เมืองชิงจิง วังหลวง
จูเยี่ยนที่อยู่กลางวงล้อมยอดมือกระบี่ฝ่ายธรรมะกำลังนั่งเขียนราชโองการส่งมอบบัลลังก์! ขณะเดียวกัน มันก็เขียนราชโองการรับรองว่าราชโองการของปฐมอ๋องเป็ของจริง!
ระหว่างนี้จูเยี่ยนไม่กล้าออกปากโต้แย้งสักคำ มันได้แต่ฝืนยิ้มด้วยความทุกข์ระทมเต็มหัวใจ
นี่อะไร! ไม่ใช่ข้ามาเพื่อปิดโอกาสครองบัลลังก์ของญาติหวังเค่อ? แล้วไหงข้ามาช่วยมันขึ้นครองราชย์แทน? ถ้าหากเ้าตำหนักจื่อปู้ฝานทราบเื่ ไม่ใช่ข้าซวยแล้ว?
ข้าะโอยู่ตั้งนานสองนาน ศิษย์ลัทธิมารในเมืองหายหัวไปไหนหมด? ทำไมถึงยังไม่มาอีก? ทำไมถึงไม่มา!
จูเยี่ยนวิงวอนฟ้าไม่ตอบรับ ดินไม่เคลื่อนไหว! ในที่สุดราชโองการก็ลงอักษรเสร็จสิ้น
“ตราประจำราชวงศ์ด้วย! เร่งมือ!” จ้าวซื่อถลึงตา
“ชิ้ง!” กลุ่มศิษย์น้องของจ้าวซื่อยกกระบี่ขึ้น
จูเยี่ยนหน้ากระตุก ก่อนจะนำตราประจำราชวงศ์ออกมาประทับบนราชโองการทั้งสองฉบับ
“ตึง!” “ตึง!”
ทันใดนั้น ราชโองการทั้งสองฉบับก็มีผลในทันที เป็เครื่องบ่งชี้ว่าราชวงศ์ต้าชิงถูกโอนเป็ของพี่ใหญ่หวังเค่อโดยชอบธรรม
นี่ไม่เหมือนอย่างที่หวังเค่อปรึกษาพูดคุยกับเหล่าขุนนางเก่า แต่เป็การรับ่ต่ออย่างถูกต้องชอบธรรม
สิ่งสำคัญที่สุดในการรับสืบทอดราชวงศ์แดนมนุษย์คืออะไร? ก็คือความชอบธรรม!
“น้อมรับท่านอ๋อง!” ขุนนางเก่าคนหนึ่งคารวะให้พี่ใหญ่อย่างนอบน้อม
“น้อมรับท่านอ๋อง!” ขุนนางเก่าทั้งหมดพากันคารวะตาม
พี่ใหญ่มีสีหน้าเหม่อลอย เมื่อวานตนยังนั่งคิดถึงความเป็ไปได้ที่ท่านประมุขพูดถึงอยู่เลย นี่วันเดียวก็เกิดขึ้นจริงแล้ว? ท่านประมุขช่างยอดเยี่ยมนัก!
“เอาละ ในเมื่อตอนนี้มีราชโองการอย่างชอบธรรม! ที่เหลือข้าคงไม่ต้องสอนกระมัง?” หวังเค่อมองพี่ใหญ่
“ขอบคุณท่านประมุข!” พี่ใหญ่โค้งกายคารวะอย่างนอบน้อม
มาถึงจุดนี้แล้ว หากยังไม่รู้ว่าตัวเองควรทำอะไรต่อ นั่นไม่เรียกคนโง่หรือไร?
“เอาเถอะ ท่านพาขุนนางเก่าทั้งหมดเข้าไปประชุมหารือราชกิจในห้องโถง จำเอาไว้ ขุนนางเก่าเหล่านี้ก็คือผู้เบิกทาง ไม่สิ พวกเขาคือวีรชนผู้นำราชวงศ์กลับคืนมา! ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างดี ให้สมกับคุณความชอบในการกอบกู้อาณาจักรต้าชิงไว้ มอบป้ายทองอภัยโทษให้ไป!” หวังเค่อสั่งเสียงเข้ม
“ทราบ!” พี่ใหญ่รับคำอย่างนอบน้อม
“ขอบคุณท่านเซียนหวังเค่อ!” เหล่าผู้เฒ่าคารวะให้หวังเค่ออย่างซาบซึ้ง
คำพูดของหวังเค่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิมนุษยชน ช่วยให้ครอบครัวของพวกมันได้เติบโตรุ่งเรืองสืบไป เป็ประโยชน์ต่อทุกฝ่าย!
เที่ยงธรรม! นี่ก็คือความชอบธรรม! ทุกสิ่งกลับมาดีอีกครั้ง! ถึงจุดนี้ยังจะมีผู้าุโคนไหนไม่ตั้งใจทำงานอีก?
ในตระกูลหวัง หวังเค่อพูดหนึ่ง พี่ใหญ่ย่อมเข้าใจสอง ป้ายอภัยโทษ? ผู้เฒ่าพวกนี้จะอายุยืนสักแค่ไหนกันเชียว? ไม่มีปัญหา! ป้ายอภัยโทษหวังเค่อมอบให้พวกเ้า ไม่ได้ส่งต่อให้ทายาทพวกเ้าสักหน่อย!
“ไปได้!” หวังเค่อสั่ง
พี่ใหญ่รีบพากลุ่มผู้เฒ่าออกไปจากลานจัตุรัส
จูเยี่ยนเอื้อมมือออกไป แต่ตอนนี้กลุ่มผู้เฒ่าไม่มีใครเหลียวแลมันอีกแล้ว แม่งเอ๊ย ไม่มีใครสนใจใยดีข้าแล้ว? ข้าคืออ๋องต้าชิงนะ!
“ไอ้พวกหมาป่าตาขาว เพ้ย!” จูเยี่ยนคับข้องใจ
จูเยี่ยนอยากพุ่งเข้าไปอัดผู้เฒ่าเหล่านี้เหลือเกิน พวกเ้าเคยแสดงท่าทีนอบน้อมต่อข้า พอตอนนี้ข้าไม่ใช่อ๋องแล้ว พวกเ้าก็เบนหน้าหนีไม่สนใจผู้คน? น้ำชาเก่าเย็นชืดแล้ว? ส่วนเ้าซื่อหลางที่พาข้าเข้ามากลับวิ่งหนีไปเร็วสุด? ไม่ใช่เ้ามีปัญหาสุขภาพที่ขาหรือไง?
จูเยี่ยนโมโหแล้ว แต่พอถูกกลุ่มมือกระบี่ชี้กระบี่ใส่ จูเยี่ยนก็หมดปัญญาหนี
“ขอบคุณพี่จ้าวซื่อที่ช่วยข้าผดุงธรรม!” หวังเค่อเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“เป็เื่ที่ควรทำอยู่แล้ว ถ้าหากข้าทราบว่าตระกูลหวังแห่งเมืองชิงจิงมีความเกี่ยวพันกับพี่หวัง พวกเราคงได้นั่งดื่มชาร่วมกันไปแล้ว ทุกวันนี้มีขุนศึกมากมายในอาณาจักรต้าชิงที่มีสำนักเซียนหนุนหลัง แต่พวกมันไหนเลยจะเทียบพี่หวังได้? ด้วยบุคลิกเที่ยงธรรมของพี่หวัง อ๋องคนใหม่ที่ครองราชย์จะมีท่านคอยควบคุมดูแล เป็ประโยชน์แก่ราษฎร! ท่านไม่ต้องกังวล เมื่อถึงงานชุมนุมประตูัอีกไม่นาน ข้าจะแจ้งข่าวให้ศิษย์สำนักเซียนทั้งหลายที่โดนขังในเกาะเทพัด้วยกันให้ทราบถึงเื้ัตระกูลหวังแห่งเมืองชิงจิงเอง! ถึงพวกเราไม่อาจสอดมือแทรกแซง แต่ก็ยังสามารถช่วยอะลุ้มอล่วยให้ตระกูลหวังได้!” จ้าวซื่อตบอกกล่าว
“ขอบคุณท่านมาก!” หวังเค่อตอบด้วยรอยยิ้ม
“พี่หวังพูดอะไรอย่างนั้น? ข้าได้ยินว่าตอนนี้ท่านได้เป็รองเ้าตำหนักหมาป่าบูรพาประจำพรรคเทพหมาป่า์แล้ว?” จ้าวซื่อถามอย่างใคร่รู้
“ข้าไหนเลยจะคู่ควร พลังฝีมือข้ายังอ่อนด้อยเกินไป! เป็ศิษย์พี่ทั้งหลายช่วยออกหน้าเสนอชื่อข้า!” หวังเค่อตอบอย่างถ่อมตัว
“พี่หวัง ข้าไม่ชอบที่ท่านพูดเลย! ไม่คู่ควรอันใด? คู่ควรแบบไหน? พี่หวังบุคลิกสูงส่งน่านับถือ เพื่อช่วยเหลือศิษย์ฝ่ายธรรมะ ถึงกับยอมแทรกซึมเข้าสู่รังลับลัทธิมาร ใครเล่าจะสามารถ? ทั่วพรรคเทพหมาป่า์ คนที่ข้านับถือนอกจากเฉินเทียนหยวนแล้วก็มีแค่ท่าน! ท่านเป็รองเ้าตำหนักหมาป่าบูรพา นับว่าคู่ควรแล้ว!” จ้าวซื่อกล่าวอย่างตื่นเต้น
“หามิได้ หามิได้!” หวังเค่อตอบรับอย่างสุภาพ
จูเยี่ยนทางด้านข้างใบหน้าดำหม่น แม่งเอ๊ย ได้ยินแล้วอยากจะอ้วก พวกเ้ามายืนอวยกันเองอยู่ทำไม?
“หวังเค่อ พวกมันยังได้ยินมาว่าบริษัทเสินหวังเ้าขายประกันด้วย!” จางเจิ้งเต้าด้านข้างกล่าวอย่างคาดหวัง
“โอ้? ท่านเองก็สนใจ《ประกันอุบัติเหตุ》ด้วย?” หวังเค่อถาม
“ใช่แล้ว ถึงข้าจะไม่ได้เข้าร่วมพิธีเปิดบริษัทเสินหวัง แต่ก็ได้ยินเื่การก่อสร้างอาคารเสินหวังในปีนี้มา! จางเจิ้งเต้ายังอธิบายให้พวกเราฟังเมื่อครู่ว่าประกันคืออะไร หากเป็คนอื่นขาย พวกเราย่อมไม่เชื่อถือ แต่ในเมื่อเป็พี่หวัง ข้าย่อมเชื่อมั่นในเจตนาของท่าน ท่านคิดช่วยเหลือศิษย์ฝ่ายธรรมะ! ลงมือทำด้วยความปรารถนาดี!” จ้าวซื่อถอนหายใจ
“อ้อ ข้าเองก็อยากทำอะไรเพื่อทุกคน! ข้าไม่บังคับใคร ใครเชื่อก็ซื้อ! ไม่เชื่อข้าก็ไม่บังคับ!” หวังเค่อยิ้ม
“เชื่อสิ หากขนาดพี่หวังยังไม่เชื่อ แล้วจะให้ข้าเชื่อใคร? ก่อนหน้านี้จางเจิ้งเต้าพูดเพ้อเจ้ออะไรข้าไม่เชื่อสักนิด! พอมันบอกว่าบริษัทเสินหวังเป็ท่านเปิด ข้าก็เชื่อทันที! อีกไม่นานพวกเราจะต้องเข้าร่วมงานชุมนุมประตูัเพื่อคัดเลือกศิษย์เข้าสำนักแล้ว! งานชุมนุมัครั้งใดไม่มีศึกธรรมะอธรรมบ้าง? ข้ามาที่นี่พร้อมศิษย์น้องก็เพื่อขอซื้อประกัน!” จ้าวซื่อเอ่ยเสียงเข้ม
“จริงรึ? งั้นย่อมได้! เพียงแต่ราคา…!” หวังเค่อมองจ้าวซื่อ
“ไม่ต้องห่วง พวกเรามีเงิน!” จ้าวซื่อตบอก
หวังเค่อยังจะพูดอะไรได้อีก?
หลังจากส่งคนไปนำเงื่อนไขประกันอุบัติเหตุมา พิธีลงนามซื้อประกันก็เริ่มขึ้นต่อหน้าทุกคน
“ปึง ปึง ปึง…!”
ตราประทับเสินหวังประทับถี่รัวลงบนหนังสือสัญญา เพียงไม่นาน สัญญาซื้อขายประกันก็เสร็จสิ้น!
จ้าวซื่อกับคนที่เหลือนำศิลาิญญาหนึ่งแสนชั่งออกมาส่งให้หวังเค่อ
จูเยี่ยนได้แต่เผยสีหน้าโง่งมอยู่นาน
“นี่เื่อะไร? หวังเค่อมันมอบเศษกระดาษให้พวกเ้าแลกกับศิลาิญญาหนึ่งแสนชั่ง? พวกเ้า พวกเ้าโง่หรือเปล่า?” จูเยี่ยนตะลึง
พอหวนย้อนคิดถึงวันวานที่ตนต้องขายไข่ต้มใบชาบนเกาะเทพัสลับกับความเร็วในการหาเงินของหวังเค่อแล้ว นี่ นี่ไม่ยุติธรรม! ทำไมกัน? เพราะอะไร!
“พี่จ้าวซื่อ ข้าหวังให้พวกท่านทุกคนไม่จำเป็ต้องใช้ประกันชุดนี้!” หวังเค่อกล่าวอย่างจริงจัง
“ได้! ขอบคุณมาก!” จ้าวซื่อกับคนที่เหลือต่างซึ้งใจกับคำอวยพรของหวังเค่อ
จูเยี่ยนหน้ากระตุก! ข้าได้ยินอะไรนะ?
หวังเค่อมันอวยพรให้ศิลาิญญาแสนชั่งของพวกเ้าต้องเสียเปล่า!
พวกเ้ายังขอบคุณหวังเค่อมันอีก?
“แม่งเอ๊ย นี่เื่อะไรกัน!” จูเยี่ยนตาแดงก่ำ
ขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยเฮฮากันอยู่ เสียงร้องแหลมสูงก็ดังขึ้นจากไกลโพ้น
“จี๊ดดดดด!”
ทุกคนเห็นฝูงค้างคาวบินมาพร้อมชายชุดดำนับสิบ
กลุ่มมารประจำเมืองชิงจิงในที่สุดก็เล่นไพ่นกกระจอกเสร็จ ก่อนจะพากันเหาะมา
“เ้าบอกว่าลงอักษรเหลวไหลอะไร? แค่เห็นก็รู้แล้วว่าเ้าพูดจาไร้สาระ!” มารตนหนึ่งบ่น
“เป็ความจริง จูเยี่ยนมันนั่งลงอักษรอยู่เมื่อครู่! ทุกคนมองมันลงอักษร!” มารลำดับต่ำสุดเอ่ยอย่างกังวล
“ผายลม เ้าสิลงอักษร จูเยี่ยนมันโดนศิษย์ฝ่ายธรรมะจับตัวไว้ไม่เห็นเรอะ? มันเป็พวกชอบหาเื่ ถ้าเกิดมันตายขึ้นมา ท่านเ้าตำหนักไม่ปล่อยเราไว้แน่! ข้าเลยส่งเ้ามาดูลาดเลานี่ไง!” ลูกพี่มารบ่นงึมงำ
มารลูกน้องได้แต่เผยสีหน้าหดหู่ เก็บทุกอย่างไว้ในใจเพียงลำพัง
“ศิษย์ฝ่ายธรรมะกล้าแทรกแซงบัลลังก์แดนมนุษย์? พี่น้องเอ๋ย เตรียมตัวลงมือ!” ลูกพี่มารส่งเสียง
“หือ? ไม่สิ นั่น นั่นพี่หวังไม่ใช่รึ?” มารตนหนึ่งพลันะโขึ้น
“หา? เป็พี่หวังจริงๆ?”
“ทำไมพี่หวังถึงมาอยู่ที่นี่?”
“ข้าได้ยินว่าพี่หวังอยู่ในพรรคเทพหมาป่า์ ตอนนี้เป็เ้าตำหนักอะไรสักอย่างนี่? สรุปเขาเป็ศิษย์ฝ่ายธรรมะ?”
“ผายลมเถอะ คิดว่าจะตบตาท่านมารอริยะได้? ครั้งก่อนพี่หวังก็ช่วยพวกเราไว้ในงานชุมนุมมารปรโลก เ้าคิดจะพูดอะไร?”
“แต่ว่า ถ้าเกิด…!”
“ไม่ถ้าอะไรทั้งนั้น กำจัดพวกฝ่ายธรรมะก่อน!”
.........
.........
......
......
...
......
ฝูงมารพากันชักดาบชักกระบี่ออกมา
“เตรียมตัวรับมือ!” จ้าวซื่อชี้กระบี่ในมือใส่เหล่ามาร
“หวังเค่อ เร็วเข้า รีบหาที่หลบเร็ว จะเริ่มต่อยตีกันแล้ว!” จางเจิ้งเต้าพยายามดึงหวังเค่อหลบอย่างกังวล
“หลบบ้านเ้าสิ!” หวังเค่อะโสวน
แม่งเอ๊ย จ้าวซื่อกับศิษย์น้องเพิ่งจะซื้อประกันไปแหม็บๆ ขืนมีคนตายขึ้นมา ข้าไม่ใช่ต้องจ่ายเงินมหาศาลเรอะ!
“หยุดมือ!” หวังเค่อส่งเสียงห้ามพลางเข้าไปขวางกลางสองฝ่ายไว้
จ้าวซื่อกับศิษย์ฝ่ายธรรมะชะงักไป ฝ่ายลัทธิมารเองก็หยุดมือพลางมองหวังเค่ออย่างสงสัย
“ไม่ต้องหยุด! เร็ว รีบฆ่าพวกมัน! หวังเค่อตอนนี้เป็ศิษย์ฝ่ายธรรมะ ฆ่ามันทิ้งไปพร้อมกันเลย! อีกไม่นาน เ้าตำหนักจื่อปู้ฝานก็จะพาศิษย์ลัทธิมารจำนวนมากมาถึงเมืองชิงจิงแล้ว ไม่ต้องกลัว ลงมือเลย!” จูเยี่ยนะโอย่างลนลาน
“จูเยี่ยน? เ้าหุบปาก!” มารลูกพี่ถลึงตา
จ้าวซื่อกับคนที่เหลือเองก็ชี้กระบี่มาทางจูเยี่ยน จูเยี่ยนพลันไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว
ก่อนมันจะเห็นหวังเค่อเดินเข้าไปหามารลูกพี่
“พี่หวัง? ไม่สิ นายท้ายหวัง?” มารลูกพี่เอ่ยเสียงเข้ม
“พี่น้องเอ๋ย! ขอบคุณที่มาช่วยเหลือข้า ตรงนี้ข้าจัดการเอง โอเคไหม? ไว้เดี๋ยวเราค่อยไปร่ำสุราด้วยกัน!” หวังเค่อมองหน้ามารลูกพี่
“แต่ว่า ทำไมท่านถึงมาอยู่นี่ได้…! อีกอย่าง ข้าได้ยินว่าตอนนี้ท่านเป็รองเ้าตำหนักหมาป่าบูรพาของพรรคเทพหมาป่า์แล้ว?” มารตนนั้นเผยสีหน้าสงสัย
หวังเค่อล้วงประกาศิตเทพัออกมา จากนั้นโน้มกายเข้าไปกระซิบข้างหูมารลูกพี่ “ที่ข้าไปพรรคเทพหมาป่า์ มารอริยะเองก็ทราบเื่! เ้าตำหนักจูหงอีก็รู้เหมือนกัน เื่นี้โปรดเก็บเป็ความลับด้วย!”
“เอ๋?” มารลูกพี่ชะงักไป ก่อนสีหน้าจะกลายเป็เคร่งขรึม
หวังเค่อพูดถูก บนเกาะเทพั หวังเค่อเคยบอกต่อหน้ามารอริยะกับจูหงอีว่าอยากจะกลับเข้าพรรคเทพหมาป่า์ ประเด็นคือมารอริยะกับจูหงอีไม่มีความมั่นใจ! ข้าเองก็นึกว่าหวังเค่อแค่พูดเล่น!
หวังเค่อไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะนำเื่ไปพูดกับคนอื่น เพราะอย่างไรตนก็แจ้งมารอริยะกับจูหงอีไว้แล้ว! การกระซิบกระซาบทำให้เกิดความรู้สึกลึกลับขึ้นในหัวมารลูกพี่
หรือว่ามารอริยะกับจูหงอีจะมอบภารกิจให้หวังเค่อ?
แม่งเอ๊ย ข้าเกือบทำแผนลับพังอีกแล้ว ขืนกลับไปมีหวังโดนทั้งมารอริยะและเ้าตำหนักเล่นงานแน่ ข้าควรทำยังไง?
“ในเมื่อเห็นแก่หน้าพี่หวัง ข้าย่อมต้องยอมให้! เชิญ!” มารลูกพี่โบกมือห้ามลูกน้องไว้
“พี่น้องทุกท่าน ได้โปรดช่วยดูแลจูเยี่ยนด้วย มันเป็คนไม่รู้ความ ชอบพูดจาไร้สาระไปเรื่อย!” หวังเค่อกล่าวกับเหล่ามาร
เหล่ามารพากันพยักหน้ารับทีละคน
อีกด้านหนึ่ง หวังเค่อก็ส่งสัญญาณให้จ้าวซื่อและคนที่เหลือที่กำลังสงสัยอยู่
“พวกเ้าลงมือเลย ลงมือสิ จับหวังเค่อไว้เร็ว! ศิษย์ฝ่ายธรรมะมีจำนวนน้อยกว่าพวกเ้า แถมเ้าตำหนักจื่อปู้ฝานเองก็กำลังนำคนเดินทางมา ลงมือเร็ว!” จูเยี่ยนเร้า
“หุบปาก!” มารลูกพี่ถลึงตา
เ้าไม่ได้ยินที่หวังเค่อพูดเรอะ? เื่นี้เกี่ยวพันถึงมารอริยะ เ้าไม่รู้ความยังพูดมากอีก?
หวังเค่อโบกมือ ก่อนศิษย์ตระกูลหวังไม่ไกลออกไปจะรีบยกโต๊ะเก้าอี้และชุดน้ำชามา! พวกมารแม้จะสงสัยแต่ก็ยอมอดทนรอ
“พี่จ้าวซื่อ รบกวนท่านมากับข้าด้วย!” หวังเค่อเอ่ย
จ้าวซื่อมองเหล่ามารฝั่งตรงข้ามตาเขม็ง แต่สุดท้ายก็ยังไว้หน้าหวังเค่อ
หวังเค่อเดินนำกลุ่มจ้าวซื่อมายังสวนหย่อมอีกแห่ง
“พี่หวัง นี่ท่าน…?” จ้าวซื่อมีสีหน้าสงสัย
“พี่จ้าวซื่อ มีหลายเื่ที่ข้าไม่อาจอธิบายให้ท่านฟังได้ ที่จริงท่านสมควรทราบสถานการณ์ของข้าดีกว่าใคร! ท่านคิดว่าข้าตกต่ำเข้าสู่วิถีมารหรือไม่?” หวังเค่อมองจ้าวซื่อ
“จะเป็แบบนั้นได้อย่างไร หากท่านกลายเป็มาร คนพรรคเทพหมาป่า์ตั้งมากมายมีหรือจะไม่สังเกตเห็น? เฉินเทียนหยวนมีหรือจะไม่ทราบ? อีกอย่าง ไม่นานมานี้ท่านก็เพิ่งเปิดบริษัทเสินหวัง สำนักเซียนฝ่ายธรรมะจากทั้งสิบหมื่นมหาบรรพตต่างส่งคนไปร่วมงาน หากท่านเป็มาร งั้นโลกนี้ก็มีแต่มารแล้ว! นี่ท่านแฝงตัวเข้าสู่ลัทธิมารเพื่อช่วยเหลือศิษย์ฝ่ายธรรมะเพิ่มอีกงั้นรึ?” จ้าวซื่อตอบทันที
จางเจิ้งเต้าเบิกตาโพลง หวังเค่อมันยังไม่ทันอ้าปากโม้ เ้าก็ช่วยโม้แทนมันแล้ว?
หวังเค่อพยักหน้ารับ “ไม่เพียงเท่านั้น อีกไม่นานจะถึงงานชุมนุมประตูัแล้ว ท่านได้ยินที่จูเยี่ยนพูดเมื่อครู่หรือไม่? ศิษย์ลัทธิมารกำลังรวมพล ข้าเกรงว่ากำลังจะมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่…!”
“พี่หวัง นี่ท่านกำลังเสี่ยงชีวิตเพื่อสืบหาจุดประสงค์ของลัทธิมาร?” จ้าวซื่อถามอย่างแปลกใจ
หวังเค่อพยักหน้ารับ “ไม่ต้องเล่าให้ใครฟัง แค่ท่านรู้ไว้ก็พอ!”
“พี่หวัง ลำบากท่านแล้ว! ข้าจะช่วยอะไรท่านได้บ้าง?” จ้าวซื่อถอนหายใจ
“ไม่ต้อง! เมืองชิงจิงเวลานี้อันตรายยิ่งยวด ท่านไม่อาจรั้งอยู่ได้อีก ที่เหลือข้าจัดการเอง พวกท่านรีบออกจากเมืองเถอะ!” หวังเค่อเกลี้ยกล่อม
เ้าซื้อประกันไปแล้ว ขืนตายขึ้นมาข้าก็เสียเงินสิ! ไป รีบไป!
“พี่หวัง ท่านต้องลำบากแล้ว ข้าขอขอบคุณท่านแทนฝ่ายธรรมะด้วย! ท่านบุกเข้ารังมารเพื่อสืบหาจุดประสงค์ของลัทธิมาร! ไม่ต้องห่วง ข้าจะเกลี้ยกล่อมคนที่เหลือเอง จะไม่มีข่าวลือเื่ท่านยุ่งเกี่ยวกับศิษย์ลัทธิมารแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด!” จ้าวซื่อขยับตัว
“รบกวนแล้ว!” หวังเค่อคำนับให้
เมื่อเห็นหวังเค่อกำลังคิดเผชิญอันตรายเพียงลำพัง จ้าวซื่อกับคนที่เหลือก็ได้แต่พยักหน้ารับอย่างซาบซึ้ง ก่อนจะพากันหันกายจากไป
จางเจิ้งเต้ามองหวังเค่ออย่างอัศจรรย์ใจ แบบนี้ก็ได้ด้วย?
“วะ หวังเค่อ? ทำไม? เพราะอะไร? ศิษย์ฝ่ายธรรมะเชื่อฟังเ้า แล้วทำไมศิษย์ลัทธิมารถึงฟังเ้าเหมือนกัน? เ้าอยากให้พวกมันหยุดมือ พวกมันก็หยุดมือไม่ต่อยตีแล้ว? เพราะอะไร?” จางเจิ้งเต้ามองหวังเค่ออย่างไม่เข้าใจ
“เพราะข้าหน้าใหญ่!” หวังเค่อตอบทันที
“หน้าใหญ่?! ผายลมเถอะ! ข้าว่าเ้าแค่หน้าด้านโม้ไปเรื่อยจนทุกคนโดนเ้าหลอกสิท่า? ถุ้ย! แม่งเอ๊ย ทำไมพวกมันถึงโง่ขนาดนี้? บ้าไปแล้ว!” จางเจิ้งเต้าเอ่ยอย่างไม่อยากเชื่อ
