สิ่งนี้กลับคอยเตือนใจนางว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในอนาคต การเรียนรู้ทักษะการป้องกันตนเองเพิ่มเติมนั้นเป็เื่ที่ถูกต้องเสมอ การรักษาความเจ็บป่วยและช่วยชีวิตผู้คนเป็เื่ที่ดี แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าคนชั่วจริงๆ การช่วยเหลือตนเองก็เป็เื่ที่ไว้ใจได้มากที่สุด
เมื่อคิดเช่นนี้ นางจึงนำเข็มเงินที่ใช้ในการฝังเข็มมาเป็อาวุธและคิดจะลองฝึกซ้อมดู
ฟางซิ่นโบกพัดในมือไปมา แต่เขายกมันขึ้นสูงจนแทนที่จะได้รับความชื่นชมจากหญิงสาวคนนั้นกลับถูกจับมาใช้แรงงานในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา
ทว่าคนที่มีการศึกษาทุกคนต่างก็เป็โรคชอบ “วางตัวเป็อาจารย์ของคนอื่น” แม้ว่าเข็มบินจะไม่ใช่บทกวีที่เขาเชี่ยวชาญ แต่แค่สอนหญิงสาวคนหนึ่งป้องกันตัว ระดับความสามารถของเขาก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้นคนหนึ่งสอนและอีกคนหนึ่งศึกษา ดูๆ ไปแล้วกลับสนุกสนานและกลมเกลียวกันดี
ผู้าุโเหว่ยเดินเอามือไพล่หลังผ่านทางเดินไป สองตาของเขาจ้องมองจากระยะไกลและขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ทว่าเมื่อคิดถึงสถานะที่แท้จริงของฟางซิ่นเขาก็มีสีหน้าที่อ่อนลงมา เขาวางแผนในใจขณะที่กำลังจะเข้าไปในห้องอาบน้ำ
ซานอีช่วยเ้านายของเขาทายาเนื้อขี้ผึ้งเสร็จแล้ว เมื่อเห็นผู้าุโเข้ามาก็รีบยิ้มอย่างรวดเร็วแล้วพูดว่า “ท่านผู้าุโ ถึงเวลาฝังเข็มแล้วขอรับ”
ผู้าุโเหว่ยโบกมือไปมา เขาฝังเข็มเสร็จอย่างรวดเร็วแล้วก็นั่งลงข้างๆ และถามออกมา
“เ้าหนุ่มน้อยกงจื้อ เื้ัสกุลฟางขาวสะอาดหรือไม่ สุนัขจิ้งจอกเฒ่าอย่างอัครมหาเสนาบดีฟางวางแผนไว้ยังไง จะให้คุณชายฟางเป็ขุนนางในราชสำนักหรือว่าให้เขาเป็คุณชายผู้ร่ำรวยไปตลอดชีวิต?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเฟิงจิ่วและซานอีก็อ้าปากค้าง คำถามของผู้าุโนั้นชัดเจนเป็อย่างมาก หากพวกเขายังฟังไม่ออกว่าผู้าุโเหว่ย้าจับคู่แม่นางติงกับนายน้อยฟางให้อยู่ด้วยกันแล้วล่ะก็ หัวสมองของพวกเขาควรจะเป็ก้อนหินเอาไว้เหยียบย่ำแทนเสียแล้ว
กระตุกหนวดพยัคฆ์ต่อหน้า ขโมยอัญมณีต่อหน้าราชันย์ั ความกล้าหาญของผู้าุโเหว่ยมากกว่าหินโม่ [1] เสียอีก!
ดูเหมือนว่าบรรยากาศในห้องจู่ๆ ก็เปลี่ยนจากกลางฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูหนาวอันหนาวเหน็บ
“พวกเ้าออกไปก่อน!”
เฟิงจิ่วและซานอีราวกับได้รับการช่วยเหลือจากสถานการณ์ที่ยากลำบาก พวกเขารีบออกไปโดยไม่กล้าแม้แต่จะตอบรับสักประโยค
ผู้าุโเหว่ยกลับไม่รู้สึกกระอักกระอ่วนเลยแม้แต่น้อย และยังคงถามออกไปว่า “เอาน่า เ้าหนุ่มน้อยกงจื้อ บอกข้าหน่อยว่าเื้ัสกุลฟางเป็ยังไง?”
กงจื้อิไม่สนใจเข็มทองคำที่ปักอยู่บนร่างกายของเขา เขาใช้แรงแขนพลิกตัวขึ้นมานั่ง ใบหน้าของเขาเ็าและเคร่งขรึมอย่างถึงที่สุด ดวงตาสีดำขลับราวกับซ่อนสายฟ้าฟาดเอาไว้
“ผู้าุโ หรือว่าท่านไม่ชอบที่ข้ามีปฏิสัมพันธ์กับแม่นางติงอย่างนั้นหรือ?”
“แน่นอน!” คนชัดเจนไม่พูดอะไรคลุมเครือ ผู้าุโเหว่ยเองก็ไม่ได้มีแผนที่จะปิดบัง เขาตอบออกมาโดยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
“ข้าหวังว่าต่อไปเ้าจะรักษาระยะห่างระหว่างชายหญิงกับลูกศิษย์ข้าอย่างที่ควรพึงปฏิบัติ ถึงแม้ทุกวันนี้นางจะเป็แม่ครัวที่สกุลอวิ๋นจ้างมา แต่ข้ากำลังจะรับนางออกไปจากที่นี่ในไม่ช้า และเ้าก็อย่ามาขัดขวางข้าจะดีที่สุด!”
ขณะที่เขาพูดอยู่ ผู้าุโก็ถอนเข็มทองคำออกมา ทำให้กงจื้อิเจ็บจนต้องร้องออกมาคำหนึ่ง เหงื่อเย็นไหลออกมาเต็มหน้าผากของเขา ทว่าสีหน้าของเขากลับไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่น้อย
“สิ่งที่ผู้าุโพูดแปลกไปสักหน่อย ยังไม่ต้องพูดถึงว่าข้าไม่เคยปฏิบัติต่อแม่นางติงในฐานะบ่าวรับใช้ แค่พูดว่านางอายุใกล้จะยี่สิบและมีลูกชายอยู่ข้างกาย ทุกอย่างที่นางคิดและทุกอย่างที่นางทำต่างก็มีแบบแผนของตนเอง ต่อให้ท่านผู้าุโจะเป็อาจารย์ของนาง แต่ก็ไม่สามารถจะไปตัดสินใจแทนนางได้ว่าจะอยู่หรือจะไปไม่ใช่หรือ?”
ผู้าุโส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างเ็า เขายกมือขึ้นและถอนเข็มออกมาอีกหนึ่งเล่ม แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับแต่อย่างไรเขาก็ต้องยอมรับอยู่ดี คำพูดของกงจื้อิตรงประเด็นเป็อย่างมาก ลูกศิษย์ของเขาถึงแม้จะใจดีต่อผู้อื่นราวกับว่านางไม่มีอารมณ์โกรธเลยแม้แต่น้อย แต่ในความเป็จริงแล้วนางกลับเป็คนนิสัยดื้อรั้นมากที่สุด หากว่าเป็เื่ที่นางไม่สนใจเช่นนั้นก็ปล่อยให้ทั้งหมดเป็ไปตามที่เหล่าผู้าุโกำชับ แต่หากเป็เื่ที่นางใส่ใจ ต่อให้ใครจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ราวกับว่าหากไม่ชนกำแพงอย่างไรก็ไม่ยอมหันกลับ [2] มิเช่นนั้นหญิงสาวที่มาจากครอบครัวชาวนาอย่างนาง ในวันนั้นจะกล้าให้กำเนิดลูกโดยไม่รู้ว่าพ่อของเด็กเป็ใครได้อย่างไร?
เข็มทองคำถูกดึงออกมาทีละเล่ม ทีละเล่ม หนึ่งผู้าุโและหนึ่งชายหนุ่มต่างก็รู้ดีว่าวันนี้มีหลายสิ่งหลายอย่างที่พูดออกมาไม่ได้ ดังนั้นพวกเขาต่างคนต่างทำสีหน้าเ็าและแยกย้ายกันไป
……
ภายใต้การแนะนำของฟางซิ่น ติงเหว่ยก็เริ่มใช้ข้อมือของนางได้อย่างคล่องแคล่ว นางปาเข็มปินเข้าไปตรงเป้าได้สำเร็จ นางดีใจมากจนอุ้มลูกชายของตนและหอมแก้มไปมา
ปรากฏว่าเมื่อติงเหว่ยเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นท่านอาจารย์เดินออกมาจากห้องหลักอย่างโกรธเกรี้ยว นางจึงรีบเข้าไปถามว่า “ท่านอาจารย์ ฝังเข็มเหนื่อยหรือไม่? เดี๋ยวตอนกลางวันข้าจะทำอาหารอร่อยๆ ให้สักสองอย่าง และให้ท่านดื่มเหล้าสักสองจอก จากนั้นก็นอนกลางวันพักผ่อนสักหน่อยเป็เช่นไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ผู้าุโเหว่ยก็ใจเย็นลง และอดไม่ได้ที่จะมีสีหน้าอ่อนลงเช่นกัน เขาพยักหน้าและอุ้มอันเกอเอ๋อร์เข้าไปไว้ในอ้อมแขนแล้วหยอกล้อ จากนั้นก็หันไปถลึงตาใส่หน้าต่างของห้องหลักแล้วบ่นพึมพำออกมาว่า “ยังไงลูกศิษย์ของข้าก็ดีกับข้าที่สุด ไม่เหมือนเ้าหนุ่มน้อยที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีนั่น ไม่แก้พิษแล้วปล่อยให้เขาเป็อัมพาตไปตลอดชีวิตเสียก็ดี”
ติงเหว่ยคาดเดาว่าผู้าุโคงจะกำลังโกรธอยู่ แต่นางก็อดที่จะรู้สึกบางอย่างในใจไม่ได้ ด้วยอารมณ์ของอาจารย์แล้วเกรงว่าคนคนนั้นคงต้องทุกข์ทรมานไม่น้อยเลย
เมื่อคิดเช่นนี้ นางก็มองไปที่ห้องหลักโดยไม่รู้ตัว คิดไม่ถึงว่าหน้าต่างบานนั้นจะถูกเปิดออก จู่ๆ ใบหน้าคมสันของกงจื้อิก็ปรากฏขึ้นมาท่ามกลางแสงแดด ใบหน้าที่เดิมทีเคยฝาดไปด้วยสีเืยามนี้กลับขาวซีด ผมของเขาก็เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ดวงตาสีดำขลับของเขามีแววตาแห่งความเข้าใจสามส่วนและความมั่นคงอีกเจ็ดส่วน…
ติงเหว่ยรู้สึกคัดจมูกขึ้นมา รอบดวงตาของนางแดงก่ำทันที และนางก็ก้าวเข้าไป
ผู้าุโเหว่ยที่เห็นเช่นนั้นก็ถลึงตาและ้าจะเอ่ยปากห้าม ทว่าจู่ๆ เฟิงจิ่วและซานอีที่คอยเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ มาโดยตลอดก็พุ่งตัวออกมา “ท่านผู้าุโ ควรใช้หญ้านิรันดร์ในวันนี้แล้ว หากว่าท่านไม่อยู่ใกล้ๆ คอยช่วยชี้แนะ ข้าเองก็ไม่กล้าลงมือเช่นกัน หากว่าทำหญ้านิรันดร์เสียหายขึ้นมาผู้าุโนั่นแหละที่จะเ็ปมากกว่าใครๆ”
“ใช่ ใช่ ใช่” เฟิงจิ่วก็รีบพูดสำทับอย่างรวดเร็ว มือข้างหนึ่งของเขา “ประคอง” ผู้าุโ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งของเขาก็ลากฟางซิ่นที่กำลังมึนงงอยู่ออกไป “คุณชายฟาง ลุงอวิ๋นเพิ่งได้รับข่าวสารจากเมืองหลวง ได้ข่าวว่ามีของท่านด้วย ท่านเองก็รีบไปดูด้วยกันเร็วเข้า”
ในขณะที่พูด ทั้งสองคนก็ทั้งผลักทั้งดึงในที่สุดก็ “เชิญ” พวกก้างขวางคอทั้งสองออกมา
……
ณ อีกฝั่งหนึ่ง ติงเหว่ยยืนอยู่ด้านหน้าหน้าต่างแล้ว ฟันทั้งสองแถวของนางขบกัดริมฝีปากแดงอยู่นาน สุดท้ายนางก็เอ่ยถามออกไปว่า “วันนี้ทะลวงเส้นลมปราณเพิ่มได้อีกกี่จุด เหตุใดขาทั้งสองข้างของท่านถึงรู้สึกเจ็บแล้วล่ะ? ท่านอาจารย์…อ๊ะ!”
ติงเหว่ยเพิ่งจะพูดได้เพียงครึ่งเดียว คิดไม่ถึงว่าโลกของนางกลับตาลปัตรในทันที กว่านางจะกลับมามีสติอีกครั้งก็ไม่ง่ายเลย ปรากฏว่านางนอนอยู่ในอ้อมแขนของกงจื้อิเสียแล้ว
ทั้งสองคนสบตากันตรงๆ คนหนึ่งหล่อเหลาอีกคนก็อ่อนหวาน ม่านตาของพวกเขาสะท้อนใบหน้าของกันและกัน แม้แต่ลมหายใจของพวกเขาก็ปะปนกัน บรรยากาศอันคลุมเครือที่เกิดขึ้นทำให้ติงเหว่ยหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที
แม้ว่าปกติแล้วในระหว่างการนวดหรือเดินออกกำลังกายนั้นทั้งสองคนจะต้องใกล้ชิดกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่านี่เป็ครั้งแรกที่พวกเขาได้ใกล้ชิดกันในลักษณะนี้
นางอดไม่ได้ที่จะเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมา และเริ่มดิ้นขัดขืนโดยไม่รู้ตัว “นายน้อย ปล่อยข้าไปเถอะ นี่มันไม่สมควร...”
“เรียกข้าว่าเทียนเป่า” กงจื้อิไม่เพียงไม่ยอมปล่อย ทั้งยังโอบกอดให้แน่นขึ้น เสียงทุ้มต่ำของเขาเอ่ยปฏิเสธที่จะปล่อยนางอย่างเอาแต่ใจ
เมื่อติงเหว่ยได้ยินเช่นนี้ ร่างกายที่กำลังดิ้นขัดขืนของนางก็แข็งทื่อ จากนั้นนางก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมาเสียงดัง
กงจื้อิรู้สึกประหลาดใจเป็อย่างยิ่ง ในเวลาเช่นนี้นางควรจะเขินอายหรือโกรธเกรี้ยวไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงได้หัวเราะออกมาอย่างมีความสุขขนาดนั้น หรือว่าเขาพูดอะไรผิดไปอย่างนั้นหรือ?
“เ้าหัวเราะอะไร?” แขนของเขาใช้แรงเพิ่มขึ้นอีกสามส่วนจนใบหน้าของติงเหว่ยมาเกยอยู่บนหน้าอกของเขา
ติงเหว่ยหายใจไม่ทัน ไม่ง่ายเลยกว่าที่นางจะหันหน้ากลับมา แต่เมื่อมองไปที่คิ้วดำขลับที่ขมวดขึ้นเล็กน้อยของกงจื้อิ นางก็หัวเราะออกมาอีกครั้ง
ใบหน้าของกงจื้อิเหมือนท้องฟ้าแจ่มใสในเดือนห้า ทันใดนั้นจู่ๆ ก็มีเมฆดำทะมึนลอยมา และสิ่งที่นางเห็นก็คือฟ้าร้องและฟ้าผ่าลงมา
เขามีนิสัยเ็าและไม่ค่อยเอ่ยคำหวานๆ เ่าั้กับสตรีที่เขารัก ทว่าสตรีที่เขารักกลับหัวเราะออกมาไม่หยุด หรือว่าอู่โฮ่วที่สง่างามของซีเฮ่า หัวหน้าตระกูลกงจื้อ แม่ทัพซีเจิ้ง จะดูน่าตลกอย่างนั้นหรือ?
ติงเหว่ยหัวเราะอยู่ข้างกายเขามานาน นางเองก็รู้จักอารมณ์ของเขาเป็อย่างดีจึงสามารถเดาออกได้เจ็ดส่วน ตอนนี้นางจึงรีบกลั้นหัวเราะและอธิบายว่า “สมญานามของนายน้อยคล้ายกับชื่อของเด็กน้อย เมื่อครู่ข้าก็เลยนึกถึงต้าเป่าหลานชายของข้า…”
กงจื้อิที่ได้ฟังใบหน้าของเขาก็ยิ่งมืดหม่นลงไปอีก สมญานามของเขาท่านอ๋องใช้เวลาคิดตั้งหลายวันหลายคืนจากนั้นก็ตัดสินใจเลือกอย่างระมัดระวัง เทียนเป่ามีความหมายคือ สมบัติล้ำค่านานาชนิดและสมบัติล้ำค่าที่สุดบนโลกใบนี้ เคยมีผู้ตรวจราชการราชสำนักถวายฎีกาคัดค้านโดยตำหนิว่าชื่อนี้ละเมิดต่อข้อห้ามของฮ่องเต้ ท่านอ๋องสะบัดแขนเสื้อและด่าทอผู้ตรวจราชการว่า “สกุลกงจื้อปกป้องซีเฮ่ามาหลายต่อหลายปี การตั้งชื่อลูกคนเดียวของข้าต่อให้จะตั้งว่าเทียนโย่ว [3] ก็ไม่ถือว่าละเมิดต่อข้อห้ามของฮ่องเต้ ข้าเลือกเทียนเป่าถือว่ายังเหลือทางเดินเอาไว้ให้บ้าง อีกอย่างข้าที่เป็ญาติเพียงพระองค์เดียวของฮ่องเต้ก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร แล้วเ้าจะปากมากไปทำไมกัน!”
ท่าทางที่ทั้งโกรธและหงุดหงิดของผู้ตรวจราชการราชสำนักคนนั้น ทุกวันนี้เขายังจำได้อย่างชัดเจน
และชื่อนี้ก็มีเพียงคนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับเขาที่สุดถึงจะเรียกได้ คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้กลับถูกสตรีที่เขารักดูถูก และเอาไปเทียบเป็ระดับเดียวกับชื่อบุตรของครอบครัวชาวนา จะให้เขายอมรับเื่นี้ได้อย่างไร?
ติงเหว่ยเองก็รู้สึกว่าคำพูดของนางไม่ค่อยเหมาะสม จึงรีบพูดเพิ่มอีกสองสามประโยคอย่างรวดเร็วว่า “คือว่า นายน้อย ข้าไม่ได้บอกว่าสมญานามของท่านนั้นธรรมดาเกินไป ข้าแค่หมายถึงว่าชื่อนี้่คล้ายกับชื่อหลานชายของข้าเป็อย่างมาก แต่ความหมายไม่เหมือนกัน…”
กงจื้อิจ้องไปที่ริมฝีปากสีแดงที่เปิดและปิดต่อหน้าต่อตา กลิ่นหอมอันเป็เอกลักษณ์ของหญิงสาวก็ฟุ้งกระจายไปที่จมูก ดวงตาของเขามืดลงมากขึ้นเรื่อยๆ ทันใดนั้นเขาก็ก้มหน้าลงไปปิดปากนางเอาไว้อย่างรุนแรง
“อื้อ” ติงเหว่ยทั้งเขินอายและหวาดกลัว ปากและจมูกของนางเต็มไปด้วยกลิ่นอายของลูกผู้ชาย มันร้อนแรงมากราวกับจะแผดเผานางไปด้วยอย่างไรอย่างนั้น ในยามนี้ความลังเลและความกังวลทั้งหมดล้วนปลิวหายไปกับสายลมด้านนอกหน้าต่าง คนที่กำลังกอดนางอยู่ตอนนี้เป็บุรุษเพียงคนเดียวที่นางชื่นชม และบุรุษคนนี้ก็อยากจะทะนุถนอมนางเอาไว้เช่นกัน บนโลกใบนี้มีคนมากมายที่สิ้นหวังกับชีวิตเพราะสิ่งที่พวกเขา้า แต่สำหรับพวกเขาทั้งสองคนที่ต่างก็รักกัน หากว่ายังจะผลักไสออกไปก็คงเป็เื่ที่โง่เขลามากเกินไป
“ฟู่!” ติงเหว่ยถอนหายใจออกมาเบาๆ จากนั้นแขนของนางก็โอบไว้รอบคอของกงจื้อิ และริมฝีปากของพวกเขาก็แนบชิดกันมากขึ้นอีกครั้ง
กงจื้อิหายใจแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขาอดไม่ไหวที่จะอยากแนบชิดและหลอมหลวมสตรีคนนี้เข้าไปในร่างกายของเขา ตอนที่เขากำลังทุกข์ใจมากที่สุด ก็เป็สตรีคนนี้ที่ใช้ความใจดีและอ่อนโยนของนางส่องสว่างให้กับโลกของเขา ต่อให้เขาจะละทิ้งทุกสิ่งไปแต่อย่างไรเขาก็ไม่อาจละทิ้งแสงแดดอันอบอุ่นเช่นนี้ไปได้
ทั้งสองคนใกล้ชิดสนิทสนมกันอยู่เป็เวลานาน ในที่สุดก็กลั้นหายใจต่อไปอีกไม่ไหวจึงผละริมฝีปากออกจากกัน
หัวใจของติงเหว่ยเต้นรัวราวกับกลอง สมองของนางก็สับสนไปหมด นางอายมากจนหลับตาแน่นและไม่รู้จะพูดอะไรดี
กงจื้อิเห็นแก้มสีชมพูของนางและดวงตาอันอบอุ่นที่เขาไม่สามารถละสายตาไปได้ เขายกมือขึ้นเพื่อปัดเส้นผมที่หลุดรุ่ยออก “อย่าคิดมากเกินไป”
ติงเหว่ยขยับหูอย่างจั๊กจี้ นางลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ถามออกมาว่า “ข้าจะพาอันเกอเอ๋อร์…”
ไม่ทันที่นางจะพูดจบ กงจื้อิก็ออกแรงที่แขนทั้งสองข้างของเขาอีกครั้ง และดึงนางเข้ามาแนบชิดไว้ในอ้อมกอดแล้วบอกว่า “อันเกอเอ๋อร์เป็ของขวัญจาก์”
“เอ๋!” ในที่สุดติงเหว่ยก็ลุกขึ้นมานั่งได้อย่างมั่นคง นางรู้สึกเสียใจเล็กน้อยที่ผู้ชายคนนี้ฟื้นกำลังขึ้นมาแล้วบางส่วน เขาปฏิบัติต่อนางเหมือนสัตว์เลี้ยง นางลองยื่นมือออกไปหยิกที่ข้างเอวของเขา แต่น่าเสียดายที่คิ้วของกงจื้อิไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
ติงเหว่ยเม้มริมฝีปากของนางและพยายามนั่งตัวตรง ในเมื่อเื่นี้คลี่คลายแล้วก็ตัดสินใจว่าจะพูดครั้งเดียวให้ชัดเจนไปเลย
-----------------------------------------
[1] หินโม่ 磨盘 หมายถึง “หินโม่” ซึ่งเป็สำนวนที่ใช้กันอย่างแพร่หลายเพื่ออธิบายถึงผู้ที่รักษาความอุตสาหะและความมุ่งมั่นเมื่อเผชิญกับความยากลำบากและความพ่ายแพ้
[2] ไม่ชนกำแพงอย่างไรก็ไม่ยอมหันกลับ 不撞南墙不回头 หมายถึง ดื้อรั้นมาก หากไม่ถึงที่สุดหรือไม่เจอความพ่ายแพ้ก็ไม่ยอมถอยหรือเปลี่ยนวิธีทำ
[3] เทียนโย่ว 天佑 หมายถึง ์คุ้มครอง หรือ ์อวยพร
