“เอาล่ะๆ ละครฉากนี้ทุกท่านต่างก็ชมกันมาพอสมควรแล้ว ถึงเวลาก็แยกย้ายกันเถอะ อย่าไปทำลายบรรยากาศบุปผาหน้าแสงจันทร์ของชาวบ้านเลย พี่ิหย่งก็ปล่อยวางเสียเถิด รับเคราะห์หนักมาขนาดนี้ อีกประเดี๋ยวออกจากวังน้องชายขอเป็เ้ามือเลี้ยงสุราอาหารที่หอไป่ฮวาโหลวสักมื้อเป็อย่างไร” หลี่โย่วโม่กระดกมุมปากอย่างมีเลศนัย เก็บพัดเสียบไว้ด้านหลังก่อนดึงอวี้ิหย่งแยกออกมาจากซือหม่าหลิงอวิ๋น ยิ้มแป้นจนตาหยีพลางเกลี้ยกล่อม
คุณหนูคุณชายที่ล้อมอยู่รอบด้านได้ยินวาจาของเขาแล้ว ก็มองไปที่ซือหม่าหลิงอวิ๋นและโม่เสวี่ยิ่ที่ยืนอยู่ไม่ไกลกันอย่างดูแคลน ต่างรู้สึกว่าคุณหนูใหญ่สกุลโม่ไม่รู้จักกาลเทศะ ไร้จรรยาสตรี แม้แต่ในวังหลวงก็ยังกล้านัดพบบุรุษสองต่อสอง มิหนำซ้ำยังคิดทำลายชื่อเสียงน้องสาวของตนเอง ทั้งมัวเมาในราคะและโเี้อำมหิตเป็ที่สุด
สตรีเช่นนี้บ้านไหนจะกล้าแต่งไปเป็สะใภ้ หลังจากกลับไปต้องบอกญาติสนิทมิตรสหายให้รู้ทั่ว อย่าคิดแต่งคุณหนูใหญ่สกุลโม่ผู้นี้เข้าจวนเด็ดขาด
ยามนี้ละครก็ดูจบแล้ว ต่างหมุนตัวเตรียมแยกย้ายกันไป เื่ไม่ดีไม่งามอย่างนี้อยู่ห่างๆ ไว้ดีกว่า
“ช้าก่อนคุณชายอวี้ วันนี้ท่านต้องมีคำอธิบายให้ข้า มิเช่นนั้นข้าจะวิ่งเอาศีรษะชนกำแพงตายเดี๋ยวนี้” มือของโม่เสวี่ยิ่สั่นระริก ครานี้มิใช่การเสแสร้ง แต่ร้อนใจอย่างแท้จริง ยามนี้ผู้คนยังอยู่ หากรอจนจากไปกันหมด ชื่อเสียงของนางก็นับว่าถูกทำลายลงแล้วจริงๆ ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ต้องอธิบายให้ชัดเจน
นางกัดฟันถลึงตาใส่อวี้ิหย่ง จับมือโม่ซิ่วรีบเดินไปขวางหน้าเขาไว้ หากปล่อยให้อีกฝ่ายจากไป นางย่อมไม่มีโอกาสแก้ตัว
“มีอะไร นัดผู้อื่นไว้ไม่พอ ยังคิดจะดึงข้าไปร่วมวงด้วยหรือ เช่นนั้นก็ต้องขออภัยจริงๆ ข้ามิได้มีรสนิยมเช่นนั้น” อวี้ิหย่งไม่นำพาว่าคนรอบข้างจะมองอย่างไร วาจาเยี่ยงนี้หยาบคายเป็ที่สุด โม่เสวี่ยิ่น้ำตาร่วงพรู ปล่อยมือจากโม่ซิ่วแล้วเดินไปเก็บกระดาษที่ตกบนพื้นแผ่นนั้นขึ้นมา ทันทีที่เห็นข้อความหน้าก็ซีดขาวราวกับกระดาษ
“คืนนี้ยามฉลู[1] พบกันที่ศาลาฉิงฟางเก๋อ ลงท้าย... ซือหม่า”
มิน่าเล่าทุกคนจึงชี้ความผิดไปที่ซือหม่าหลิงอวิ๋น นางมั่นใจว่ากระดาษแผ่นนี้มิใช่ซือหม่าหลิงอวิ๋นเป็ผู้เขียนแน่ ตนเองตกอยู่ในอันตราย เขาไม่มีทางทำเื่โง่งมเช่นนี้เด็ดขาด แล้วกระดาษแผ่นนี้มาอยู่ในแขนเสื้อของนางั้แ่เมื่อไร กระดาษที่โม่ซิ่วส่งให้แผ่นนั้นต้องเป็ของจริง นางจูงมือสาวใช้ยืนอยู่ในท่ามกลางฝูงชน แต่ก็เว้นระยะห่างกับพวกเขาอยู่ระดับหนึ่ง ผู้ใดจะสามารถเปลี่ยนแผ่นกระดาษที่อยู่ในแขนเสื้อเพื่อโยนบาปกลับมาโดยที่นางไม่รู้ตัวได้เล่า
ไม่ได้! ไม่ว่าอย่างไรวันนี้นางจะไม่ยอมถอย ต้องสู้ให้ถึงที่สุด
“คุณชายอวี้ ท่านดูจากตรงไหนจึงบอกว่าจดหมายนี้เขียนถึงข้า และอาศัยสิ่งใดมากล่าวหาว่าข้านัดพบกับบุรุษ ข้ามาที่นี่เพราะคำเชิญของน้องหญิงสาม มิได้มาทำเื่บัดสีกับผู้ใด มาถึงคุณชายก็หยิบแจกันมาฟาดหัว อย่างนี้ไม่สู้ตีให้ตายไปเลยเล่า ข้าจะได้จากไปอย่างบริสุทธิ์ผุดผ่อง” โม่เสวี่ยิ่ร้องไห้น้ำตานองหน้าดั่งดอกสาลี่ต้องพิรุณ ยื่นกระดาษในมือส่งให้อวี้ิหย่ง ขบริมฝีปากด้วยสีหน้าทุกข์ระทม
“จดหมายตกลงมาจากแขนเสื้อตนเองชัดๆ หากไม่ใช่ของเ้าแล้วจะเป็ผู้ใด” อวี้ิหย่งกล่าวด้วยสีหน้ารำคาญใจ หญิงงามร้องไห้ปานบุปผาพร่างพิรุณ แม้จะดูน่าสงสาร แต่เพราะประสบการณ์ที่เจอมาก่อนหน้านี้ ทำให้เขาไม่มีอารมณ์ถนอมบุปผาแม้แต่น้อย
“นี่ไม่ใช่ของข้า เป็ของน้องสะ... เอ๊ย ไม่ใช่ เป็ของที่ข้าเก็บได้ตอนมาถึงต่างหากเล่า”
“น้องสามน้องสี่อะไรที่ไหน ของตนเองชัดๆ” อวี้ิหย่งตัดบทอย่างไม่ไว้หน้า
ริมฝีปากของหลี่โย่วโม่หยักขึ้นเล็กน้อยเผยแววเยาะหยัน ครานี้มิได้เกลี้ยกล่อมอวี้ิหย่งต่อเหมือนเมื่อครู่ กลับดึงพัดที่เสียบไว้ด้านหลังออกมาคลี่ออกแล้วโบกให้แรงขึ้นอีก อากาศหนาวถึงเพียงนี้ยังพัดเสียจนผู้คนที่ยืนอยู่ด้านข้างทนไม่ไหวต้องถอยห่างออกไป แล้วร่วมชมละครกันต่อ
“ไม่ใช่นะ คุณหนูของเราแค่หวังดี” โม่ซิ่วเข้ามาประคองโม่เสวี่ยิ่แล้วหันไปโต้ตอบอย่างเหลืออด
“คุณหนูของเ้าน่ะหรือหวังดี? ดีกับผีน่ะสิ ตนเองนัดหมายพลอดรักกับบุรุษแท้ๆ ยังให้นายท่านอย่างข้ามาเป็แพะรับบาป อีกหน่อยเกิดท้องโตจะคลอดลูก คงไม่มาหาว่าข้าเป็พ่อเด็กใช่หรือไม่” อวี้ิหย่งตวาดลั่น
คำกล่าวนี้แม้จะหยาบคาย แต่ก็ช่วยคลายบรรยากาศอันตึงเครียด เมื่อนึกถึงความกำเริบเสิบสานของคุณหนูใหญ่ผู้นี้แล้ว ทุกคนต่างหัวเราะกันเกรียวกราว
โม่ซิ่วหน้าแดงเถือก หมุนตัวกลับไปหมายจะโต้กลับ แต่ถูกโม่เสวี่ยิ่โอบจากด้านหลังและอุดปากไว้ด้วยท่าทางลนลาน “โม่ซิ่วอย่าพูดซี้ซั้ว”
“คุณหนูของเ้ายอมรับแล้ว เห็นหรือไม่ ตัวเป็แค่สาวใช้จะพูดสิ่งใดมากมาย แต่ก็ไม่แน่นะ ซื่อจื่ออาจจะเมตตาเ้าอีกคนด้วยก็ได้ แบบนั้นก็ไม่เลว นายบ่าวร่วมปรนนิบัติคนคนเดียวกัน แหม... เจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อช่างมีวาสนานัก” อวี้ิหย่งรู้สึกว่าหากไม่ได้ระบายความคับแค้น โทสะคงจุกอกตาย
มารยาร้อยเล่มเกวียนของโม่เสวี่ยิ่นำมาใช้กับคนผู้นี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย หากปล่อยให้เป็เช่นนี้ต่อไป ชื่อเสียงของนางต้องถูกทำลายจนย่อยยับ จึงขยิบตาให้สาวใช้ทีหนึ่ง โม่จิ่นย่อมเข้าใจความหมาย
“คุณหนู บ่าวต้องพูดให้ได้ หากไม่พูดคุณหนูก็ต้องถูกปรักปรำจนตาย แม้ว่าจะเห็นแก่คุณหนูสามจึงปิดบังไว้ แต่คนที่ต้องตายก็คือท่านนะเ้าคะ” โม่ซิ่วดิ้นรนจนหลุดจากมือของโม่เสวี่ยิ่ แล้วคุกเข่ากอดขาโม่เสวี่ยิ่ร้องไห้ ก่อนหันไปประกาศกับทุกคน
“พวกท่านอย่ามาปรักปรำคุณหนูใหญ่ กระดาษแผ่นนี้มิใช่ของนาง แต่เป็ของคุณหนูสามต่างหาก คุณหนูมาที่นี่เพราะน้องสาวเชิญมา เมื่อมาถึงก็พบกระดาษแผ่นนี้ตกอยู่จึงเก็บเอาไว้ คุณหนูจะพูดออกมาเพื่อทำลายชื่อเสียงของคุณหนูสามได้อย่างไร ดังนั้นถึงต้องถูกทุกคนปรักปรำก็ยังไม่ยอมปริปาก แต่บ่าวทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว เื่นี้มิใช่ความผิดของคุณหนูของบ่าวเสียหน่อย เหตุใดต้องมาทนแบกรับในสิ่งที่ไม่ได้ก่อด้วยเล่า ขอให้คุณหนูคุณชายทุกท่านช่วยเป็พยานให้คุณหนูของบ่าวด้วย” กล่าวจบก็หมอบลงโขกศีรษะกับพื้นอย่างแรง จนหน้าผากมีเืไหลซึมออกมา
“โม่ซิ่ว!” โม่เสวี่ยิ่กระโจนเข้ามาจากด้านหลัง ทรุดกายลงโอบกอดสาวใช้ของตนเองไว้แล้วร้องไห้อย่างหนัก เป็การยืนยันว่าสิ่งที่โม่ซิ่วกล่าวมาเป็เื่จริง
“คุณหนู อย่าโทษบ่าวเลยนะเ้าคะ บ่าวไม่อาจทนเห็นคุณหนูถูกปรักปรำแล้วยังไม่ยอมเอ่ยเหตุผล ได้แต่เก็บงำความทุกข์ไว้ในใจผู้เดียว คุณหนู... ท่านมีจิตใจดีงามรักพี่น้องมากมายถึงเพียงนี้ หากคุณหนูสามมีความจริงใจต่อท่าน แล้วเหตุใดจึง...” โม่ซิ่วสะอึกสะอื้นหายใจแทบไม่ทัน หันกลับไปโอบโม่เสวี่ยิ่ สองนายบ่าวต่างกอดกันกลม ร้องไห้ปานน้ำตาจะเป็สายเื
ภาพเหตุการณ์ฉากนี้ทำให้โม่เสวี่ยถงรู้สึกไร้วาจา ครั้งนี้โม่เสวี่ยิ่ตั้งใจจะเล่นงานตนเองให้ได้ หากไม่ตายก็จะกัดไม่ปล่อย ชาติที่แล้วก็เพราะถูกละครฉากนี้ของพวกนางหลอกเอาจนซาบซึ้งมิใช่หรือไร สุดท้ายจึงต้องตายอย่างน่าอนาถเช่นนั้น
มุมปากพลันยกโค้งขึ้นบางๆ แต่รอยยิ้มนั้นกลับไปไม่ถึงก้นบึ้งดวงตา ซึ่งมีเพียงความเ็าก่อตัวอยู่
ภาพเหตุการณ์ในชาติก่อนกับตอนนี้ทับซ้อนเข้าด้วยกันอย่างน่าประหลาด ยังคงเป็โม่เสวี่ยิ่และโม่ซิ่วที่โขกศีรษะกับพื้นจนเือาบเหมือนเดิม มือของนางกำแน่น ปล่อยให้ความเ็ปจากเล็บที่จิกเข้ากลางฝ่ามือซึมซาบเข้าไปในหัวใจ
ตอนนั้นซือหม่าหลิงอวิ๋นนั่งอยู่บนเก้าอี้ตัวใหญ่ มองโม่เสวี่ยิ่ด้วยแววตาเวทนาสงสาร ฟังพี่สาวแสนดีของนางบอกว่ารักน้องสาวมากจึงช่วยปกปิดความผิด บุรุษผู้นั้นปวดใจจนทนไม่ไหวเข้าไปประคองพี่สาวของนาง แล้วปลอบประโลมด้วยถ้อยคำอ่อนโยน โดยไม่สนใจตนเองซึ่งเป็ภรรยาที่ถูกเขาทุบตีจนล้มอยู่ที่พื้นแม้แต่น้อย ยามนั้นหัวใจของนางแสนเ็ป เจ็บจนไม่อยากมีชีวิตอยู่ คิดไม่ถึงว่าชาตินี้ ยังต้องมาเห็นเหตุการณ์เดิมซ้ำอีก
เืในกายพลันระอุในชั่วพริบตา ภาพเหตุการณ์ยามนั้น จำได้ว่าสายตาของซือหม่าหลิงอวิ๋นเต็มไปด้วยการดูิ่เหยียดหยาม ท้ายที่สุดดวงตาของโม่เสวี่ยิ่ก็ฉายแววอำมหิตออกมา ตอนนั้นพี่สาวแสนดีก็สร้างเื่ว่านางแอบมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับบ่าวชายในเรือนกระมัง ทำเป็สงสารว่าตนเองเสียโฉม แต่ก็ยังค่อยๆ ทรมานให้เหมือนตายทั้งเป็ ตอนนั้นนางแสร้งสวมหน้ากากจอมปลอมทำเป็ต่อสู้เพื่อปกป้องน้องสาว แสดงออกราวกับว่าเป็นางเองที่ปกปิดทุกอย่าง หลังจากนั้นก็ให้โม่ซิ่วออกมาเผยความจริง
ถ้อยคำเยาะหยันของโม่เสวี่ยิ่ยังดังก้องอยู่ในหู ได้ยินความจริงที่เกี่ยวข้องกับการตายของมารดา ถูกกรอกสุราพิษเ็ปทรมาน วันนั้นเปลวเพลิงลุกโชติ่ ตนเองดิ้นทุรนทุรายอยู่ในกองเพลิง แต่พวกเขากลับหัวเราะอย่างมีความสุข มองความทุกข์ทรมานของนางเป็ความหฤหรรษ์ ความแค้นที่ไม่มีวันลบเลือนผุดออกมาจากส่วนลึกของหัวใจ
นางนึกว่าแค่ตนเองแสร้งทำเป็ไม่สนใจก็คงลืมไปได้ทีละน้อย แต่ลืมนึกไปว่าความเจ็บแค้นนั้นฝังรากลึกถึงกระดูก แทรกซอนอยู่ในสายเืทุกหยาดหยดในร่างกาย ชีวิตนี้เกิดมาเพื่อทวงหนี้แค้น ต่อให้ต้องลงนรกขุมลึกที่สุด ก็ต้องลากพวกเขาจมลงไปด้วยกันให้ได้
เล็บแหลมคมจิกแน่นเข้ากลางอุ้งมือ รู้สึกเหนียวหนึบ แต่กลับไม่เจ็บแม้แต่น้อย
“เป็อะไรไป แม้ว่าเห็นข้าแล้วจะรู้สึกขวางหูขวางตา ก็ไม่ต้องเค้นอารมณ์สุดกำลังขนาดนั้นก็ได้” น้ำเสียงเนิบนาบวนเวียนอยู่ข้างหู แฝงด้วยอารมณ์หยอกล้ออยู่หลายส่วน “เด็กดี... ผ่อนคลายลงเถิด ทำใจให้สบาย”
ใครกันนะ ที่พูดกับนางด้วยน้ำเสียงฟังดูใกล้ชิดสนิทสนม เจือไปด้วยความห่วงใย อ่อนโยนและรู้สึกเวทนาสงสารเยี่ยงนี้
ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเืพาดผ่านช้อนขึ้นเล็กน้อย เนตรหงส์โฉบเฉี่ยวคู่หนึ่งกะพริบปริบๆ จ้องนางอยู่ เมื่อเห็นแววตาพราวระยับฉายอารมณ์เ้าชู้จึงรู้ว่าเป็เฟิงเจวี๋ยหร่าน และรู้สึกได้ว่าอุ้งมือที่ปลายเล็บจิกลงไปหาใช่ของตนเอง เมื่อคลายมือออก เขาก็ยื่นให้ดู จึงเห็นฝ่ามือขาวกระจ่างถูกตนเองใช้เล็บจิกจนเป็แผลมีเืซึมออกมา
นางขบริมฝีปากสงวนวาจา ดวงตาก่ำโลหิตยังคงเลื่อนลอย ความหนาวเหน็บและอ้างว้างล้นออกมาจากดวงตา กลิ่นอายเย็นะเืดั่งปีศาจแผ่กำจายออกมาจากทุกอณู ดวงตาแม้มองไปเบื้องหน้า ทว่าเหมือนอยู่อีกโลกหนึ่ง
ตัวนางในยามนี้ทำให้เขารู้สึกเหมือนคนแปลกหน้า ราวกับไม่ใช่ดรุณีน้อยผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสาคนนั้นอีก แต่คล้ายเป็ิญญาที่หลุดออกมาจากปรโลก ทำให้เขารู้สึกหนาวสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
นี่คือความโกรธแค้นหรือ? เฟิงเจวี๋ยหร่านหรี่ตาสังเกต ความแค้นเยี่ยงไรจึงทำให้ดวงหน้าอ่อนโยนของนางแปรเปลี่ยนเป็ความเกลียดชังอันไร้ขอบเขตเช่นนี้… เป็แรงอาฆาตที่หนักหน่วงเกินไปหน่อยกระมัง
เมื่อมองไปตามทิศทางที่สายตาของนางจับจ้องอยู่ จึงพบว่าเพียงชั่วพริบตา เหตุการณ์ก็พลิกผันอย่างใหญ่หลวง โม่เสวี่ยิ่กอดโม่ซิ่วร้องไห้เสียใจจนเป็ลมหมดสติไป เหลือเพียงสาวใช้ที่กอดผู้เป็นายเอาไว้และร้องเรียกไม่หยุด อวี้ิหย่งมุ่นคิ้วขมวด ทันใดนั้นก็ถอยออกไปสองก้าว มีคนผู้หนึ่งก้าวเข้ามาแล้วกระซิบข้างหูเขาสองสามประโยค
คนผู้นั้นโผล่ออกมาจากฝูงชน สีหน้าของอวี้ิหย่งฉายแววลำพองและระอาใจในคราวเดียวกัน หลังจากนั้นก็ดูเปลี่ยนไปเป็คนละคน ก้าวเข้ามาหาโม่เสวี่ยิ่และกล่าวอย่างสุภาพ “ต้องขออภัยที่เสียมารยาทกับคุณหนูใหญ่ ที่แท้เื่นี้ก็เป็การเข้าใจผิด ล่วงเกินคุณหนูไปมากมายจริงๆ”
ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต่างตะลึงพรึงเพริด
ใครจะคิด เมื่อชั่วเค่อที่ผ่านมา คนผู้นี้ยังด่าทอสร้างความอัปยศให้ผู้อื่นด้วยวาจาหยาบคายอยู่เลย ผ่านไปเพียงไม่นานกลับกลายเป็สุภาพบุรุษผู้อ่อนโยนไปเสียแล้ว
“โอ้... เ้าจะมาไม้ไหนอีกล่ะทีนี้” หลี่โย่วโม่เอียงคอมองอย่างงุนงง แล้วถามถึงสิ่งที่ทุกคนในที่นั่นต่างก็คิดอยู่ในใจ
“เื่นี้ที่แท้เป็ความเข้าใจผิดกันจริงๆ เมื่อครู่มิทันไตร่ตรองให้กระจ่าง วันนี้ข้าดื่มเยอะเกินไป หลับๆ อยู่ได้ยินเสียงคนเข้ามา ตอนนั้นกำลังสะลึมสะลือสติไม่กระจ่างชัดไพล่นึกว่าเป็โจร เลยคว้าแจกันฟาดไปมั่วๆ ไม่คิดว่าจะเป็คุณหนูใหญ่ ล่วงเกินมากไปแล้วจริงๆ”
อวี้ิหย่งหัวเราะขณะกล่าวอย่างสุภาพ ดั่งกลายร่างเป็คุณชายผู้สง่างาม หากมิใช่เพราะลักษณะท่าทางที่ไม่เสริมส่ง ทุกคนคงคิดว่าบุรุษที่แสดงท่าทางกักขฬะหยาบคายเมื่อคู่มิใช่ตัวเขาไปแล้ว
…………………………………………………………………………………………………………..
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ยามฉลู คือ่เวลา 1:00-3:00 น.
