ต่อหน้า 'จางผิ่น' นายตำรวจหนุ่ม 'เสมียนฉิน' ไม่กล้าหืออือกับชูชิง แต่แววตาอาฆาตมาดร้ายนั้นบ่งบอกชัดเจนว่าเขากำลังหมายหัว และคิดหาทางเล่นงานเธอทีหลัง
ชูชิงไหวตัวทัน รีบหลบวูบไปอยู่ด้านหลังจางผิ่นทันที พลางแสร้งทำเสียงสั่นเครือ “พี่จางคะ... ลุงฉินน่ากลัวจังเลยค่ะ ถ้าหนูเป็อะไรไป พี่ต้องสงสัยเขาเป็คนแรกเลยนะคะ”
จางผิ่นเห็นท่าทีคุกคามของเสมียนฉินก็ของขึ้น ตวาดกลับเสียงเข้ม “ลุงฉิน น้องเขาพูดถูกแล้ว คุณจะจ้องเด็กแบบนั้นทำไม? โตจนป่านนี้แล้วยังจะมาขู่เด็กตัวเล็กๆ แบบนี้อีก ไม่อายบ้างหรือไง?”
เสมียนฉินรีบก้มหน้าหลบตา ไม่กล้าต่อปากต่อคำกับเ้าหน้าที่ตำรวจ “เอ่อ... ผู้กองจางครับ ผมไม่ได้จ้องซะหน่อย... แค่... แค่เมื่อกี้ตาผมมันกระตุกเฉยๆ ครับ”
“งั้นก็หลับตาไปซะ” จางผิ่นตอกกลับ ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู “ผมมีคดีอื่นต้องไปทำต่อ ในเมื่อลุงหลี่รับอาสาจะพาคุณกลับบ้านแล้ว ผมก็ขอตัว”
เขากำลังจะหมุนตัวเดินจากไป แต่เสียงโอดครวญของเสมียนฉินก็ดังขัดขึ้น
“เดี๋ยวครับผู้กอง คุณก็เห็นว่าตาหลี่ต้าเหวิน... เอ่อ คุณตาของแม่หนูนี่ เขาไม่ค่อยจะไยดีผมเท่าไหร่เลย ช่วยเร่งแกหน่อยได้ไหมครับ? ผมเจ็บแผลระบมไปหมดแล้ว ยืนแทบไม่ไหวแล้วครับ”
จางผิ่นถอนหายใจ สีหน้าเคร่งขรึม “ลุงหลี่แกไม่ใช่คนแล้งน้ำใจหรอก ไม่งั้นแกคงไม่เสนอตัวไปส่งลุงหรอก ทำใจดีๆ รออยู่นี่แหละ เดี๋ยวแกก็มารับ”
“ครับๆ...”
เสมียนฉินคอตก เดินกะเผลกไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่บนม้านั่งไม้ยาวอย่างหมดสภาพ
ชูชิงเงยหน้ามองตำรวจหนุ่มด้วยความซาบซึ้ง “พี่จางคะ ขอบคุณนะคะที่ไว้ใจคุณตาหนู แล้วก็ขอบคุณที่ช่วยทวงความยุติธรรมให้พวกเราด้วยค่ะ”
ใบหน้าบึ้งตึงของจางผิ่นแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มเอ็นดู “ไม่ต้องเกรงใจหรอกน่า... ต่อไปไม่ต้องเรียกพี่ว่าผู้กองจางให้มันดูห่างเหินหรอกนะ พี่สนิทกับพวกจี้หยวนแล้วก็กู้เฉียน เรียกพี่ว่าอาจาง หรือพี่จางก็ได้ตามสะดวก”
เด็กสาวยกมือป้องปากหัวเราะคิกคัก “งั้นหนูขอเรียกว่าพี่จางแล้วกันค่ะ จะได้ดูหนุ่มๆ ไม่แก่เกินไป”
จางผิ่นพยักหน้ายิ้มกว้าง “โอเค ตกลงตามนี้”
พูดจบ เขาก็หันขวับไปมองเสมียนฉินที่นั่งหน้าซีดอยู่บนม้านั่ง พร้อมประกาศก้อง “จำไว้นะลุงฉิน ต่อไปชูชิงคือน้องสาวผม ใครหน้าไหนกล้ามาหาเื่เธอ ผมไม่เอาไว้แน่”
ทิ้งท้ายด้วยคำขู่อันทรงพลัง เขาก็โบกมือลาชูชิงเตรียมจะจากไป
ชูชิงมองตามแผ่นหลังกว้างนั้นด้วยความตื้นตัน ไม่คิดเลยว่าพี่จางจะออกตัวปกป้องเธอขนาดนี้
วินาทีนั้น ความทรงจำบางอย่างก็ผุดวาบขึ้นมาในหัว... เื่ของแม่ม่ายต่ง เธอรีบคว้าแขนเสื้อตำรวจหนุ่มไว้
“เดี๋ยวค่ะพี่จาง หนูมีเื่สำคัญมากจะบอก”
เห็นสีหน้าจริงจังของเด็กสาว จางผิ่นก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่เื่เล่นๆ “ชิงชิง... งั้นเราไปหาที่เงียบๆ คุยกันดีกว่า”
“ค่ะ”
ทั้งสองเดินเลี่ยงไปยังมุมตึกที่ปลอดคน
ชูชิงกระซิบเสียงเบา “พี่จางคะ... สามีที่ตายไปแล้วของแม่ม่ายต่งน่ะค่ะ... เขาไม่ได้ตายเพราะอุบัติเหตุหรอกนะคะ แต่เขาตายเพราะกินยาที่แม่ม่ายต่งให้ต่างหาก”
จางผิ่นผู้เจนจัดกับคดีแปลกประหลาด สีหน้ายังคงนิ่งเรียบ แต่แววตาเริ่มฉายแววสนใจ
“พี่เคยได้ยินมาว่าสามีของเธอเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ดูเหมือนเื่นี้จะมีเงื่อนงำสินะ... ว่าแต่ ชิงชิง เธอมีหลักฐานไหม?”
ชูชิงส่ายหน้า “ไม่มีหลักฐานเป็ชิ้นเป็อันหรอกค่ะ แต่หนูเคยบังเอิญได้ยินแม่ม่ายต่งละเมอตอนนอนกลางวัน พูดประมาณว่า... ให้สามีกินยาอะไรสักอย่างไป ทำให้หัวใจวายเฉียบพลัน แล้วเธอก็พึมพำว่าไม่ได้ตั้งใจ ไม่คิดว่าแค่สองเม็ดจะถึงตาย... เธอโทษว่าสามีชอบตบเธอเอง... เมื่อก่อนหนูไม่ได้เอะใจ แต่พอมานึกเชื่อมโยงกับเื่ที่เธอช่วยต่งปิ่งพี่ชายปล่อยของโจร หนูเลยสังหรณ์ใจว่าเื่นี้มันต้องมีอะไรมากกว่านั้นแน่ๆ เพราะเธอมีโอกาสสูงมากที่จะแอบเอายามาจากพี่ชายเธอค่ะ”
สัญชาตญาณนักสืบในตัวจางผิ่นลุกโชน “เื่นี้น่าสนใจ... พี่จะกลับไปรื้อคดีและสอบปากคำเพิ่มเติม ขอบใจมากนะชิงชิง ไว้เจอกัน”
ชูชิงพยักหน้า ส่งยิ้มลาตำรวจหนุ่มที่เดินจากไปด้วยท่าทีมุ่งมั่น
เด็กสาวเดินกลับไปทางตึกผู้ป่วย ผ่านเสมียนฉินที่นั่งจ๋อยอยู่บนม้านั่ง แต่เธอไม่แม้แต่จะปรายตามอง
ส่วนเสมียนฉินที่เห็นความสนิทสนมระหว่างจางผิ่นกับครอบครัวของชูชิง ก็เริ่มปอดแหก ไม่กล้าคิดจะเล่นงานเด็กสาวซึ่งหน้า ได้แต่เก็บความแค้นไว้ในใจ รอโอกาสกลับไปฟ้องผู้ใหญ่บ้านก่อนค่อยว่ากัน
ห้านาทีต่อมา ตาหลี่ก็ขับรถม้าพาเสมียนฉินกลับหมู่บ้านไป
ชูชิงใช้ชีวิตที่เหลือของวันนั้นในโรงพยาบาล คอยดูแลพ่อแม่ และอาศัยนอนพักบนเตียงว่างในห้องพักผู้ป่วยนั่นเอง
...
เช้าวันรุ่งขึ้น ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีทอง
ชูชิงตื่นั้แ่ไก่โห่ วันนี้เป็วันที่สองที่กิจการซาลาเปาของยายจะเปิดขาย แม้จะมี 'เหลียนซาน' มาเป็ลูกมือ แต่ทั้งยายและเด็กชายต่างก็มือใหม่หัดขายทั้งคู่
เธอต้องไปช่วยติวเข้มให้พวกเขาสักหน่อย
ชูชิงรีบออกจากโรงพยาบาล มุ่งหน้าสู่ตลาดในตัวตำบล กะว่าจะรีบจัดการธุระแล้วกลับมาดูแลพ่อแม่ให้ทันก่อนแปดโมงครึ่ง
หกโมงตรง... ชูชิงมาถึงตลาด เห็นเหลียนซานยืนชะเง้อคอรออยู่ตรงจุดที่ยายตั้งแผงเมื่อวาน
เด็กชายดูเปลี่ยนไปผิดหูผิดตา ผมเผ้าที่เคยยุ่งเหยิงถูกสระจนสะอาดสะอ้าน เสื้อผ้าแม้จะเก่าและมีรอยปะชุน แต่ก็ซักมารีดเรียบสะอาดตา
ทันทีที่เห็นชูชิง ใบหน้ามอมแมมของเขาก็สว่างวาบด้วยรอยยิ้มกว้าง “ชูชิง เธอมาแล้ว ดีจังเลย ฉันนึกว่าวันนี้พวกเธอจะไม่มาขายซาลาเปากันซะแล้ว”
ถ้าไม่ขาย... ก็แปลว่าเขาจะอดข้าว
ชูชิงลอบถอนหายใจด้วยความสงสาร ใครจะเชื่อว่าว่าที่เ้าพ่อวงการบันเทิงผู้ยิ่งใหญ่ในอนาคต เคยต้องดิ้นรนเพียงเพื่อให้อิ่มท้องไปมื้อๆ หนึ่ง
เธอยิ้มตอบอย่างอ่อนโยน “ขายซาลาเปามันได้เงินนะ ถ้าไม่มาขายก็เท่ากับทิ้งเงินสิ? เธอสบายใจได้เลย ยกเว้นวันไหนฝนตกหนักหรือพายุเข้า ยายฉันถึงจะหยุดขาย อ้อ... ยายฝากบอกด้วยนะว่า ถ้าขายดี
เดี๋ยวมีโบนัสค่าแรงพิเศษให้ด้วย”
ได้ยินคำว่า 'โบนัส' ตาของเหลียนซานก็ลุกวาว “จริงเหรอ งั้นฉันต้องะโขายให้สุดเสียงเลย จะขายให้เกลี้ยงทุกวันเลยคอยดู”
ชูชิงปรามเบาๆ “แค่ะโเสียงดังอย่างเดียวมันไม่พอหรอกนะ... หัวใจของการค้าขายคือ ‘เทคนิค’ ต่างหาก”
“เทคนิคเหรอ? คืออะไรอ่ะ?” เด็กชายเอียงคอสงสัย
ชูชิงอธิบายอย่างใจเย็น “ข้อแรก สินค้าต้องดี... ซาลาเปาเราอร่อยอยู่แล้ว ผ่าน ข้อสอง เราต้องต้อนรับลูกค้าด้วยความสดใส กระตือรือร้น และข้อสาม คือความสม่ำเสมอ”
เหลียนซานพึมพำทวนคำพูดเบาๆ เหมือนเด็กท่องสูตรคูณ ก่อนจะเกาหัวแกรกๆ “แล้ว... ไอ้อาการกระตือรือร้น สดใสเนี่ย มันทำยังไงเหรอ?”
ชูชิงสาธิตให้ดู “ดูหน้านี้ฉันนะ...”
เธอกระตุกยิ้มมุมปาก เผยรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ใครเห็นเป็ต้องใจอ่อน
เหลียนซานพยายามเลียนแบบ ผลที่ได้คือ... การแยกเขี้ยวที่ดูเกร็งจนหน้าเบี้ยว
ชูชิงส่ายหน้าขำๆ แล้วยิ้มหวานให้อีกครั้ง
คราวนี้เหลียนซานพยายามยิ้มกว้างกว่าเดิม... แต่กลับดูเหมือนกำลังร้องไห้หนักมากเสียมากกว่า
ชูชิงเอามือกุมขมับ “เหลียนซาน... เมื่อกี้ตอนเจอฉันครั้งแรก เธอยังยิ้มออกมาอย่างเป็ธรรมชาติอยู่เลย ทำไมตอนนี้กลายเป็ยิ้มสยองขวัญไปได้ล่ะ?”
เด็กชายก้มหน้าเขินอาย “ฉัน... ฉันจะยิ้มได้ก็ต่อเมื่อมันออกมาจากใจจริงๆ น่ะ ถ้าให้ฝืนยิ้ม ฉันทำไม่เป็”
“โอเคๆ ไม่เป็ไร... งั้นเอาอย่างนี้ ต่อไปนี้พกกระจกเล็กๆ ไว้ติดตัวนะ ว่างเมื่อไหร่ก็ลองหัดฉีกยิ้มหน้ากระจกดู”
“โห... ขายซาลาเปานี่ต้องลงทุนซ้อมหน้ากระจกเลยเหรอ?”
“แน่นอนสิ ตอนนี้เราอาจเป็เ้าเดียว แต่เดี๋ยวพอมีคู่แข่งผุดขึ้นมา เราต้องสู้กันด้วยคุณภาพและการบริการ รอยยิ้มพิมพ์ใจนี่แหละที่จะมัดใจลูกค้าได้อยู่หมัด”
“อ๋อ... ความสดใส กระตือรือร้น ก็คือบริการที่ดีสินะ?”
“ถูกต้อง”
เหลียนซานมองเด็กสาวตรงหน้าด้วยแววตาชื่นชม “ชูชิง... เราอายุเท่ากันแท้ๆ แต่ทำไมเธอถึงรู้เื่เยอะแยะขนาดนี้ แล้วก็... เธอตัวสูงกว่าฉันตั้งเยอะแน่ะ”
ชูชิงตบไหล่เพื่อนตัวน้อยเบาๆ “อย่าคิดมากน่า... ผู้ชายเขาโตช้าหน่อย เดี๋ยวอีกหน่อยเธอก็ยืดตัวสูงปรี๊ด แถมความฉลาดก็จะพุ่งกระฉูดแซงหน้าฉันไปไกลลิบเลยล่ะ”
เธอจำได้ว่าในชาติที่แล้ว บทสัมภาษณ์ของเหลียนซานเคยกล่าวไว้ว่า กรรมพันธุ์ตระกูลเหลียนเป็พวก 'ม้าตีนปลาย' คือโตช้า แต่พอถึงวัยสิบแปด ร่างกายและสมองจะพัฒนาแบบก้าวะโจนน่าใ
เหลียนซานน้ำตาคลอเบ้าด้วยความซาบซึ้ง “รู้ไหม... ปกติใครรู้ว่าฉันอายุเท่าไหร่ ก็ชอบเอามาล้อเลียนเป็ตัวตลก แต่เธอ... เป็คนแรกเลยที่ไม่ขำฉัน แถมยังพูดให้กำลังใจฉันดีขนาดนี้”
เด็กชายวัยสิบสองปี ในร่างที่สูงเพียงร้อยสามสิบเิเ ผู้แบกความไม่มั่นใจไว้เต็มบ่า ทันใดนั้น... คำพูดของชูชิงก็เปรียบเสมือนแสงสว่างที่สาดส่องเข้ามาไล่ความมืดมนในจิตใจจนหมดสิ้น...
