผ่านั้นช่างไม่ประจวบเหมาะเอาเสียเลย
ท่ามกลางฝูงชนและสายตานับร้อยคู่ บรรดาขุนนางที่ยังเดินไปไม่ไกลนักต่างเห็นเหตุการณ์กับตาตัวเอง จนราชวงศ์แทบจะปิดปากคนไม่อยู่
และไม่ว่าเื่ฮ่องเต้ถูกฟ้าผ่าจะน่าใเพียงใด
ทุกคนที่รออยู่หน้าตำหนักต่างก็แสดงสีหน้าออกมาในทิศทางเดียวกันอย่างพร้อมเพรียง
ทั้งห่วงใย กระวนกระวาย และหวาดกลัว... สรุปสั้น ๆ คือทุกคนต่างพยายามแสดงออกว่ารักและเป็ห่วงในสุขภาพขององค์เหนือหัวอย่างสุดซึ้ง
ภายนอกตำหนักมีคนรอน้อยเสียเมื่อไหร่ ภายในตำหนักเองก็ไม่ต่างกัน
บนแท่นบรรทมสีเหลืองอร่าม ฮ่องเต้เว่ยผู้ยังคงหมดสติเอนกายอยู่นบนนั้น
สตรีในชุดชาววังหรูหรางดงามนั่งอยู่บนตู้ข้างเตียง คิ้วของนางขมวดมุ่น เดี๋ยวก็จ้องมองฮ่องเต้เว่ย เดี๋ยวก็หันไปจ้องหมอหลวงาุโที่กำลังตรวจชีพจรอยู่
ส่วนข้างหลังนาง ยังมีเหล่าหมอหลวงและนางกำนัลคุกเข่าอยู่อีกเป็จำนวนมาก
รอมาเกือบหนึ่งจิบชาแล้วก็ยังไม่มีปฏิกิริยาใด ๆ สตรีในชุดชาววังผู้นั้นจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเร่ง
“หมอหลวงหวัง ตกลงแล้วฝ่าาทรงเป็อย่างไรบ้าง! ท่านเป็คนที่มีวิชาแพทย์สูงส่งที่สุดในกรมหมอหลวง จะเป็อะไรหรือไม่ก็ช่วยแจ้งให้ทราบทีเถอะ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น หมอหลวงหวังจึงละมือออก แต่สีหน้ากลับไม่มีความตื่นตระหนก มีเพียงความฉงนสงสัยที่ไม่จบสิ้น
เขาคุกเข่าลงและกราบทูลอย่างนอบน้อมว่า “ฮองเฮาโปรดระงับพระทัย ชีพจรของฝ่าามั่นคงดี ร่างกายไม่มีสิ่งใดผิดปกติพะยะค่ะ”
“ไม่มีสิ่งใดผิดปกติ?”
ฮองเฮาขมวดคิ้ว มองดูฮ่องเต้เว่ยที่ยังนอนนิ่งด้วยความไม่เข้าใจ “หากไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แล้วเหตุใดฝ่าาจึงยังไม่ฟื้น? นี่ก็เข้าวันที่สามแล้ว หรือว่า...”
หรือสมองจะถูกฟ้าผ่าจนพังไปแล้ว?
ฮองเฮาเองก็ไม่อยากคิดเช่นนี้ แต่ใครเล่าจะไปรู้ ั้แ่โบราณกาลมา ฮ่องเต้เว่ยคือคนแรกที่นางรู้จักว่าถูกฟ้าผ่า!
ในเมื่อเป็กรณีแรกย่อมมีความไม่แน่นอน ต่อให้หมอหลวงหวังจะเก่งกาจเพียงใด ก็คงไม่เคยพบเห็นสถานการณ์เช่นนี้มาก่อนกระมัง
หมอหลวงหวังคิ้วขมวดมุ่น จ้องมองพื้นพลางคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
เพราะหากพิจารณาจากชีพจร ชีพจรของฝ่าานั้นไหลลื่นสม่ำเสมอ ไม่ลอยไม่จม ไม่ช้าไม่เร็ว ไม่เล็กไม่ใหญ่ จังหวะคงที่เด่นชัด สื่อถึงชีพจรของคนที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ดีเยี่ยม ไม่มีสิ่งใดผิดปกติเลยแม้แต่น้อย!
แล้วเหตุใดฝ่าาถึงยังไม่ฟื้นกันเล่า?!
หรือเพราะเหนื่อยเกินไปเลยหลับยาว?
【...แต่ก็ไม่จำเป็ต้องนอนนานขนาดนี้มั้ง...】
【สมองของฝ่าาคงไม่ได้ถูกฟ้าผ่าจนพังไปแล้วจริง ๆ นะเนี่ย เหอะ! แล้วจะทำยังไงดีล่ะ ถ้าฮ่องเต้ตขึ้นมาจริง ๆ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะได้เป็ไทเฮาอย่างราบรื่นไหม...】
【โอ๊ย กระดูกแก่ ๆ ของข้า...】
【หัวเข่านี่มันเจ็บจริง ๆ เมื่อไหร่ฮองเฮาจะยอมปล่อยพวกเรากลับไปเสียที...】
ฮ่องเต้เว่ยรู้สึกเหมือนตนเองเพิ่งตื่นจากฝันอันแสนยาวนาน เพราะนอนนานเกินไป ร่างกายจึงรู้สึกปวดเมื่อยไปหมด
เขาอยากจะลืมตาขึ้น แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งเหลือเกิน
ในขณะที่สติเริ่มกึ่งรู้ตัว ฮ่องเต้เว่ยก็ได้ยินเสียงมากมาย
เสียงเ่าั้มีทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นตา แต่ที่เหมือนกันคือ ในความรู้สึกของฮ่องเต้เว่ย เสียงเ่าั้ช่างบังอาจยิ่งนัก!
ถึงกับมีคนมาร้องแรกแหกกระเชอเสียงดังในตำหนักบรรทมของเขาเชียวหรือ?
โดยเฉพาะคนที่บอกว่าเขาจะต... นั่นคือฮองเฮา!
เสียงนั้นต่อให้เขาหลับตาก็จำได้แม่นยำว่าเป็นาง!
สามหาว! ช่างสามหาวเหลือเกิน! ถึงกับกล้ากล่าววาจาอัปมงคลเช่นนี้ต่อหน้าเขา!
ฮ่องเต้เว่ยที่กำลังเดือดดาลด้วยเพลิงโทสะจึงถูกความกริ้วปลุกให้ตื่นขึ้น
เขาเบิกตาโพลง ทันทีที่ฟื้นก็ใช้ฝ่ามือตบลงบนแท่นบรรทมอย่างแรง
“บังอาจ!”
น้ำเสียงที่ควรจะดูมีอำนาจกลับดูอ่อนแรงไปบ้างเพราะนอนบนเตียงมานานเกินไป
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นคือฮ่องเต้ทรงฟื้นแล้ว!
ฝ่าาที่นอนนิ่งมาสามวันเต็มในที่สุดก็ฟื้นแล้ว!
ไม่มีใครสนใจคำพูดที่เขาะโออกมา
ฮองเฮาได้สติเป็คนแรก นางรีบลุกขึ้นก้าวไปที่ข้างแท่นบรรทมอย่างรวดเร็ว ร้องไห้ด้วยความยินดีต่อหน้าฮ่องเต้เว่ยที่ฟิ่งฟื้น น้ำตานองหน้าดูช่างน่าสงสารและน่าเอ็นดูยิ่งนัก
“ฝ่าา ในที่สุดพระองค์ก็ทรงฟื้นเสียที! ดีเหลือเกิน ดีจริง ๆ เร็วเข้า หมอหลวงหวัง รีบมาตรวจพระอาการของฝ่าาเร็ว!”
【เฮ้อ— ใหมดเลยข้า นึกว่าจะได้เป็ม่ายเสียแล้ว... เฮ้อ ยังไงก็ต้องมีลูกของตัวเองให้ได้สินะ แต่คลอดเองมันเจ็บเกินไป เดี๋ยวค่อยไปเล็งดูแล้วกันว่าองค์ชายคนไหนพอจะเข้าท่าบ้าง...】
ฮ่องเต้เว่ยจ้องเขม็งไปที่ฮองเฮา— จ้องที่ปากของนางด้วยความสับสนอย่างถึงที่สุด จนลืมที่จะถือสาหาความเื่คำพูดที่ไม่เป็มงคลของนางไปชั่วขณะ
เมื่อกี้คือฮองเฮากำลังพูดอยู่หรือ?
แต่ทำไมเขาถึงไม่เห็นปากของนางขยับเลยล่ะ?!
“พะยะค่ะ ฮองเฮา!”
หมอหลวงหวังที่พ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอกรีบคุกเข่าเข้ามา เตรียมตรวจชีพจรของฮ่องเต้เว่ยอีกครั้ง
【ชีพจรไหลลื่น สม่ำเสมอ ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ไม่ลอยไม่จม... อืม มีกระเพาะ มีิญญา มีราก พลังลมปราณและเืไหลเวียนดี ฟังก์ชันของอวัยวะภายในแข็งแรงดีมาก...】
ทันใดนั้น ฮ่องเต้เว่ยก็ได้ยินเสียงของหมอหลวงหวังอีกครั้ง
สายตาของเขาฉายแวววูบไหว ลอบสังเกตหมอหลวงหวังที่กำลังก้มหน้าก้มตาตั้งใจตรวจชีพจรโดยที่ปากปิดสนิท
เสียงนี้ช่างพร่ำบ่นรบกวนหูเหลือเกิน ขัดกับภาพลักษณ์หมอหลวงาุโที่มักจะสำรวมเคร่งขรึมต่อหน้าเขาอย่างสิ้นเชิง
【เอ๊ะ? ฝ่าาทรงจ้องมองข้าทำไมกัน หรือว่าข้าทำอะไรไม่ดีจนพระองค์จะเอาเื่? ไม่น่าจะมีอะไรนะ ร่างกายฝ่าาก็แข็งแรงดี ่นี้ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิดนี่นา...】
เมื่อเห็นหมอหลวงหวังที่นิ่งเงียบไม่ปริปาก ฮ่องเต้เว่ยก็รูม่านตาขยายกว้างและหดตัวลง ความตื่นตะลึงภายในใจเริ่มถูกเก็บซ่อนไว้อย่างช้า ๆ
ดูเหมือนเขาจะเข้าใจแล้วว่าตอนนี้ตนเองอยู่ในสถานการณ์เช่นไร
ั้แ่โบราณกาลมีคำกล่าวถึง “วิชาอ่านใจ” เขาเคยอ่านตำรามาหลากหลายยามเยาว์วัย รู้ว่ามีบางคนที่เชี่ยวชาญในจิตใจมนุษย์ ใช้จิตใจคนมาเป็เครื่องมือ ช่ำชองในการโน้มน้าว ชักจูง และควบคุมคน จนเรียกได้ว่าสามารถมองทะลุถึงก้นบึ้งของหัวใจได้
ศาสตร์แห่งการปกครองของฮ่องเต้ก็เป็หนึ่งในนั้น
เพียงแต่สิ่งที่เขาเป็อยู่นี้กลับดูอัศจรรย์พันลึกยิ่งกว่า
เพราะเขาสามารถ “มองทะลุ” ใจคนได้จริง ๆ
ฮ่องเต้เว่ยจ้องมองหมอหลวงหวังอย่างลึกซึ้งครั้งหนึ่ง ก่อนจะหันไปฟังเสียงในใจของคนอื่น ๆ
ฮองเฮายืนอยู่ข้าง ๆ ด้วยสีหน้าเป็กังวล ภายนอกนางมองมาที่เขา แต่ในใจกลับกำลังคำนวณว่าองค์ชายคนใดจึงจะเหมาะสม
【องค์ชายหนึ่ง สอง สี่ ห้า เจ็ด ต่างก็มีแม่ของตัวเอง ไม่เข้าท่า องค์ชายสามก็โตเกินไปแล้ว ปีนี้ตั้งยี่สิบสาม เลี้ยงไม่เชื่องแน่ องค์ชายหกนิสัยโง่เขลา ไม่ได้เื่ องค์ชายแปดล่ะ? ก็พอได้มั้ง ถูไถไปก่อน องค์ชายเก้า... ช่างเถอะ ฝ่าาเองก็คงจะลืมลูกคนนี้ไปแล้วมั้ง】
ฮ่องเต้เว่ย: …
ลูกชายของเขามันไร้ค่าขนาดนั้นเลยหรือ? ถึงถูกฮองเฮาเลือกทิ้งเลือกขว้างเหมือนผักเหมือนปลาเช่นนี้?!
ฮ่องเต้เว่ยปรายตามองฮองเฮาด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก
ที่แท้ฮองเฮาที่ดูเพียบพร้อมและอ่อนโยนเสมอมา ในใจกลับคิดถึงเขาและลูก ๆ ของเขาเช่นนี้เองหรือ…
หึ!
