ในตอนนี้ ขันทีน้อยผู้นั้นก็ไม่เข้าใจเช่นกัน หลี่มามาและกู้กงกงรับใช้ไท่เฮามานานหลายสิบปี ไม่ว่าพวกเขาจะโง่แค่ไหน หลังจากอยู่รับใช้ในวังมาหลายปี เห็นมาหลายสิ่งหลายอย่าง ก็สามารถคิดได้ถึงความน่าสงสัยในเื่นี้
ก่อนหน้านี้ไม่มีใครสงสัยอี้ไท่เฟยและมู่หรงหว่านหรู ด้วยเพราะมู่หรงหว่านหรูได้รับการคัดเลือกจากฮองเฮา และยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง เป็เพราะไม่มีใครสงสัยดังนั้นจึงไม่มีใครตรวจสอบ
แต่ตอนนี้จากผลการสืบก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ไท่เฮาสงสัยขึ้นมา ว่ากันตามหลักแล้วมู่หรงหว่านหรูที่เป็ที่รักของอี้ไท่เฟย ไม่ว่าจะพูดอย่างไรตระกูลมู่หรงคงจะได้ประโยชน์ไม่น้อย แม้ว่าหมู่หรงหว่านหรูจะไม่ค่อยสนิทสนมกับตระกูลมู่หรงของตัวเอง แต่คนของตระกูลมู่หรงก็น่าจะเข้ามาสนับสนุนถึงหน้าประตูจวนบ้างสิ ด้วยความสัมพันธ์นี้ อย่างไรเ้าหน้าที่ท้องถิ่นก็ต้องปฏิบัติต่อพวกเขาเป็อย่างดี
ทำไมตระกูลมู่หรงถึงจบลงด้วยการไม่เหลือใครสักคนเลยล่ะ?
อี้ไท่เฟยรักมู่หรงหว่านหรูมาก ปฏิบัติต่อมู่หรงหว่านหรูราวกับเป็บุตรของตัวเอง มันจะมีเหตุผลอื่นใดอีกนอกจากความรัก?
ทันทีที่ “บันทึกวังหลัง” ถูกส่งมา ไท่เฮาก็เปิดไปดูบันทึกการคลอดของอี้ไท่เฟยทันที ซึ่งบันทึกนี้มีรายละเอียดของเวลาที่อี้ไท่เฟยเข้านอน เวลาตั้งครรภ์ เวลาคลอดบุตร และผู้ที่ทำคลอดให้ในวันคลอด
ไท่เฮาอ่านแต่ละบรรทัดอย่างจริงจัง หลี่มามาที่ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ก็พูดด้วยเสียงแ่เบาว่า “นายหญิง ฉินอ๋องแก่กว่ามู่หรงหว่านหรูหนึ่งปีเพคะ”
ไท่เฮาไม่แม้แต่จะเงยหน้าและพูดอย่างเ็าว่า “นางเพิ่งจะเข้าวังตอนอายุหกขวบ ใครจะรู้ว่าตอนนั้นนางอายุหกขวบจริงๆ หรือไม่?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา หลี่มามาและกู้กงกงก็มองหน้ากัน ดูเหมือนว่าพวกเขากับไท่เฮาคิดไปทางเดียวกัน
“ชุ่ยผิง ซวงสี่ หมอหลวงหลิน กุ้ยมามา เฉินหม่า ซูเหนียง...”
ไท่เฮาชี้ไปที่ชื่อที่บันทึกไว้ด้วยปลายนิ้วยาวทีละคนที่ยังมีชีวิตอยู่ “กู้กงกง ไปพาคนเหล่านี้มาหาข้า ข้าจะสอบปากคำพวกเขาทีละคน จำไว้ อย่าให้ใครรู้เื่นี้เด็ดขาด!”
กู้กงกงมองและจำมันไว้ในใจอย่างเงียบๆ “นายหญิงวางใจได้เลยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะจำมันขึ้นใจ”
ไท่เฮาพึงพอใจอย่างมากและมอบบันทึกวังหลังให้กับกู้กงกง แสงที่เฉียบคมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ก็ส่องประกายในดวงตาของนาง
อี้ไท่เฟย ฉินอ๋อง ทางที่ดีพวกเ้าควรอธิษฐานขอพรจากพระเ้าอย่าให้ข้ารู้ความจริงก็แล้วกัน มิฉะนั้น...ข้าคงต้องทำให้จวนฉินอ๋องของเ้าหายไปจากเทียนหนิงตลอดกาล!
ความอันตราย หยั่งราก และแตกหน่อโดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้ว่าหลงเฟยเยี่ยพบซูเหนียงคนนั้นแล้วหรือไม่ หนึ่งเดือนที่ผ่านมาหานอวิ๋นซียุ่งอย่างมาก จึงไม่ได้สนใจเกี่ยวกับภูมิหลังของเขามากนัก ดังนั้นจึงไม่ได้ถามคำถามอะไรอีก
นางทำตามสัญญาที่จะรับผิดชอบมู่หรงหว่านหรูในจวนผิงเป่ยโฮ่ว และอี้ไท่เฟยเองก็ทำตามสัญญาของนางเช่นกัน โดยการที่จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งใดในจวน นอกจากบางครั้งที่จะไปจวนผิงเป่ยโฮ่วเพื่อเยี่ยมมู่หรงหว่านหรู ส่วนใหญ่นางจะพักที่ลานดอกโบตั๋น
ด้วยความช่วยเหลือของพ่อบ้านเซี่ยและแม่นมจ้าว อวิ๋นซีได้ทำการปฏิรูปครั้งใหญ่ ไล่ลูกน้องของอี้ไท่เฟยและมู่หรงหว่านหรูออกทั้งหมด และจัดสาวใช้ที่ไว้ใจได้สองคนให้รับใช้ในลานดอกโบตั๋น
นอกจากนี้นางยังไล่คนงานที่ว่างงานส่วนใหญ่ออกไป เหลือเพียงสาวใช้สองสามคนสำหรับแม่นมจ้าวและคนรับใช้สองสามคนสำหรับพ่อบ้านเซี่ย ส่วนเื่การรักษาความปลอดภัยเป็ความรับผิดชอบของฉู่ซีเฟิง
จากที่มีผู้คนจำนวนมากก็เหลือเพียงประมาณสิบกว่าคน เรียกได้ว่าสดใหม่ ด้วยประสิทธิภาพในการทำงานสูง มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกน้อยลง ซึ่งนำไปสู่ความสามัคคีมากขึ้น
หลังจากจัดการกับเื่เหล่านี้แล้ว หานอวิ๋นซีก็มีเื่สำคัญอีกหนึ่งเื่ นั่นคือการย้ายออกจากลานดอกบัว
ลานดอกบัวเป็อาณาเขตของหลงเฟยเยี่ย หากไม่ได้รับอนุญาตจากหลงเฟยเยี่ย ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้าไปได้ตามอำเภอใจ ในตอนแรกที่หานอวิ๋นซีจะอาศัยอยู่ลานแห่งนี้ เพราะกลัวว่าอี้ไท่เฟยกับมู่หรงหว่านหรูจะมาหาเื่ ทว่าตอนนี้ ปัญหานั้นหายไปแล้ว หากอยู่ต่อไปคงไม่ดีสักเท่าไร
ต้องรู้ว่า ชายผู้นั้นไม่เพียงแต่เป็คนรักความสะอาดเท่านั้น แต่ยังเป็คนโลกส่วนตัวสูงด้วย
หานอวิ๋นซียืนอยู่ที่ขอบหน้าต่างของห้องใต้หลังคาและมองไปที่ห้องนอนมืดของหลงเฟยเยี่ย คิดและลังเลตลอดทั้งคืน
นางยอมรับว่านางมีความอาลัยอาวรณ์อยู่บ้าง แต่นางก็ชัดเจนว่าความอาลัยอาวรณ์นี้ไร้ประโยชน์และจะไม่เกิดผลใดๆ
เช้าวันต่อมา นางตัดสินใจอย่างแน่วแน่และย้ายไปที่ลานว่างขนาดใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากอี้ไท่เฟย ชื่อว่าสุ่ยเซียนจู
หลังจากที่ยุ่งมาตลอดทั้งวัน นางเหนื่อยมากจนนอนกางแขนกางขาอยู่บนเตียง โดยที่ไม่อยากจะขยับตัวแม้แต่น้อย แน่นอนว่าศีรษะของนางยังคงมึนอยู่
เื่ของจวนได้จบลงไปแล้ว แต่ระบบการล้างพิษของนางยังไม่ได้รับการอัปเกรดและฟื้นฟูให้กลับมาทำงานได้จนกระทั่งถึงตอนนี้
สภาวะจิตใจของนางดีขึ้นแล้ว แต่ทำไมระบบการล้างพิษยังไม่ฟื้นตัวอีกล่ะ? ต้องใช้เวลานานเท่าใดในการอัปเกรดกัน?
โชคดีที่เมื่อเร็วๆ นี้ไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดๆ ที่ต้องใช้ระบบล้างพิษ ไม่เช่นนั้นนางคงร้องไห้เป็แน่
“หวังเฟย หม่อมฉันคิดว่ามันไม่เหมาะสมนะเพคะ อย่างน้อย...ท่านต้องบอกท่านอ๋องก่อนสักหน่อยดีกว่าเพคะ?” จนถึงตอนนี้แม่นมจ้าวยังคงพูดถึงเื่นี้ นางไม่้าให้ย้ายออกไปจริงๆ
หูของหานอวิ๋นซีฟังจนแทบจะชาไปแล้ว นางโบกมือ “แม่นมจ้าว นี่มันดึกแล้ว ไปนอนเถอะ”
อย่างไรก็ตาม แม่นมจ้าวเองก็เหนื่อยที่จะเกลี้ยกล่อมแล้ว นางส่ายหัวอย่างจนปัญญาและออกไปอย่างเงียบๆ
เช่นนี้หานอวิ๋นซีจึงจะลืมตาขึ้นและมองเพดาน หลงเฟยเยี่ยควรจะมีความสุขมากที่นางย้ายออกไปใช่หรือไม่ จะมาโทษนางที่ย้ายออกไปโดยไม่บอกไม่กล่าวได้อย่างไรกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น เขางานยุ่งขนาดนั้นคงไม่มีเวลามาสนใจเื่เล็กน้อยหรอก มีแค่พระเ้ารู้ที่ดีว่าเขากลับมาหรือไม่
หานอวิ๋นซีลุกขึ้นอย่างเกียจคร้าน เตรียมที่จะเข้านอน แต่ใครจะรู้ว่าในขณะเดียวกัน จู่ๆ แม่นมจ้าวก็กลับมาพร้อมใบหน้าที่มีเลศนัยและยิ้มให้หานอวิ๋นซี
หานอวิ๋นซีรู้สึกขนลุกเล็กน้อยเมื่อมองไปที่นาง และพูดอย่างไม่พอใจ “มีอะไรจะพูดก็พูดมา!”
แม่นมจ้าวยิ้มอย่างมีความสุขยิ่งขึ้น “หวังเฟย เมื่อสักครู่นี้ท่านอ๋องส่งคนมาส่งสาส์น โดยบอกว่า...”
แม่นมจ้าวพูดพร้อมกับยกคอเลียนแบบน้ำเสียงที่เ็าและครอบงำของหลงเฟยเยี่ย แล้วพูดว่า “หากมีสิ่งของอะไรย้ายออกไปจากลานดอกบัวในวันนี้ ต้องกลับมาอยู่ที่เดิมภายในครึ่งชั่วยาม!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา หานอวิ๋นซีก็ตะลึง เห็นได้ชัดว่าเสียงของแม่นมจ้าวไม่ดัง แต่นางรู้สึกว่าหูของนางเจ็บมากเหลือเกิน
“หวังเฟย ท่านอ๋องมีคำสั่ง โปรดยกโทษให้หม่อมฉันด้วย”
แม่นมจ้าวอยากจะขอโทษเสียที่ไหนกัน ยิ้มปากฉีกไปถึงหูเสียขนาดนั้น นางโบกมือเรียกคนรับใช้ที่อยู่ด้านนอกเข้ามา นอกจากเหล่าสาวใช้ ก็ยังมีพ่อบ้านเซี่ยและคนรับใช้ทั้งหมด คนใช้แต่ละคนล้วนแล้วแต่เป็คนที่หานอวิ๋นซีเลือกอย่างระมัดระวัง มือและเท้าว่องไวอย่างมาก หลังจากผ่านการเข้าออกไม่กี่ครั้ง ห้องขนาดใหญ่ก็ว่างเปล่าราวกับถูกปล้นไป
หานอวิ๋นซีเกลียดคนที่มีอำนาจเหนือกว่าอยู่เสมอ แต่เมื่อมองไปที่ห้องว่างเปล่า ก็ไม่รู้ว่าทำไม นางไม่เพียงไม่รังเกียจเท่านั้น แต่กลับรู้สึกถึงความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้
ในขณะเดียวกัน แม่นมจ้าวก็เข้ามาอีกครั้ง “หวังเฟย ท่านอ๋องส่งข้อความมาอีกแล้วเพคะ”
หานอวิ๋นซีพบว่าตนเองประหม่าเล็กน้อย นางรีบถามว่า “อะไรอีกล่ะ”
อย่างไรก็ตาม แม่นมจ้าวทำตามอย่างว่าง่าย “หวังเฟย ลองเดาดูสิเพคะ”
“เ้าจะพูดหรือไม่พูด?” หานอวิ๋นซีกำลังจะโกรธ
แม่นมจ้าวที่ไม่ได้กลัวนาง ทั้งยังยิ้มอย่างมีความสุข “หวังเฟย ท่านอ๋องบอกว่าทุกคนที่ออกมาต้องกลับไปเพคะ!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา หัวใจของหานอวิ๋นซีก็เต้นเร็วขึ้น
เขา้าให้นางย้ายกลับไป ทั้งสั่งให้นางกลับไปอย่างเข้มงวดอีก ดังนั้นก่อนหน้านี้ไม่ถือว่านางพึ่งพาเขาหรือไร? ดังนั้น…
หานอวิ๋นซีจ้องไปที่แม่นมจ้าวอย่างว่างเปล่า ไม่ได้พูดออกมาเป็เวลานาน
“หวังเฟย หม่อมฉันต้องกลับไปแล้ว ท่านจะกลับหรือไม่เพคะ?” แม่นมจ้าวถามอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม
หานอวิ๋นซีไม่ตอบ แต่หันหลังกลับและวิ่งหนีมุ่งตรงไปที่ลานดอกบัว แม่นมจ้าวตกตะลึงอ้าปากค้าง นิ่งชะงักไปชั่วขณะ เกิดอะไรขึ้นกับนายหญิง? นี่เป็ปฏิกิริยาแบบไหนกัน?
หานอวิ๋นซีวิ่งไปที่ห้องนอนของหลงเฟยเยี่ย เมื่อเห็นว่าไฟในห้องเปิดอยู่ นางก็รีบเดินเข้าไปโดยไม่คิด ยืนลังเลอยู่ที่หน้าขอบหน้าต่างทั้งคืน หากวันนี้ถือว่าหุนหันพลันแล่น เช่นนั้นก็ปล่อยให้นางหุนหันพลันแล่นไปเถอะ
นางแค่อยากรู้ว่าทำไม!
ทำไมนางต้องย้ายกลับมา
นางยอมรับว่าที่ใจของนางเต้นแรงคือคาดหวังเหตุผลบางอย่าง
แต่ใครจะรู้ เมื่อนางตรงเข้าไป ก็เห็นหลงเฟยเยี่ยถอดเสื้อผ้าออกและกำลังจะก้าวลงไปในบ่อน้ำร้อน
ทุกส่วนของร่างกายที่เพรียวบางได้รับการขัดเกลาสมบูรณ์แบบในทุกด้านและเส้นสายของร่างกายที่ไร้ที่ติราวกับถูกกรีดด้วยมีด ผลกระทบทางสายตาที่รุนแรงทำให้หานอวิ๋นซีหยุดทันทีและแข็งอยู่กับที่
และแม้ว่าสติเกือบจะเตลิด แต่สายตาของหานอวิ๋นซียังคงควบคุมไม่ได้ ไม่สามารถละไปไหนได้เลย แผ่นหลังที่ดุร้าย บั้นท้ายยั่วยวนและขาที่เรียวยาว ดูเหมือนจะมีพลังที่ไม่มีที่สิ้นสุดในทุกๆ ที่ จนทำให้ผู้คนจินตนาการไปไกล
ในขณะนี้ หานอวิ๋นซีมีความรู้สึกเพียงอย่างเดียวคือนางหมดหนทางที่จะเยียวยาแล้ว
บางทีหานอวิ๋นซีก็ไม่รู้ว่าการจ้องมองของตนเองนั้นร้อนแรงแค่ไหน ทว่าหลงเฟยเยี่ยรู้สึกได้ เขาเกลียดการคิดเพ้อเจ้อและการแอบดูแบบนี้เสมอ อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้เขาไม่ได้ปฏิเสธ ทว่ากลับยัง้าดูสีหน้าของสตรีที่อยู่ข้างหลังในขณะนี้
เขายื่นมือออกไปคว้าชุดยาวจากด้านข้างมาพันรอบตัวเขาอย่างสบายๆ
ในเวลานี้ หานอวิ๋นซีจึงจะได้สติกลับคืนมา และหลงเฟยเยี่ยก็หันกลับมามองนางแล้ว นางดูเหมือนขโมยที่ถูกจับได้ในที่เกิดเหตุ ใบหน้าเปลี่ยนเป็สีแดงทันที หันกลับหลังโดยไม่รู้ตัวและกำลังจะวิ่งหนี
อย่างไรก็ตาม ร่างของหลงเฟยเยี่ยก็วาบหวิว ยืนขวางทางนางอยู่ตรงหน้า
เขาช่างร้ายกาจจริงๆ เลิกคิ้วมองนางแต่ก็ไม่พูดอะไร
นางก้มศีรษะลง จนคางเกือบจะแตะคอ รู้สึกขนหัวลุกและหวังว่าจะพบรอยแตกบนพื้นดินให้มุดเดินทางกลับไปสู่ยุคปัจจุบัน
“ใครให้เ้าเข้ามา?” ในที่สุดเขาก็อ้าปากพูด
หานอวิ๋นซีพูดตะกุกตะกัก “ขะ...ข้า ทะ...ท่านบอกข้าเองไม่ใช่หรือไรว่าให้ข้ากลับมา?”
“ข้าสั่งให้เ้ากลับไปที่ตำหนักหยุนเซี่ยน ไม่ได้สั่งให้เ้าเข้ามา” เขาตอบโต้อย่างไร้ความปรานี
นางรีบโพล่งออกมา “ทำไมท่านต้องให้ข้ากลับไปที่ตำหนักหยุนเซี่ยนด้วยล่ะ?”
หลังจากพูดจบ นางก็ได้สติกลับมาเล็กน้อย ใช่ นางมาที่นี่เพื่อถามเหตุผลจากเขา!
ทำไม?
หลงเฟยเยี่ยที่ไม่ทันตั้งตัว ไม่คิดว่านางจะถามคำถามเช่นนี้ แต่เขาก็ยังเคร่งขรึมอย่างมาก “นี่เป็คำสั่ง ไม่มีเหตุผล”
หานอวิ๋นซีแอบสูดลมหายใจเข้าลึกๆ นางรวบรวมความกล้าและเงยหน้าขึ้นมองเขา “หากไม่มีเหตุผล ข้าก็ขอปฏิเสธที่จะกลับมา!”
แก้มและใบหูของนางยังคงแดงราวกับไฟ ทว่าดวงตาของนางกลับสั่นไหว แฝงไปด้วยความจริงจังและดื้อรั้น มองตรงเข้าไปในดวงตาของเขา
ทั้งสองมองหน้ากัน ห้องเต็มไปด้วยความเงียบ โลกก็ดูเหมือนจะเงียบลงเช่นกัน หลงเฟยเยี่ยไม่ตอบเป็เวลานาน และหานอวิ๋นซีที่รออย่างจริงจัง
หลงเฟยเยี่ย ดูเหมือนว่าข้าจะชอบท่านนิดหน่อย ก็แค่นิดหน่อยเท่านั้น
ตอบข้ามาเถอะ จะทำให้ข้าอกหัก...หรือจะทำให้ใจข้าหวั่นไหว
