หลังจากเซ่นไหว้ หลิ่วเทียนฉีพาเฉียวรุ่ยกลับมารวมตัวกับหลิ่วเหอที่เมืองฝูเฉิง เวลานี้ หลิ่วเหอออกมาจากตระกูลหลิ่วเช่นกัน สามพ่อลูกไม่ได้รั้งอยู่นาน นั่งพญาวิหคทองกลับนครเซิ่งตูในทันที
ตลอดทาง สีหน้าของหลิ่วเหอไม่ค่อยดีนัก เห็นชัดว่าอยู่ที่ตระกูลหลิ่วคงทะเลาะกับบิดาและพี่ใหญ่มาไม่น้อย แต่เมื่ออีกฝ่ายไม่เอ่ยออกมา หลิ่วเทียนฉีจึงไม่สะดวกถาม กลัวบิดาอารมณ์เสียขึ้นไปอีก
หลังงานแต่งงานเสร็จสิ้น หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยก็กลับไปวิทยาลัยเซิ่งตู ไม่นานนัก ทั้งสองคนเช่าห้องฝึกตนห้องหนึ่งเพื่อเริ่มเก็บตัวฝึกฝนอย่างเป็ทางการ!
ข่าวบุตรชายกับลูกสะใภ้เก็บตัวฝึกฝน หลิ่วเหอไม่รู้สึกผิดคาดเท่าไร อย่างไรก็เพิ่งแต่งงาน ในมือมีสมบัติวิเศษกับโอสถที่ผู้ใหญ่กับสหายมอบให้ไม่น้อย เลือกเวลานี้ในการเก็บตัวฝึกฝนคงมีเหตุผล สมบัติวิเศษดีเท่าใดย่อมสู้พลังที่แท้จริงไม่ได้ เพราะอย่างนั้น เขาคิดว่าการที่เด็กสองคนเก็บตัวฝึกฝน่เวลานี้นับว่าถูกต้อง
“นายท่าน ดื่มชาขอรับ ข้าเพิ่งชงหอมน้ำหมึกให้ท่าน นี่เป็ชาทิพย์ที่นายน้อยตั้งใจซื้อให้ท่านโดยเฉพาะขอรับ!” หวังอันหยางยกชาส่งมาข้างมือหลิ่วเหออย่างนอบน้อม
หลิ่วเหอก้มศีรษะ มองถ้วยชาบนโต๊ะนิ่งๆ ทีหนึ่งก่อนชำเลืองมองหวังอันหยางที่ยืนอยู่หลังตน
“อันหยาง ดึกแล้ว เ้าก็กลับไปพักผ่อนเถอะ!”
“ข้ายังไม่ง่วงขอรับ ให้ข้าอยู่เป็เพื่อนนายท่านอีกสักครู่เถิด?” หวังอันหยางส่ายศีรษะพลางตอบกลับ แม้ค่ำคืนนี้จะดึกมากเพียงไร แต่เห็นนายท่านมานั่งเดียวโดดเดี่ยวอยู่ตรงนี้ เขาจะตัดใจจากไปได้อย่างไรเล่า?
“ฮ่าๆ เ้านี่นะ ทุกวันบอกไม่ง่วงอยู่ตลอด” หลิ่วเหอมองคนที่ยืนอยู่ข้างกายพลางส่ายศีรษะเบาๆ
อันหยางมักเป็เช่นนี้ บอกไม่ง่วง ไม่เหนื่อย คอยอยู่ข้างกายตนอย่างเงียบสงบ! ให้ทุกครั้งที่ตนหันั์ตากลับไปมองต้องพบเห็นร่างเขา
“นายท่าน ั้แ่นายท่านกลับจากฝูเฉิง หลายวันมานี้อารมณ์ไม่ค่อยดีนัก ข้าเองก็ทำเื่อันใดให้นายท่านเบิกบานใจไม่ได้ คงได้แต่อยู่เป็เพื่อนท่านเช่นนี้ขอรับ!” หวังอันหยางเห็นใบหน้าหลิ่วเหอเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย เขาเอ่ยอย่างจริงจรัง
“ฮ่าๆๆ เ้าเป็คนเฉลียวฉลาดนัก น่าเสียดายจริง ความกลัดกลุ้มของข้า ต่อให้เ้าอยู่ข้างกายข้าก็ไม่อาจช่วยข้าคลี่คลายได้หรอก!” หลิ่วเหอพูดจบพลันส่งยิ้มฝืดเฝื่อน
“หากนายท่านมีเื่กลุ้มใจ ทำไมไม่บอกนายน้อยล่ะขอรับ? นายน้อยกตัญญูกับท่านปานนั้น เขาต้องขจัดปัญหากลัดกลุ้มของท่านได้แน่นอนขอรับ” หวังอันหยางเสนอ ความสัมพันธ์ของสองพ่อลูกดียิ่งนักมาตลอด
“ไม่ ไม่ดีหรอก ข้าไม่อยากบอกฉีเอ๋อร์ ฉีเอ๋อร์เพิ่งแต่งงาน เป็คู่สามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน ข้าไม่อยากให้เื่นี้ไปกระทบอารมณ์ดีๆ ของพวกเขา!” หลิ่วเหอส่ายศีรษะพลางบอก
“ถ้าอย่างนั้น หากเอ่ยกับนายน้อยไม่ได้ เอ่ยกับอันหยางได้ไหมขอรับ? หากนายท่านพูดออกมา บางทีอาจไม่กลัดกลุ้มก็เป็ได้นะขอรับ”
ได้ยินหวังอันหยางบอก หลิ่วเหอเม้มริมฝีปาก “ล้วนเป็เื่กลัดกลุ้มภายในบ้าน เล่าให้เ้าฟัง ข้ากลัวเ้าเสียอารมณ์!”
“ไม่มีทางขอรับ นายท่านอยากเล่าก็เล่าให้เต็มที่เถิด! หาใครสักคนระบายสักหน่อย ในใจท่านจะได้สบายขึ้น!”
“เฮ้อ ในตระกูลของข้าไม่ค่อยสงบนัก ก่อนหน้านี้เพราะพี่ใหญ่กับพี่รองของข้า พวกเขาใส่ร้ายฉีเอ๋อร์ ก่อนวางยาพิษข้า ด้วยความโกรธที่มีอยู่ ข้าจึงพาฉีเอ๋อร์ออกจากเมืองฝูเฉิงมาที่นครเซิ่งตู และครั้งนี้ ข้ากลับบ้านเพื่อไปเยี่ยมบิดาสักหน่อย อยากไปแสดงความกตัญญู ตอบแทนบุญคุณโดยมอบศิลาทิพย์จำนวนหนึ่งให้บิดาฝึกฝน แต่ข้ากลับคิดไม่ถึงว่าพี่ใหญ่กับพี่สะใภ้ใหญ่จะเข้ามากลั่นแกล้งสารพัดไม่ให้ข้าได้พบกับบิดา และพี่สะใภ้ใหญ่ยังพูดว่าร้าย บอกว่าข้าไม่สนใจตระกูล เป็สุนัขป่าเลี้ยงไม่เชื่อง พูดถ้อยคำไม่น่าฟังมากมาย ที่ทำให้ข้าเ็ปใจที่สุดคือกระทั่งบิดาของข้าเองยังไม่ช่วยข้าพูดสักประโยค! เ้าว่า ข้าไม่ควรกลับไปใช่ไหม?”
หวังอันหยางฟังหลิ่วเหอเล่า ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง
“นายท่านกลับไปเยี่ยมเ้าตระกูล เท่ากับพิสูจน์ว่านายท่านเป็บุตรใจกตัญญู ส่วนผู้อื่นจะว่าอย่างไร ปากอยู่บนตัวพวกเขา นายท่านไม่จำเป็ต้องสนใจหรอกขอรับ หากเ้าตระกูลรับรู้หัวใจกตัญญูนี้ของท่าน นั่นคือการที่บิดาเมตตาบุตรกตัญญู พิสูจน์ได้ว่าในใจท่านเ้าตระกูลยังมีท่านอยู่ หากท่านเ้าตระกูลเอนเอียง เลือกช่วยนายท่านใหญ่ หากเป็เช่นนั้น ท่านไม่จำเป็ต้องกลับไปเยี่ยมเยือนประจำอีกก็ได้ขอรับ!”
หวังอันหยางรู้ชัด หลิ่วเหอเป็บุตรกตัญญู ทุกปีล้วนกลับไปเมืองฝูเฉิงสองครั้ง เขากลับไปเยี่ยมบิดาเฒ่าของตน ปัดกวาดสุสานให้ภรรยาโดยเฉพาะ ปีแล้วปีเล่าล้วนเป็เช่นนี้ จากคำบอกเล่าของพ่อบ้านหลิ่ว ทุกครั้งที่หลิ่วเหอกลับไปล้วนมอบศิลาทิพย์ให้เ้าตระกูลเฒ่าไม่น้อย ยื่นมือไปทุกครั้งมักมอบให้แสนหรือสองแสนก้อน
“ข้าเข้าใจที่เ้าบอก แต่ข้าคิดว่าการเกิดเป็บุตรผู้อื่น มีบางเื่ที่ไม่ควรตัดรอนเกินไปอยู่!” หลิ่วเหอย่อมไม่อาจตัดขาดไร้เยื่อใยกับบิดาได้เหมือนที่ทำกับหลิ่วเจียง
“ถึงได้บอกว่านายท่านเป็บุตรกตัญญู เป็คนมีคุณธรรมไงขอรับ!”
“ฮ่าๆๆ เ้านี่นะ สรรหาวิธีมายกยอข้า หลอกให้ข้าอารมณ์ดี” หลิ่วเหอชำเลืองมองอีกฝ่าย ดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ที่จริงนายท่านไม่จำเป็ต้องกลัดกลุ้มเช่นนี้ ท่านเพียงทำตามสิ่งที่ใจท่านประสงค์เท่านั้นก็พอขอรับ ส่วนผู้อื่นคิดอย่างไรกับท่าน นั่นเป็เื่ของผู้อื่นไม่ใช่หรือขอรับ?”
“อืม เ้าพูดมีเหตุผล!” หลิ่วเหอพยักหน้า ยกถ้วยชาขึ้นมา เป่าใบชาที่ลอยอยู่เหนือผิวน้ำก่อนจิบนิดๆ คำหนึ่ง
“ตอนนี้ นายท่านได้หาใครสักคนพูดด้วย ในใจของท่านสบายขึ้นบ้างหรือยังขอรับ?”
“สบายขึ้นมากจริงเชียว! ขอบคุณเ้ามากอันหยาง!” หลิ่วเหอพยักหน้าเห็นด้วย
“นี่เป็สิ่งที่ข้าควรทำ นายท่านไม่ต้องเอ่ยขอบคุณหรอกขอรับ!” หวังอันหยางส่ายศีรษะ พลางยิ้มตอบ
หลิ่วเหอมองใบหน้ายิ้มแย้มของอีกฝ่าย อึ้งไปเล็กน้อย เขาค่อยๆ ละสายตาออก
.........
หลายวันให้หลัง
ยามบ่าย หลิ่วเหอนั่งรับลมอยู่ในลาน มีหวังอันหยางชงชาให้อยู่ข้างกาย โบกพัดปรนนิบัติอย่างเอาใจใส่ อยู่เคียงข้างอย่างเงียบงัน
“อันหยาง ตอนนี้เ้าระดับฝึกปราณขั้นเก้าแล้วสินะ?” หลิ่วเหอดื่มชาพลางเอ่ยถาม
“ขอรับนายท่าน หลายวันนี้ข้าเพิ่งทะลุถึงขั้นที่เก้าขอรับ” พูดไปแล้ว ทุกสิ่งล้วนต้องขอบคุณบุรุษผู้นี้ หากไม่ใช่อีกฝ่ายเชิญหมอชื่อดังมาทะลวงชีพจรทิพย์ที่อุดตันของตน ตนก็ไม่อาจฝึกฝนได้ ทำให้เขารู้สึกขอบคุณหลิ่วเหอและเคารพรักเป็อย่างยิ่ง
“ว่ากันตามหลักแล้ว หากถึงระดับฝึกปราณขั้นเก้า หลังจากนี้จะเลื่อนระดับช้ามาก มักปรากฏ่คอขวด่หนึ่ง ่เวลานี้เหมาะกับการเรียนศาสตร์สักวิชายิ่งนัก ยกระดับพลังไม่ควรรีบร้อนเกินไป เ้าคิดว่าอย่างไร พอมีศาสตร์ที่อยากเรียนไหม?”
ได้ยินหลิ่วเหอถาม หวังอันหยางกำพัดในมือ กระสับกระส่ายเล็กน้อย “ข้า ข้าอยากเรียนยันต์ขอรับ!”
“อ้อ? ก็ดี เ้ามีแก่นพลังทิพย์น้ำแข็ง เหมาะเป็ผู้ใช้ยันต์มากเช่นกัน!” หลิ่วเหอพยักหน้ารับ
“ถ้า ถ้าอย่างนั้น นายท่านสอนข้าได้ไหมขอรับ?” หวังอันหยางมองหลิ่วเหออย่างหวั่นใจ ไม่มั่นใจอยู่นิดหน่อย อีกฝ่ายจะสอนให้เขาหรือไม่นะ!
“เ้าอยากให้ข้าสอนหรือ?” หลิ่วเหอมองก่อนถามกลับอย่างจริงจัง
“แน่นอน แน่นอนขอรับ ข้าอยากให้นายท่านสอนข้า แต่นายท่านมักเก็บตัววาดยันต์ หรือไม่ก็เก็บตัวฝึกฝน และยังต้องสอนนายน้อยวาดยันต์อีก น่าจะ น่าจะไม่มีเวลาสอนข้ากระมัง?” พูดถึงตรงนี้ ใจของหวังอันหยางห่อเหี่ยวลงเล็กน้อย
“เื่วาดยันต์ แต่ละเดือนข้าวาดให้ครบจำนวนที่หอหมื่นสมบัติ้าก็พอ สำหรับการฝึกฝน ข้าไม่ได้ฝึกทุกวัน ส่วนฉีเอ๋อร์ ทุกเดือนเขากับเสี่ยวรุ่ยจะกลับมาเพียงสองวันเท่านั้น เวลาของข้าจึงมีอยู่เหลือเฟือ เพียงแต่ข้าไม่รู้ว่าเ้ายินดีเรียนกับข้า ยินดีกราบข้าเป็อาจารย์หรือไม่!”
“เื่นี้...” หวังอันหยางได้ยินหลิ่วเหอเอ่ยเช่นนี้ สีหน้าลังเลอยู่นิดหน่อย
เขาอยากเรียนยันต์กับอีกฝ่ายยิ่งนัก แต่เื่กราบเป็อาจารย์ เขากลับไม่อยาก!
“อันที่จริง ก่อนหน้านี้ข้าอยากรับเ้าเป็บุตรบุญธรรม แต่หากเ้าอยากร่ำเรียนยันต์กับข้า เช่นนั้นพวกเราเป็ศิษย์อาจารย์กันก็ได้” หลิ่วเหอมองหวังอันหยางพลางพูดเสียงขรึม
“ทำไมนายท่านถึงอยากให้ข้าเป็บุตรบุญธรรมหรือเป็ศิษย์ของท่านขอรับ?” ใบหน้าของหวังอันหยางซีดขาว ถามกลับอย่างงุนงง
หลิ่วเหอได้ยินเข้าพลันหัวเราะ “เพราะอันหยางช่างใส่ใจนัก ข้าอยากให้อันหยางอยู่ข้างกายข้าตลอดไป! แม้หลังแต่งงานไปแล้วก็กลับมาเยี่ยมข้าเป็ครั้งคราวได้!”
ได้ยินคำตอบของหลิ่วเหอ หวังอันหยางรีบส่ายศีรษะ “ไม่ ไม่มีทาง ข้าไม่มีทางแต่งงานหรอกขอรับ ข้าจะอยู่เคียงข้างนายท่านเสมอ เป็อันหยางของนายท่านตลอดไปขอรับ!”
“อันหยาง!” หลิ่วเหอมองสีหน้าจริงจังของหวังอันหยางแล้วถอนหายใจแ่เบา น้ำเสียงอ่อนโยนยิ่งขึ้น
หวังอันหยางทรุดตัวลงคุกเข่า “นายท่าน ข้าไม่อยากเป็บุตรบุญธรรมของท่าน และข้าก็ไม่อยากเป็ศิษย์ของท่านด้วย ข้า ข้าเพียงอยากเป็อันหยางของท่าน อยากเป็อันหยางของท่านเพียงคนเดียวขอรับ”
หลิ่วเหอได้ยินเช่นนี้ สายตาเขาวูบไหวเล็กน้อย หัวใจที่นิ่งสงบมาเนิ่นนานกลับเต้นตึกตักขึ้นมาอย่างที่ไม่ได้เป็มานาน “อันหยาง?”
“นายท่าน นายน้อยกับนายน้อยเฉียวแต่งงานกันแล้ว ท่านก็ควรหาใครสักคนลงหลักปักฐานบ้างนะขอรับ หากท่านยินดี ให้อันหยางเป็อนุภรรยาของท่านได้ไหมขอรับ?”
ได้ยินคำนี้ ดวงตาของหลิ่วเหอพลันมีแววต่อสู้ดิ้นรนอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ส่ายศีรษะ “ไม่ ไม่ได้”
หลิ่วเหอคิดว่านาทีนี้ เพียงเขาพยักหน้า คนผู้นี้ต้องพร้อมปักใจรักอยู่ด้วยกันกับเขาแน่ แต่อีกฝ่ายอายุเพียงสิบเก้าปี เขาทำไม่ได้ เขาทำลายคนผู้นี้ไม่ได้หรอก!
“ทำไมเล่าขอรับ? ท่านไม่อยากให้อันหยางอยู่เคียงข้างท่านไปตลอดหรือ? ให้ข้าเป็คนของท่าน ข้าก็จะอยู่กับท่านไปตลอดนะขอรับ?” หวังอันหยางมองอีกฝ่ายอย่างฉงน ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงปฏิเสธ
หลิ่วเหอมองหวังอันหยางพูดอย่างจริงใจ ไม่เสแสร้งสักนิดก็ลังเลอยู่วูบหนึ่ง ท้ายที่สุด เขาถอนหายใจพลางเรียกสติตนเองก่อนลุกจากเก้าอี้
“เ้าเหนื่อยแล้ว กลับไปงีบกลางวันสักหน่อยเถอะ!” สิ้นเสียง เงาร่างของหลิ่วเหอจากไปอย่างรวดเร็ว
“นายท่าน!” หวังอันหยางเห็นพริบตาเดียว หลิ่วเหอหายไปอย่างไร้ร่องรอย เขาเรียกแ่เบา กลับไม่ได้รับคำตอบใดกลับมา
.........
สามเดือนให้หลัง
กลางดึก หลิ่วเหอเพิ่งกลับมาถึง
หลิ่วถงเห็นเ้านายกลับมาจึงรีบเข้ามาต้อนรับ “นายท่านสาม ทำไมท่านเพิ่งกลับมาเล่าขอรับ?”
“อ้อ พบสหายเก่าหลายคน เลยดื่มกับพวกเขาเสียหลายแก้วน่ะ” หลิ่วเหอพูดพลางเดินไปห้องในเรือนด้านหลังของตน
“นายท่านสาม ให้ข้าชงชาไปให้ท่านไหมขอรับ?” หลิ่วถงมองหลิ่วเหอแล้วถามเสียงเบา
“ไม่ต้องหรอก ดึกแล้ว เ้ารีบกลับไปพักผ่อนเถิด!”
“ขอรับ!” หลิ่วถงขานรับก่อนหมุนตัวเดินจากไป
หลิ่วเหอมาถึงเรือนด้านหลัง มองห้องของตนนิดหน่อยถึงชำเลืองมองห้องขนาบที่โคมไฟยังสว่างอยู่ด้านข้าง เขาลังเลเล็กน้อยก่อนก้าวเดินเข้าไปยืนตรงหน้าต่าง มองเข้าไปเห็นคนในห้องนั่งอยู่หน้าโต๊ะ กำลังวาดยันต์อย่างตั้งใจอยู่
ก่อนหน้านี้ เขาให้หลิ่วถงเอาตำราอักขระยันต์ กระดาษยันต์ หมึกยันต์และพู่กันเขียนยันต์ขั้นหนึ่งมอบให้หวังอันหยาง ให้อีกฝ่ายสงบใจร่ำเรียนอักขระยันต์ ไม่ต้องมาปรนนิบัติ ดังนั้น สามเดือนมานี้ทั้งสองคนจึงไม่ได้พบหน้ากันสักครั้ง
สามเดือนที่ไม่ได้พบหน้า คล้ายอันหยางจะซูบผอมไปบ้าง ดูท่าควรให้หลิ่วถงเพิ่มอาหารอร่อย บำรุงร่างกายมากสักหน่อยถึงจะดี!
“นายท่าน?” หวังอันหยางเงยหน้าอย่างไม่ได้ตั้งใจ เขามองเห็นเงาร่างนั้นทอดอยู่บนบานหน้าต่างฉลุ
เงาร่างวูบไหวทีหนึ่ง หลิ่วเหอกลับเข้าไปในห้องของตน หายไปจากนอกหน้าต่างบานนั้นในทันที
“นายท่าน...” หวังอันหยางเรียกเสียงแ่ วางพู่กันเขียนยันต์ในมือลง ไล่ตามออกจากห้องไป
