ซุนจินกังถูกทำโทษให้กวาดใบไม้ร่วง ด้วยความคับแค้นใจเต็มท้องที่กำลังหาที่ระบายอารมณ์พอดี ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอเฉายวนิที่มองเขาเป็อากาศธาตุ
“หยุดนะ!” ซุนจินกังผู้ฝึกฝนจนมีกล้ามเนื้อเป็มัดๆ ก้าวเข้าไปหมายจะจับเฉายวนิลงมา "โดดเรียนแล้วมาเจอข้า จะหนียังไงไหว"
ในใจซุนจินกังเองก็มีแผนการเล็กๆ หากจับเ้าเด็กนี่ไปให้ท่านอาจารย์ได้ บางทีอาจจะโยนความผิดให้มัน แล้วตัวเองก็รอดพ้นจากโทษกวาดใบไม้
เขาวางมือลงบนบ่าของเฉายวนิ ความเย็นะเืก็แผ่ซ่านผ่านฝ่ามือในทันที
‘ทำไมคนคนนี้ตัวเย็นเหมือนน้ำแข็งได้เล่า ประหลาดนัก!’
ซุนจินกังระดมพลังิญญาป้องกันไม่ให้ความเย็นเข้าสู่ร่างกาย เฉายวนิรู้สึกเหมือนถูกคุกคามจึงขมวดคิ้ว แล้วฟาดคันเบ็ดเข้าที่มืออีกฝ่ายราวกับแส้
“โอ๊ย!” ซุนจินกังเจ็บจนต้องปล่อยมือ
มือทั้งชาทั้งเจ็บ ความโกรธในใจซุนจินกังยิ่งคุกรุ่นขึ้น เขายกไม้กวาดขึ้นกวาดใส่เฉายวนิในทันที
เฉายวนิะโถอยหลังไปพร้อมสะบัดคันเบ็ดในมือไปทางซุนจินกัง เสียง “เพี๊ยะๆ” สองเสียงดังขึ้น รอยแดงสองรอยปรากฏชัดเจนบนใบหน้า ราวกับผู้คุมกำลังใช้แส้ตีสั่งสอนสัตว์ร้าย
ถึงแม้การฟาดสองครั้งนี้จะไม่ถึงกับชีวิต แต่มันชัดเจนว่าตบหน้าซุนจินกังเข้าอย่างจัง
ความอัปยศอดสูเช่นนี้ ซุนจินกังที่ยโสโอหังมาตลอดจะทนได้อย่างไร
เขาเอามือลูบรอยแดง มุมปากกระตุกไม่หยุดราวกับโกรธจนแทบะเิ ก่อนจะคว้าไม้กวาดมาสู้กับเฉายวนิให้ตายกันไปข้าง
เฉายวนิเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว เผชิญหน้ากับซุนจินกังที่บุกเข้าใส่อย่างไม่ลดละ เขาก็ยังคงรักษาระยะห่างจากอีกฝ่ายได้เสมอ คันเบ็ดในมือฟาดใส่ซุนจินกังผู้ไร้มารยาทไม่หยุด
เดิมทีเฉายวนิหวังว่าซุนจินกังจะยอมล่าถอย แต่ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะยิ่งสู้ยิ่งบ้าคลั่ง กวัดแกว่งไม้กวาดในมือส่งเสียงแหวกอากาศ หากคนธรรมดาถูกฟาดเข้าไป ถ้าไม่ตายก็พิการแน่นอน
ไป๋เสียนอนหนุนแขนดูการต่อสู้นี้อย่างสบายอารมณ์ ไม่ได้คิดจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
ให้คนที่เขาชอบขี้หน้าสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง ย่อมดีที่สุด
สายลมพัดเบาๆ กิ่งก้านของต้นท้อแกว่งไกว กลีบดอกร่วงหล่นลงมาราวกับสายฝน
เฉายวนิและซุนจินกังไล่ล่ากันท่ามกลางกลีบดอกไม้โปรยปราย เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็พบว่าเ้าหัวรั้นตรงหน้าไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้ เขาต้องทำให้มันเจ็บจริงๆ เสียแล้ว
เขาถ่ายทอดพลังิญญาอันเย็นเยียบเข้าไปในคันเบ็ด น้ำแข็งก็เริ่มเกาะตัวหนา
คันเบ็ดที่อ่อนนุ่มและยืดหยุ่นพลันแข็งเป็แท่งน้ำแข็ง เฉายวนิฟาดคันเบ็ดใส่หน้าของซุนจินกัง
ซุนจินกังคิดว่ายังคงเป็การฟาดที่ไม่เจ็บไม่คัน จึงตั้งใจจะรับไว้ตรงๆ เพราะการโจมตีที่เหมือนเกาไม่ถูกที่คันแบบนี้ไม่จำเป็ต้องหลบ
เขาคำรามพร้อมพุ่งเข้าไป เฉายวนิฟาดคันเบ็ดที่แข็งเป็น้ำแข็งใส่หน้าเขาอย่างแรง
เสียง “กร๊อบ” ดังขึ้น คางของซุนจินกังโดนคันเบ็ดที่แข็งเป็น้ำแข็งฟาดเข้าไปจนหน้ามืด และเซถลาไปมายืนแทบไม่อยู่
กว่าเขาจะได้สติก็ใช้เวลาพักใหญ่
ซุนจินกังคำราม แล้วถ่ายทอดพลังิญญาเข้าไปในไม้กวาดเช่นกัน ก่อนจะเงื้อมือขึ้น
เฉายวนิก็ใช้มือทั้งสองจับคันเบ็ดเงื้อขึ้นด้วยเช่นกัน อาวุธทั้งสองชิ้นที่ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการต่อสู้ปะทะกันอย่างรุนแรง เสียงแตกหักจึงดังขึ้น
เฉายวนิถูกแรงสั่นะเืจนถอยหลังหลายก้าว ปรากฏรอยแตกเล็กๆ บนน้ำแข็งที่เกาะอยู่บนคันเบ็ด
เมื่อเห็นดังนั้น ซุนจินกังจึงหัวเราะลั่น “ฮ่าๆๆ ข้าชนะเ้าแล้ว!”
ทว่ายังไม่ทันดีใจได้เต็มที่ ไม้กวาดในมือพลันหักออกเป็สองท่อนเหลือเพียงท่อนสั้นๆ ซึ่งใช้การไม่ได้อีกต่อไป
‘นี่...เป็ไปได้อย่างไร’ ซุนจินกังถึงกับตะลึงงัน ใมากอย่างยิ่ง ‘ข้าเรียนซ้ำชั้นมานานหลายปี ไม่ว่าอย่างไรพลังฝึกตนของข้าก็ไม่น่าจะแพ้เด็กใหม่อย่างเ้าหมอนี่ได้’
เฉายวนิลูบรอยแตกเบาๆ รอยแตกก็หายไปราวกับไม่เคยมีมาก่อน ส่วนไม้กวาดของซุนจินกังที่หักไปแล้วก็ต่อกลับมาไม่ได้ เมื่อกลับไปก็ต้องโดนท่านอาจารย์ดุด่าและลงโทษเป็แน่
ไป๋เสียที่แอบดูการต่อสู้อยู่อย่างเงียบๆ รู้สึกเสียดายที่ซุนจินกังไม่สามารถเอาชนะเฉายวนิได้ เขาเริ่มครุ่นคิดว่าควรจะยื่นมือเข้าไปช่วยเ้าหัวรั้นนั่นดีหรือไม่
เมื่อซุนจินกังสูญเสียอาวุธเพียงหนึ่งเดียวในมือไป ใบหน้าของเขาก็แดงก่ำด้วยความโกรธ มุมปากเหยียดรอยยิ้มที่ดูไม่ออกว่ายิ้มหรือไม่ยิ้ม หมัดกำแน่น ทั่วทั้งร่างสั่นเทาเล็กน้อย
“เ้าหนู...วันนี้หากไม่ลากเ้าไปพบอาจารย์ ฉายา ‘จินกังฆ่าได้หยามไม่ได้’ ของข้าก็คงต้องเปลี่ยนเสียแล้ว!”
ดวงตาของซุนจินกังแดงก่ำ ประกายโทสะพวยพุ่งในครรลองสายตา
ริมทะเลสาบ์ ทั้งสองคนยืนประจันหน้ากันท่ามกลางกลีบดอกไม้ปลิวว่อนโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ
“เฮอะ!” ซุนจินกังขับเคลื่อนศัสตราวุธิญญาที่คาดตรงเอว รูปร่างภายนอกคล้ายกับสายคาดเอวหยก เมื่อััได้ถึงการเรียกของเ้านาย ศัสตราวุธิญญาก็เปล่งแสงสีเงินออกมา
ไม่นาน ิัที่โผล่พ้นเสื้อผ้าก็มีเกล็ดสีเงินคล้ายเกล็ดปลาขึ้นมาปกคลุม เกล็ดสีเงินส่องประกายระยิบระยับราวชุดเกราะที่ปกป้องไปทั่วทั้งร่าง
ซุนจินกังที่หลับตาค่อยๆ ลืมตาขึ้น บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มเยาะเย้ย
เขากำหมัดที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดสีเงินแน่น แล้วถีบเท้าซัดกำปั้นพุ่งเข้าใส่เฉายวนิ
เฉายวนิถอยหลังหลบหลีก หมัดที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีเงินพร้อมพลังอันรุนแรงเฉียดผ่านหน้าไป สายลมที่พัดผ่านทำให้รู้สึกเจ็บแปลบที่ใบหน้า ยากจะจินตนาการว่าหากโดนหมัดหนักๆ ของอีกฝ่ายเข้าจังจะเป็เช่นไร
ซุนจินกังราวกับสัตว์ร้ายที่คลุ้มคลั่ง เฉายวนิเพิ่งจะทรงตัวได้ เขาก็คำรามพุ่งเข้าใส่หมายจะสั่งสอนอีกฝ่ายด้วยหมัดเงินอันแข็งแกร่งไร้ผู้ต้านทาน
ไป๋เสียเห็นซุนจินกังซัดหมัดเข้าใส่เฉายวนิอย่างรวดเร็วไม่หยุดหย่อนและไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พักหายใจก็เอ่ยชม “เหมือนหมาบ้าไม่มีผิด! กัดมันให้ตายเลย!”
พลังหมัดสีเงินวูบไหวอยู่ตรงหน้า เฉายวนิที่ดูเหมือนเสียเปรียบกำลังยุ่งอยู่กับการหลบหลีก แต่ค่อยๆ ััได้ว่าเป้าหมายของอีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่ใช่ศีรษะของเขา แต่เป็หน้ากากบนใบหน้า!
ซุนจินกังแสร้งทำเป็ใช้หมัดโจมตีใบหน้า แต่แอบหาโอกาสดึงหน้ากากออก หลังจากทั้งสองคนปะทะกันเกือบสิบกระบวนท่า เฉายวนิก็รู้ถึงเจตนาของซุนจินกัง จึงตัดสินใจเปลี่ยนจากตั้งรับเป็รุก
เขาถ่ายทอดพลังิญญา มือที่ถือคันเบ็ดปล่อยพลังิญญาอันเย็นเยียบออกมาอย่างรวดเร็ว ห่อหุ้มคันเบ็ดจนกลายเป็หอกน้ำแข็ง ก่อนแทงแขนซุนจินกังที่พุ่งเข้ามา
เสียง “เคร้ง” ดังขึ้น หอกน้ำแข็งหักทันใด เกล็ดของซุนจินกังแข็งแกร่งกว่าน้ำแข็งอย่างเห็นได้ชัด
ฉึก! ส่วนปลายของหอกน้ำแข็งที่หักตกกระทบพื้นหญ้าจนกลายเป็ควันสีขาวสลายไป ต้นหญ้าในรัศมีสองก้าวรอบๆ เหี่ยวเฉาเป็สีดำในทันที เพราะมิอาจทนความเย็นเยียบไหว
“น่าเสียดายนัก” ซุนจินกังลูบตำแหน่งที่ถูกหอกน้ำแข็งแทงเข้าไปเบาๆ เกล็ดสีเงินยังคงส่องประกายแสง ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน
เกล็ดพวกนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก ตอนที่ไป๋เสียต่อสู้กับเขาก็เกือบจะเสียท่า เพราะไม่สามารถทะลวงการป้องกันได้
เขามองทั้งสองคนต่อสู้กันอยู่ห่างๆ ในใจรู้สึกสะใจยิ่ง “ดูซิว่าเ้ายังจะโอหังได้อีกหรือไม่!”
คนหนึ่งมีเกล็ดป้องกันที่แข็งแกร่งน่าใ อาวุธใดๆ ก็ทำอันตรายไม่ได้ ส่วนอีกคนสามารถเรียกหอกน้ำแข็งอันแหลมคมซึ่งมิมีสิ่งใดต้านทานได้
ไป๋เสียลูบคางกล่าวด้วยความสนใจ “ไม่รู้ว่าใครจะชนะ”
แต่ไม่ว่าใครจะชนะ สุดท้ายแล้วผู้ชนะก็คือข้า ไป๋เสียผู้นี้!
