ที่หน่วยทหาร
หวังไคไท่ยื่นชาให้อันเจิงหนึ่งถ้วย จากนั้นก็ยิ้มอย่างเมตตา“อย่าคิดมาก ก็แค่อัดสุนัขไปไม่กี่ตัวเท่านั้นเอง ตอนเ้าสำนักซางยังอยู่มีใครไม่ทำตัวเป็สุนัขเลียแข้งเลียขาเขาบ้าง ตอนนี้เขาไม่อยู่แล้วคนพวกนั้นถึงกล้าทำชั่วแบบนี้ เ้ากับข้ามีนิสัยที่ค่อนข้างจะเหมือนกันหากตอนนั้นข้าเป็คนไปเจอเื่นี้ แน่นอนว่าข้าก็จะทำแบบเดียวกับเ้า”
อันเจิงยิ้มพลางพูด “ข้าไม่ได้คิดมากอย่างมากก็แค่ไม่เข้าสำนักวรยุทธ์ชางเท่านั้นเอง”
หวังไคไท่นั่งตรงข้ามกับอันเจิงเขาชี้นิ้วไปที่ถ้วยชา “อย่างนั้นก็เป็การยอมแพ้คนที่ดูถูกเ้าน่ะสิ?ข้าว่านะ ใครที่ดูถูกหรือเห็นเราไม่สะดุดตาเรายิ่งต้องประกายแสงในตัวให้เขาเห็น ให้แสงเจิดจรัสส่องจนพวกเขานอนไม่หลับไปเลยเื่ที่เ้าทำร้ายคนพวกนั้นข้าจะช่วยจัดการเองถึงแม้ข้าจะถูกย้ายมาอยู่หน่วยทหารได้ไม่นานนักแต่อย่างน้อยข้าก็ยังพอมีสิทธิ์มีเสียงอยู่บ้าง น้องชาย...เ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมข้าถึงทำตัวสนิทสนมกับเ้าขนาดนี้?เพราะพวกเราต่างก็มาจากชายแดน มีเพียงทหารที่มาจากชายแดนอย่างเราถึงจะเข้าใจความสัมพันธ์แบบร่วมเป็ร่วมตายของพี่น้องชาวทหารได้อย่างแท้จริง”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเปลี่ยนเื่“แต่ไม่ว่าอย่างไร...สุนัขที่เ้าอัดก็เป็คนของเหยียนชวี่เ้าสำนักวรยุทธ์ชางคนใหม่เ้าสำนักคนนี้ใจแคบ กลัวก็แต่อีกหน่อยเ้าจะต้องลำบากน่ะสิข้าไม่สามารถอยู่ดูแลเ้าตลอดเวลา ฉะนั้นหากเจอปัญหาอะไรก็ตาม จำไว้ว่าอย่าวู่วามสิ่งแรกที่ต้องทำคือติดต่อข้า หากติดต่อข้าไม่ได้ก็ไปหาแม่ทัพฟางเต้าจือหากไม่ได้จริง ๆ งั้นก็ไปหาท่านเสนาบดีเลย”
อันเจิงพยักหน้า “ก็แค่วิธีชั่วแบบเดิม ๆเท่านั้นเอง ข้ายังรับมือได้”
หวังไคไท่หัวเราะ “ต้องแบบนี้สิถึงเรียกว่ามีเืนักสู้ของทหารแถบชายแดน ไม่สนว่ามันจะเป็ใครหรือมาจากไหนเราแค่เหยียบมันข้ามไปเท่านั้นก็พอ เ้าวางใจเถอะ ท่านเสนาบดีเชื่อมั่นในตัวเ้ามากไม่ว่าเ้าจะได้คะแนนจากสำนักวรยุทธ์ชางเท่าไหร่ เมื่ออยู่ครบสามปีก็ต้องถูกส่งมารับผิดชอบหน้าที่ในหน่วยทหารแต่ข้าคิดว่า...ถ้าจะให้ดีคือกลับไปอยู่แถบชายแดนนั่นแหละลูกผู้ชายต้องสร้างชื่อเสียงจากา นั่นถึงจะเป็อรรถรสของชีวิต”
เขาดื่มชา “พูดตรง ๆหลังจากที่ข้าถูกย้ายมาอยู่ในเมืองก็ทำให้ข้าเปลี่ยนไปมากแม้แต่จะขี่ม้าออกไปเดินเล่นก็ยังไม่มีที่ไปเลย เ้าว่าหากข้าขี่ม้าศึกออกไปเดินเล่นตามถนนหน่วยทหารเราจะขายหน้าหรือไม่เล่า แต่ตอนอยู่แถบชายแดน ในแต่ละวันการขี่ม้ามันเป็ชีวิตจิตใจพวกเราไปแล้วตอนนี้กลับต้องมากังวลกฎระเบียบในทุกเื่ เหนื่อยจริง ๆ”
“ที่ท่านเสนาบดีย้ายท่านแม่ทัพมาในเมืองหลวงก็คงเพราะวางแผนเผื่ออนาคตหากหน่วยทหารไม่มีใครรู้จักวิธีนำทัพออกรบเลยสักคนก็คงจะไม่ดีนัก”
หวังไคไท่ส่ายหน้า “เ้าพูดผิดแล้วล่ะ หน่วยทหารไม่ได้ขาดคนที่มีความสามารถในการนำทัพเลยข้าเกิดจากชนชั้นล่างเช่นเดียวกับเ้า แต่ข้าไม่เคยเกลียดชังชนชั้นสูง ดูภายนอกคนพวกนั้นเอาแต่ใจและใช้อำนาจของตระกูลมาทำเื่ชั่วๆ แต่ในความเป็จริง เมื่อถึงเวลาที่สมควร ส่วนใหญ่ก็ต้องปรับตัวและตั้งใจทำงานอีกอย่าง คนพวกนั้นเกิดมามีพื้นฐานที่ดีกว่าเราพวกเขาถูกอบรมบ่มเพาะั้แ่เด็ก...เ้าคิดว่าคนที่เกิดมาในชนชั้นสูงจะเป็อิสระจริงหรือ?”
“่ชีวิตในวัยเด็กของเขาไม่ได้มีความสุขเหมือนกับพวกเรา ตอนพวกเรายังเด็กไม่ใส่กางเกงก็วิ่งเล่นไปทั่วแล้วแต่พวกเขากลับต้องมานั่งเรียน ครอบครัวบังคับให้พวกเขาหาความรู้ใส่ตัวตลอดเวลา ต่อให้ไม่ยอมเรียนรู้ก็จะถูกยัดความรู้ใส่เข้าไปอยู่ดีจำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น เราไม่สามารถเข้ากับคนแบบนี้ได้หรอก ต่อให้จะใช้เวลานานมากแค่ไหนก็ตามฉะนั้นเมื่อคนเหล่านี้อยากทำอะไรจริงจังสักอย่างแล้วละก็พวกเขาต้องมีกำลังมากพออย่างแน่นอน”
อันเจิงพูดขึ้น “เคยมีคนเปรียบเทียบว่าคนพวกนี้ยืนอยู่บนไหล่ของคนอื่น”
หวังไคไท่พยักหน้า “จะพูดแบบนี้ก็ใช่ั้แ่เกิดมาพวกเขาก็ยืนอยู่สูงกว่าเราแล้ว แต่ก็เพราะแบบนี้ ความดิ้นรนและพยายามของเขาจึงน้อยกว่าพวกเราความทะเยอทะยานของเราสูงมากกว่าพวกเขาหลายเท่า”
เขาเอนตัวไปด้านหลังแล้วบิดตัวจากนั้นก็ขมวดหัวคิ้วเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นแววตาของอันเจิง เขาจึงอดหัวเราะไม่ได้“ไม่มีอะไร เป็โรคที่ได้มาจากาเมื่อนานมาแล้วน่ะด้านหลังแถว่เอวข้าเคยถูกมีดแทง ถึงแม้จะไม่ตาย แต่บางครั้งก็ยังรู้สึกเจ็บขึ้นมาเหมือนกันโดยเฉพาะหลังฝนตกแล้วอากาศชื้น ความรู้สึกนั้นช่างเหมือนกับตายทั้งเป็ ฮ่า ๆ ๆ...แต่ในทางกลับกันคนที่เกิดมาจากชนชั้นล่างแล้วปีนป่ายขึ้นมาถึงจุดที่ข้าอยู่ก็มีไม่มาก”
อันเจิงถอนหายใจ“กลัวเพียงแค่จะไม่มีโอกาสนั้น”
“ฉะนั้นข้าจึงเป็ห่วงพวกเ้ามากมีอะไรที่ช่วยได้ก็จะช่วย เื่ของเหยียนชวี่เ้าอย่าไปใส่ใจ อย่างไรเขาก็เป็ถึงเ้าสำนักวรยุทธ์ชางหากคอยขัดแย้งกับเ้าตลอดก็เป็การขายหน้าตัวเองแล้วล่ะ เ้าว่าจริงหรือไม่?”
อันเจิงขานรับเมื่อกำลังจะพูดต่อก็ได้ยินเสียงคนเดินมาจากด้านนอก
“ท่านแม่ทัพ สำนักวรยุทธ์ชางส่งคนมา บอกว่ามาเชิญอันเจิงกลับไปทดสอบต่อ”
เมื่อพูดจบเขาก็ยืนรออยู่ด้านนอกคนคนนี้ชื่อต้าเตาหลี เป็ทหารคนสนิทของหวังไคไท่
“รู้อยู่แล้วว่าพวกเขาต้องไม่กล้าทำเกินหน้าเกินตา”
หวังไคไท่ลุกขึ้น“ในเมื่อพวกเขาอยากให้เื่จบลงอย่างนี้ เราก็เลยตามเลยเถอะ เหยียนชวี่ส่งคนมาเรียกเ้ากลับไปทดสอบต่อเื่ที่คนของเ้าสำนักซางถูกรังแก เราก็ทน ๆ เอาไว้หน่อย ยอมถอยกันคนละก้าวแบบนี้ก็ดี”
อันเจิงเข้าใจได้ทันที...ถึงแม้หวังไคไท่จะถูกย้ายมาอยู่ในเมืองได้ไม่นานแต่พลังความดุร้ายได้ถูกหลอมละลายไปแล้วไม่น้อย อันเจิงรู้ดีว่าหวังไคไท่ต้องพยายามอย่างมากในการใช้ชีวิตในเมืองหลวง เหมือนกับคำพูดของเขา...คนที่เกิดมาจากชนชั้นล่างแล้วสามารถปีนป่ายมาถึงจุดนี้ได้ก็มีไม่มากจริง ๆ
ในสภาพแวดล้อมอย่างเมืองหลวงนี้หวังไคไท่สามารถปกป้องตัวเองได้มากขนาดนี้ ถือว่ายากมากแล้ว
อันเจิงลุกขึ้นแล้วยกมือคารวะ“ขอบคุณท่านแม่ทัพ ข้าจะกลับไปเดี๋ยวนี้แหละ”
ก่อนอันเจิงจะเดินออกไป หวังไคไท่ดึงแขนเขาเอาไว้“จำไว้นะ เื่ทั่วไปอย่าได้วู่วามเชียว เ้ายังมีข้าที่คอยช่วย”
อันเจิงขานรับและกล่าวขอบคุณอีกครั้งจากนั้นก็ก้าวยาว ๆ ออกจากหน่วยทหาร
เมื่ออันเจิงเดินออกจากหน่วยทหารเขาเห็นตู้โซ่วโซ่ว ชวีหลิวซี และกู่เชียนเยว่ยืนรออยู่ด้านนอก
ทั้งสามคนจ้องมาที่อันเจิงจากนั้นก็ถอนหายใจพร้อมกันอันเจิงเห็นกระเป๋าของตู้โซ่วโซ่วเปิดออก ในมือถือมีดที่ไม่รู้ไปหามาจากไหนดูจากภายนอกชวีหลิวซีเหมือนไม่มีอะไร แต่อันเจิงรู้ดีว่านางต้องกลุ้มใจมากส่วนกู่เชียนเยว่ก็ถือของบางอย่างที่ปกติแล้วจะแขวนอยู่ที่คอของนาง...นั่นก็คือกระดูกนิ้วมือที่ทำให้คนหวาดผวาไปทั้งเมือง
“พวกเ้าทั้งสามคนไม่ไปสอบหรือ? แล้วมาที่นี่ทำไม?” อันเจิงเดินเข้าไปถามพร้อมรอยยิ้ม
ตู้โซ่วโซ่วตอบกลับ“ก็เพราะกลัวคนของหน่วยทหารไม่ยุติธรรมกับเ้าน่ะสิ อีกเดี๋ยวหากเ้ายังไม่ออกมาพวกเราก็จะบุกเข้าไปแล้ว”
อันเจิงเดินเข้าไปหยิบมีดของตู้โซ่วโซ่วจากนั้นก็ยื่นให้องครักษ์ที่เฝ้าหน้าประตูหน่วยทหาร “ขอโทษด้วย เพื่อนข้าไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไปใช่หรือไม่?”
องครักษ์รับมีดไปแล้วหัวเราะ“ต่างก็เป็ทหารด้วยกันทั้งนั้น ความใจร้อนที่มาจากการเป็ห่วงพี่น้องพวกข้าเจอมามากแล้ว ไม่มีอะไรที่เกินเลยไปหรอก”
อันเจิงยกมือขึ้นคารวะและกล่าวขอบคุณจากนั้นก็กอดคอตู้โซ่วโซ่วเดินไป “เ้าคิดจะเอามีดเล่มนั้นไปช่วยข้าจริงรึ”
“เ้าคิดว่าอย่างไรล่ะหรือเ้าจะให้ข้าแกล้งทำตัวเป็ลูกแหง่?”
อันเจิงส่ายหน้า “ความหมายของข้าคือ เราควรหาอาวุธคู่กายให้เ้าสักชิ้นแล้วล่ะมีดพัง ๆ แบบนี้ไม่เหมาะกับเ้าเลย”
ตู้โซ่วโซ่วชะงักไป จากนั้นก็เขม่นใส่อันเจิง“เ้าเพิ่งรู้ว่าควรหาอาวุธให้ข้าหรือ?”
“นั่นก็เป็เพราะยังไม่เคยเจออาวุธวิเศษที่ดีและเหมาะสมกับเ้าน่ะสิ”
ตู้โซ่วโซ่วพยักหน้า “พูดมีเหตุผล”
กู่เชียนเยว่นำกระดูกนิ้วมือใส่กลับเข้าไปในเสื้อและเลียนแบบท่าทางของอันเจิงที่กอดไหล่ตู้โซ่วโซ่ว นางยกมือไปกอดไหล่ของชวีหลิวซีและเดินไปชวีหลิวซีชินกับนิสัยห้าว ๆ แบบนี้ของนางตั้งนานแล้ว ชวีหลิวซีใช้พลังหยิบโอสถิญญาออกมาจากอากาศแล้ววางเอาไว้ในมือกู่เชียนเยว่
กู่เชียนเยว่ก้มลงมอง “อะไรเนี่ย?”
นางหยิบโอสถิญญาออกมาดูใกล้ ๆจากนั้นก็เอามาดม “จู่ ๆ จะเอามาให้ข้าทำไม?”
ชวีหลิวซีกระซิบข้างหูนาง“เมื่อครู่ที่ข้าจับแขนเ้า รู้สึกได้ว่าเืเ้าอ่อนไปสักหน่อยคงเป็เพราะวันนั้นของเดือนใช่หรือไม่? คงรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวล่ะสิ?”
หน้าของกู่เชียนเยว่แดงราวกับลูกแอปเปิลทันทีนางรีบเอาโอสถิญญายัดใส่กระเป๋า “ข้า...ข้าเป็ชายชาตรี...ชายชาตรีอย่างข้าจะมีอะไรแบบนั้นได้อย่างไรข้าเป็ชายอกสามศอกเชียวนะ”
ชวีหลิวซีพูด “ข้ากลัวกลับไปแล้วลืมเ้าอย่าลืมกินล่ะ แบ่งกินสามครั้งแล้วก็ดื่มน้ำอุ่นตามมาก ๆ”
กู่เชียนเยว่เงยหน้ามองฟ้า “อืม...”
เมื่ออันเจิงและเพื่อน ๆ กลับถึงสำนักวรยุทธ์ชางฟ้าก็เริ่มมืดลงแล้ว ผู้เข้าทดสอบส่วนใหญ่ก็กลับบ้านกันเกือบหมดแล้วฉะนั้นสำนักที่ใหญ่ขนาดนี้จึงดูเงียบเหงาไปถนัดตา รองเ้าสำนักฉางฮวันพาผู้ตรวจการออกมารอที่หน้าประตูเมื่อเห็นอันเจิงและเพื่อน ๆ เดินมา เขาจึงพูดขึ้นด้วยเสียงที่เย็นะเื“ท่านเ้าสำนักเห็นว่าพวกเ้าอายุยังน้อยจึงไม่อยากทำให้เื่นี้ส่งผลกระทบกับอนาคตของพวกเ้าฉะนั้นจึงให้จัดการทดสอบขึ้นโดยเฉพาะ นักเรียนคนอื่น ๆ ทดสอบเสร็จหมดแล้วตอนนี้ก็เหลือแค่พวกเ้าเท่านั้นแหละ”
อันเจิงถามขึ้น“ท่านรองเ้าสำนักคิดว่าเื่นี้เป็เื่เล็กหรือ?”
เหอะ...ฉางฮวันขมวดคิ้วแล้วแค่นเสียงออกมาจากนั้นก็เดินจากไป
มีผู้ตรวจการคนหนึ่งชูนิ้วโป้งให้อันเจิงจากนั้นก็แกล้งทำหน้าราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินตามฉางฮวันเข้าสำนักวรยุทธ์ชางไปผู้ตรวจการส่วนใหญ่ก็เคยได้รับการดูแลจากเ้าสำนักซางเมื่ออันเจิงสั่งสอนคนของเหยียนชวี่ พวกเขาจึงรู้สึกว่ามีคนออกตัวเอาคืนแทนแล้ว
หลังจากเข้าไปก็ไม่มีปัญหาอะไรอีกและเหยียนชวี่ก็ไม่ได้เอาเื่เอาราวอะไร เพราะคนของเขาทำเื่เลวร้ายขนาดนั้นเขาจึงไม่ใช้เื่นี้ต่อต้านอันเจิงอย่างเปิดเผย ฉะนั้นการทดสอบของอันเจิงและเพื่อนๆ ก็ผ่านพ้นไปด้วยดี การทดสอบก็แค่ให้พวกเขาแสดงกระบวนท่าเพียงเล็กน้อยแล้วพวกเขาก็ผ่านการทดสอบนี้ไปได้
เมื่อสอบเสร็จดวงจันทร์ก็โผล่ขึ้นมาแล้วชวี่ลวนที่จัดการเื่ในหน่วยทหารรอพบอันเจิงในสวนของสำนักวรยุทธ์ชาง
“เ้าวางใจเถอะ เื่นี้ก็จะผ่านพ้นไปแบบนี้จะไม่มีเื่วุ่นวายอะไรเกิดขึ้นอีก แต่ถึงกระนั้น...ข้าคิดว่าน่าจะเกิดเื่วุ่นวายอย่างอื่นแทนน่ะสิ”
ชวี่ลวนลากอันเจิงไปพลางพูดขึ้น“เหยียนชวี่กับเ้าสำนักซางไม่ค่อยถูกกันฉะนั้นเขามักจะขัดกับทุกคนที่เ้าสำนักซางชอบ แต่เื่พวกนี้ก็อย่าได้ใส่ใจเหยียนชวี่ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายเ้าอะไรขนาดนั้น แต่ลูกน้องของเขาถูกเ้าอัดคิดว่าคงไม่ยอมจบเพียงเท่านี้ แน่นอนว่าเื่นี้ก็ไม่ได้เป็เื่วุ่นวายอะไรพวกเขาคงทำอะไรเ้าไม่ได้...แต่ตอนนี้มีคนอื่นจะเข้าสำนักวรยุทธ์ชางแล้วน่ะสิ”
อันเจิงถามขึ้น “ใคร?”
ชวี่ลวนกดเสียงต่ำ “ติงเซิ้นซา”
อันเจิงขมวดคิ้วเล็กน้อย“หายเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
“เหมือนบิดาของเขาจะไปขอร้องบุคคลสำคัญให้มาช่วยรักษาาแเขาจนหายยิ่งไปกว่านั้น การมาของเขาในครั้งนี้ต้องถูกจัดเตรียมมาเพื่อต่อต้านเ้าโดยเฉพาะแน่นอนเขาเป็คนของสำนักต้าติง การออกจากสำนักต้าติงแล้วเข้าสำนักวรยุทธ์ชางอย่างไม่ลังเลเขาต้องมีใจที่ไม่บริสุทธิ์แน่นอน”
อันเจิงยิ้มพลางพูด“งั้นก็ไม่ได้มีอะไรมาก หากเขามีแผนอะไรมา เราก็แค่รับมือให้ได้ก็พอ”
ชวี่ลวนตบบ่าของอันเจิง“อย่าวู่วามเกินไป เ้าดีทุกอย่าง เพียงแค่ควบคุมตัวเองไม่ได้เท่านั้นเอง หากเขามาวุ่นวายอะไรเ้าก็ทนเอาหน่อยแล้วกันแค่นี้เขาก็หาช่องว่างมาหาเื่เ้าไม่ได้แล้ว และยังก่อเื่วุ่นวายอย่างอื่นไม่ได้อีกด้วย”
อันเจิงยกมือคารวะ“ขอบคุณใต้เท้าที่เตือน ข้าจะทำตาม”
ชวี่ลวนมองดวงตาของอันเจิงจากนั้นก็ถอนหายใจยาว ๆ “เ้าจะทำตามจริงรึ? หากเ้ายอมทนน่ะสิแปลก...”
