เมื่อบุรุษชุดดำเดินไป เฉียวรุ่ยพลันรู้สึกถึงสายตาเย็นเยียบสองสายตกบนร่างของตน เขาเงยหน้าขึ้น มองไปทางที่มาของสายตาอย่างจนปัญญา
“เทียนฉี ข้า แค่มองเขาทีเดียวเอง เ้าทำอะไรเล่า?” เฉียวรุ่ยกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา พูดด้วยสีหน้าน้อยใจ แค่บังเอิญมองอีกฝ่ายเท่านั้น เทียนฉีนี่ขี้หึงจริงเชียว!
“ห้ามมองบุรุษคนอื่น!” หลิ่วเทียนฉีถลึงตาใส่คนรัก เรียกร้องอย่างเผด็จการ
“ได้ๆๆ ไม่มอง เทียนฉีไม่ให้ข้ามอง ข้าก็ไม่มอง” เฉียวรุ่ยเป็ฝ่ายจับมือเขา เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าประจบ
“เ้านี่นะ!” หลิ่วเทียนฉีจิ้มหน้าผากคนรักเล็กน้อย ถอนหายใจอย่างแ่เบา
ทั้งสองคนรออยู่ในโถงรับแขกเป็เวลาจิบชาหนึ่งถ้วย สตรีสวมกระโปรงสีน้ำเงินครามคนหนึ่งก็เดินออกมาจากด้านในพร้อมกับุรุษชุดดำ
“สหายผู้ฝึกตนทั้งสองท่าน นี่คือนายท่านของข้า ปรมาจารย์หลันเซียง!” บุรุษชุดดำแนะนำเสียงแ่
“ผู้เยาว์คารวะผู้าุโ!” หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยรีบคำนับ
“ศิษย์หลานทั้งสอง ไม่ต้องมากพิธี เชิญนั่ง!” หลันเซียงพูดพลางนั่งลงบนตำแหน่งเ้าบ้านด้วยท่วงท่าสบายๆ
“ขอบคุณผู้าุโ!” หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยพยักหน้า นั่งลงบนเก้าอี้ด้านข้างด้วยกัน
แม้จะบอกว่าทุกคนล้วนเป็ระดับดวงปราณ เรียกผู้าุโคำหนึ่งให้ความรู้สึกเสียเปรียบอยู่บ้าง แต่หลิ่วเทียนฉีรู้สึกว่าสตรีคนนี้อายุสองร้อยกว่าปีแล้ว เป็ย่าของตนยังได้ ดังนั้น เรียกผู้าุโสักคำย่อมไม่มีปัญหา
เฉียวรุ่ยเห็นปรมาจารย์หลันเซียง อดเลิกคิ้วไม่ได้ แม้บอกว่าอายุสองร้อยกว่าปี แต่ดูแลตนเองอย่างเหมาะสม ทั้งยังพลังระดับดวงปราณ่กลาง สภาพใบหน้าจึงดูราวกับอายุแค่ยี่สิบกว่า ช่างเหมาะสมกับบุรุษชุดดำที่อยู่ข้างกายนางอย่างยิ่ง แต่หน้าตาของคนผู้นี้ไม่ใช่สิ่งที่เฉียวรุ่ยสนใจที่สุด ที่เขาสนใจคือพลังของอีกฝ่ายต่างหาก
อีกฝ่ายกับเฉียวรุ่ยเป็สายอัคคีบริสุทธิ์เหมือนกัน แต่พลังระดับดวงปราณ่กลาง หากสู้กับนางขึ้นมา ไม่รู้ว่าตนจะสู้กับอีกฝ่ายได้กี่กระบวนท่ากันนะ?
ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ เฉียวรุ่ยชื่นชอบการต่อสู้เฉกเช่นผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ในกระดูกมีความกระหายศึกพลุ่งพล่านอยู่ เห็นบุคคลที่ท้าทายเช่นนี้ปรากฏตัวตรงหน้า ยากที่จะเลี่ยงไม่ให้มีความคิดอยากท้าสู้ขึ้นมาอยู่บ้าง
ทว่า ท่าทางกระตือรือร้นอยากลองของเขา ในสายตาของหลิ่วเทียนฉีกลับไม่ได้คิดถึงเื่นั้นแม้แต่น้อย เห็นคนรักตะลึงกับบุรุษครั้งก่อน และมาตะลึงกับหลันเซียงอีก ใบหน้าของเขาจึงดำขึ้นสามส่วน
“ไม่ทราบว่าหลานทั้งสองอยากหลอมอุปกรณ์อาคมอะไร?” หลันเซียงมองหลิ่วเทียนฉีแล้วถามเสียงเบา
“นี่...” หลิ่วเทียนฉีเลิกคิ้ว ชำเลืองมองไปทางบุรุษชุดดำที่ยืนอยู่ด้านข้าง
“อา ข้าจะไปชงชาให้สหายผู้ฝึกตนทั้งสอง!” บุรุษชุดดำเข้าใจในทันที เขาหมุนตัวออกไป
หลังเห็นบุรุษชุดดำเดินออกไปโดยไม่ลืมช่วยพวกเขาปิดประตูห้อง หลิ่วเทียนฉีก็พยักหน้าน้อยๆ หันมามองหลันเซียง
“เป็เช่นนี้ท่านปรมาจารย์ ในมือพวกเรามีอุปกรณ์อาคมขั้นสามที่เสียหายชิ้นหนึ่งอยู่ พวกเราถึงอยากซ่อมอุปกรณ์อาคมสักหน่อย!”
“อ้อ เอามาให้ข้าดูหน่อยสิ!” หลันเซียงอ้าปาก ส่งสัญญาณให้เอาอุปกรณ์อาคมออกมา
“อา อยู่นี่ขอรับ!” เฉียวรุ่ยพูดพลางเอาร่มหมื่นตะวันของตนออกมา
หลันเซียงยื่นมือไปรับร่มหมื่นตะวันที่เต็มไปด้วยรอยขาดคันนั้นมา อดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้
แปลก ทำไมอุปกรณ์อาคมที่อยู่ในมือถึงรู้สึกอบอุ่น ไม่เหมือนใครเช่นนี้นะ?
“อุปกรณ์อาคมนี่เสียหายหนักหนานัก หากซ่อมต้องเติมวัตถุดิบหลอมอุปกรณ์ก่อน” หลันเซียงพินิจร่มที่เสียหายหนักในมืออย่างละเอียดอีกเล็กน้อย บอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“พวกเราเตรียมวัตถุดิบมาแล้ว!” เฉียวรุ่ยพูดพลางเอาศิลาแสงดาวขั้นสี่ออกมา
เห็นศิลาแสงดาวขั้นสี่ก้อนนั้น หลันเซียงพลันตะลึงเล็กน้อย ในดวงตามีความละโมบสายหนึ่งแล่นผ่านก่อนจางหาย
“คิดจะผสานวัตถุดิบขั้นสี่เข้าไปในอุปกรณ์อาคมขั้นสาม นี่เท่ากับจะหลอมอุปกรณ์อาคมขั้นสี่ชิ้นหนึ่ง ราคานี้ ย่อมไม่ใช่ราคาของการซ่อมอุปกรณ์อาคมขั้นสามนะ!” หลันเซียงมองทั้งสองคน เตือนประโยคหนึ่งอย่างหวังดี
“ผู้าุโเอ่ยราคามาเถิด” หลิ่วเทียนฉีเตรียมใจกับเื่นี้มาแล้ว
“หนึ่งแสนก้อนศิลาทิพย์ นอกจากนี้ ข้าไม่รับประกันว่าจะทำสำเร็จ หากล้มเหลว ข้าไม่รับค่าเหนื่อยหนึ่งแสนก้อนศิลาทิพย์ได้ แต่ข้าจะไม่ชดใช้อุปกรณ์อาคมกับวัตถุดิบของพวกเ้า จุดนี้หวังว่าพวกเ้าจะเข้าใจ” หลันเซียงเอ่ยอย่างจริงจัง
“แน่นอน!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าเห็นด้วย
“แสน? หนึ่งแสนก้อนหรือ?” ได้ยินราคานี้ เฉียวรุ่ยกลืนน้ำลายเอื๊อกๆ รู้สึกปวดใจเล็กน้อย
พวกเขาขายสมบัติทั้งหมดที่ได้มาในแดนลับ ตอนนี้มีเพียงหนึ่งแสนห้าหมื่นก้อนศิลาทิพย์เท่านั้น อีกฝ่ายกลับอ้าปากบอกแสนก้อนเชียวนะ!
“หลอมอุปกรณ์อาคมขั้นสี่ อย่างไรก็เป็งานค่อนข้างใหญ่ และอุปกรณ์อาคมขั้นสี่ชิ้นหนึ่ง ในงานประมูลน่ะ อย่างน้อยที่สุดก็ขายได้สามแสนถึงห้าแสนก้อนศิลาทิพย์ ราคาขึ้นลงไม่เท่ากัน เพราะอย่างนั้น หนึ่งแสนก้อนศิลาทิพย์นี้นับว่าไม่สูงนัก!” หลันเซียงพูดเหมือนเป็เื่สมควร
“อ้อ!” ได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยเช่นนี้ เฉียวรุ่ยพยักหน้าเล็กน้อย ก็รู้อยู่ว่าหลอมอุปกรณ์อาคมขั้นสี่ไม่ใช่เื่ง่าย ผู้อื่นเรียกแสนก้อนศิลาทิพย์ก็สมควรแล้ว
“ตกลง นี่คือห้าหมื่นก้อนศิลาทิพย์ หลังงานเสร็จผู้เยาว์ค่อยมอบอีกห้าหมื่นก้อนศิลาทิพย์ให้ผู้าุโ” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางเอาห้าหมื่นก้อนศิลาทิพย์ออกมา มอบให้อีกฝ่ายพร้อมกับศิลาแสงดาว
“ได้ หากไม่สำเร็จ ศิลาทิพย์ห้าหมื่นก้อนนี้ ข้าจะคืนให้เ้า!” หลันเซียงรับศิลาทิพย์กับศิลาแสงดาวมา ก่อนรับประกันอย่างจริงจัง
“เช่นนี้ก็รบกวนผู้าุโแล้ว!” หลิ่วเทียนฉีพูดพลางก้มศีรษะ คำนับเต็มท่าให้ทีหนึ่ง
“สามวันให้หลัง พวกเ้าสองคนจงมารับอุปกรณ์อาคม!”
“ขอรับ ผู้เยาว์ขอตัว!” หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยลุกขึ้น เดินออกไปด้วยกัน
.........
ระหว่างทางกลับโรงเตี๊ยม เฉียวรุ่ยพลันรู้สึกด้านหลังเย็นเยียบวูบหนึ่ง พอหันไปเห็นคนรักหน้าทะมึน เขาถึงหัวเราะ “ฮ่าๆๆ เ้าทำอะไรเล่า ยังหึงอีกหรือ?”
“หลันเซียงหน้าตางามหรือ?” หลิ่วเทียนฉีจ้องอีกฝ่าย ถามอย่างไม่สบอารมณ์
“ใช้ได้ แต่แก่เกินไป!” เฉียวรุ่ยยักไหล่ บอกตามความจริง
ได้ยินเข้า หลิ่วเทียนฉีแค่นเสียงทีหนึ่ง สีหน้าผ่อนคลายลง “เ้ารู้ก็ดี ผู้หญิงคนนั้นอายุสองร้อยกว่าปีแล้ว เป็ย่าเ้าได้เลยเชียว!”
“เชอะ นางแก่เท่าไรแล้วเกี่ยวอันใดกับข้าเล่า ข้าไม่ใช่นายบำเรอของนางสักหน่อย!” เฉียวรุ่ยพูดเต็มปากเต็มคำ
“ไม่อยากเป็นายบำเรอของผู้อื่น แล้วเ้าจ้องผู้อื่นทำไมเล่า?” เขาไม่พลาดท่าทางตะลึงยามคนรักมองอีกฝ่ายหรอกนะ
“เทียนฉี เ้าไม่สังเกตหรือ? ข้ากับนางสายอัคคีบริสุทธิ์เหมือนกัน เ้าว่าหากข้าท้าสู้กับนาง ข้าจะสู้ชนะนางได้ไหม?” พูดถึงตรงนี้ เฉียวรุ่ยกลับมาเืร้อน พลุ่งพล่านเล็กน้อย
“เื่นี้พูดไม่ง่ายเลย!” เสี่ยวรุ่ยระดับดวงปราณ่ต้น หลันเซียงระดับดวงปราณ่กลาง หากพูดถึงวิชาพลังทิพย์ เสี่ยวรุ่ยย่อมสู้อีกฝ่ายไม่ได้ แต่เสี่ยวรุ่ยเป็ผู้ฝึกยุทธ์ พลังยุทธ์ย่อมสูงกว่าช่างหลอมอุปกรณ์คนหนึ่งมาก ฉะนั้น หากลงมือกันขึ้นมาจริง ใช่ว่าเสี่ยวรุ่ยจะไร้กำลังต่อสู้
“ไม่เช่นนั้น สามวันให้หลัง ข้าขอไปท้าสู้ดูสักหน่อยนะ?” เฉียวรุ่ยจับแขนหลิ่วเทียนฉี หารือกับคนรักเสียงเบา
“อย่าได้คิดเชียว จัดการเื่อุปกรณ์อาคมเรียบร้อย พวกเราจะไปจากที่นี่” ล้อเล่นอะไร หลิ่วเทียนฉีไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย จะให้เฉียวรุ่ยไปท้าสู้กับคู่ต่อสู้ระดับดวงปราณ่กลางคนหนึ่งได้อย่างไรเล่า? เื่อันตรายปานนั้น เขาไม่มีทางให้เสี่ยวรุ่ยไปทำหรอก
“อ้อ ก็จริง พวกเรายังต้องเร่งเดินทางไปแคว้นเทียนโยวนี่!” เื่ไปจิ่นโจวตามหาบิดาไม่อาจชักช้าได้
“รู้ก็ดี!” พูดถึงเร่งเดินทาง คนรักก้มศีรษะลงทันที หลิ่วเทียนฉียกมุมปากอย่างพึงพอใจพลางคิด ‘เสี่ยวรุ่ยนี่นะ รู้จักความเหมาะสมเสียด้วย!’
“โอ๊ะ พี่สาวมาดูเร็ว นี่ใคร?”
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเดินไปพักหนึ่ง กลับถูกผู้ฝึกตนหญิงเดินเข้ามาขวาง
เห็นคนที่มา หลิ่วเทียนฉีอึ้งไปนิดหน่อย ชั่วขณะหนึ่งเขาจำไม่ได้ แต่เมื่อเฉียวรุ่ยเห็นสตรีสองคนนั้น ใบหน้าน้อยเริ่มดำทะมึน ดวงตาทั้งคู่แดงดั่งโลหิตเพราะความเคียดแค้น
“ฮ่าๆๆ ข้ายังคิดว่าใครกัน? ที่แท้ก็สารเลวที่เห็นคนจะตายกลับไม่ช่วยสองคนนั่นเอง!” สตรีชุดแดงเห็นหลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยก็ถลึงตาใส่อย่างดูแคลนทีหนึ่ง ท่าทางที่มองพวกเขาเหมือนมองของโสโครกที่ทั้งสกปรกและน่าเกลียดสองกอง
“ฉินซวงซวง ฉินฟางฟาง พวกเ้าคนต่ำช้า!” เฉียวรุ่ยใช้มือชี้ทั้งสองคน ตะเบ็งเสียงคำราม ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นอย่างที่สุด
คิดถึงเื่บนเขาเทียนมู่ที่คนต่ำช้าสองคนนี้ผลักตนกับต่งเฟิงเข้าใส่สัตว์อสูร และเพื่อช่วยตน เทียนฉีจึงถูกอสูรแมงมุมสุนัขน่ารังเกียจแทงทะลุหัวไหล่ หลั่งเืมากมาย ได้รับาเ็หนัก เฉียวรุ่ยนึกแค้นจนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน อยากฉีกคนต่ำช้าพวกนี้ไปเลี้ยงสัตว์อสูรยิ่งนัก
ได้ยินคนรักะโชื่อพวกนาง หลิ่วเทียนฉีจึงนึกออกว่าสองคนนี้เป็ผู้ใด
“ที่แท้ก็คนรู้จักเก่าแก่นี่เอง!” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสองคนก่อนยกมุมปากเ็า ใบหน้าเย็นเยียบประหนึ่งเกล็ดน้ำแข็ง
คนต่ำช้าสองคนนี้ถึงกับลอบเล่นงานเสี่ยวรุ่ย ไม่รู้จักกลัวตายจริงๆ วันนี้ต้องให้พวกนางได้ชดใช้
“ฮ่าๆๆ พวกเ้าสองคน ไม่ใช่ว่าไปร่วมการคัดเลือกของวิทยาลัยเซิ่งตูหรือ? นี่สามสิบปีผ่านไปแล้ว ทำไมยังพลังระดับสร้างรากฐาน่ต้นอยู่อีก?” ฉินซวงซวงมองหลิ่วเทียนฉีที่มีสีหน้าเย็นเยียบกับเฉียวรุ่ยที่สองตาแดงดั่งโลหิต สีหน้าคั่งแค้นพลางหัวเราะถาม
“พี่สาว คนธรรมดาบ้านๆ เช่นนี้อย่างพวกเขาจะเทียบกับท่านได้อย่างไรเล่า? ท่านเป็ถึงอัจฉริยะแห่งการฝึกฝนเชียวนะ” พูดถึงตรงนี้ ฉินฟางฟางก็หัวเราะเบาๆ
“เฮอะ!” หลิ่วเทียนฉีแค่นเสียงทีหนึ่ง เกือบถูกฉินฟางฟางคนนี้ทำให้โมโหจนหัวเราะแล้ว
สามสิบกว่าปี จากระดับสร้างรากฐาน่ต้นมาถึงระดับสร้างรากฐาน่กลาง ความเร็วนี้เรียกอัจฉริยะได้ด้วยหรือ? ถ้าเช่นนั้น ชื่ออัจฉริยะนี่ก็ราคาถูกจริงนะ!
“พวกเ้าคนต่ำช้า ข้าจะฉีกพวกเ้าเป็ชิ้นๆ ไปเลี้ยงสัตว์อสูร!” เฉียวรุ่ยมองสองพี่น้องที่หัวเราะอย่างโอหังแล้วเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน กล้าทำร้ายเทียนฉีของข้า สมควรถูกสับศพเป็หมื่นท่อน!
เห็นฉินซวงซวงระดับสร้างรากฐาน่กลางกับฉินฟางฟางระดับสร้างรากฐาน่ต้น หลิ่วเทียนฉีเม้มริมฝีปาก ไม่พูดถ้อยคำไร้สาระ โยนยันต์เขตแดนแผ่นหนึ่งออกมา ปิดผนึกมิติทั้งหมดไว้ทันที
“ฮ่าๆๆ เ้ากล้าปิดผนึกมิติ? ช่างกล้าจริงนะ!” ฉินฟางฟางััได้ว่าฉับพลัน ข้างกายไม่มีคนเดินเท้าสักคนก็กะพริบตาอย่างไม่อยากเชื่อ หัวเราะเสียงดัง
“เ้าตัวไม่รู้จักกลัวตาย ปีนั้นพวกเ้าเห็นคนจะตายกลับไม่ช่วยที่เขาเทียนมู่ ทำให้พวกเราถูกคัดออกตกรอบ วันนี้ข้าจะให้พวกเ้าชดใช้!” พูดถึงตรงนี้ ฉินซวงซวงก็ชักแส้ของตนออกมา
“ถูกต้อง จะให้พวกเ้าสุนัขที่เห็นคนจะตายไม่คิดช่วยได้รู้ถึงความร้ายกาจของพวกเราพี่น้องตระกูลฉินสักหน่อย” ฉินฟางฟางพูดพลางเอากระบี่อาคมขั้นสามเล่มหนึ่งออกมา
“คนต่ำช้าคู่นี้ ข้าจะแก้แค้นให้เทียนฉี เชือดพวกเ้าสุนัขสองตัวนี้เสีย!” ไม่รอให้หลิ่วเทียนฉีลงมือ เฉียวรุ่ยพูดจบก็พุ่งเข้าใส่สองพี่น้องอย่างเคียดแค้นเป็คนแรก
เห็นคนรักขยับก่อน หลิ่วเทียนฉีจึงรั้งอยู่ที่เดิมไม่ขยับ! อย่างไรก็แค่คนโง่เขลาพลังวัตรระดับสร้างรากฐานสองคน เสี่ยวรุ่ยจัดการได้อยู่แล้ว
