“เหตุใดจึงต้องร้อนรนทั้งที่ข้ายังมิทันได้พูดอะไรออกมาด้วยซ้ำ”
“มี่อิง...เราต่างเป็ศิษย์ร่วมสำนักอาจารย์เดียว ใยข้าจักมิรู้นิสัยของเ้าว่าเป็เช่นไร ขอบอกไว้ก่อนว่าอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกับจิ้นเหอเป็เด็ดขาด”
“หนุ่มรูปงามผู้นั้นชื่อจิ้นเหอหรือนี่ ที่หวงห้ามเพราะเ้าคงอยากได้ไว้เองกระมัง...ฟางซิน เ้าเป็ถึงประมุขพรรคอย่าลืมกฎของสำนักบุปผา์ก็แล้วกัน ผู้ใดผิดกฎปักใจรักต่อชายใดถึงขั้นตกลงปลงใจจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันแล้วไซ้ต้องถูกทำลายวรยุทธ์ด้วยการกลืนพิษกุหลาบพันปีให้กลายเป็คนวิปลาศแล้วถูกขับไล่ออกจากพรรค แม้แต่คนที่เ้ารักก็ต้องถูกฆ่าให้ตายต่อหน้าโดยไร้ความปราณี เ้าก็รู้ดีว่ามิเคยมีใครได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่ตัวเองรักแม้แต่ผู้เดียว หรือหากเ้าทนต่อความ้าของตัวเองมิไหวก็ทำอย่างข้าสิ มิต้องใช้ชีวิตอยู่กับผู้ใด แค่ลิ้มลองเล่นให้สนุกแล้วฆ่าให้ตายเมื่อพอใจจะตีจาก”
“ข้ามิเคยลืมกฎของพรรค แค่เห็นว่าเขาเป็คนดี มิใช่ชายที่มองอิสตรีเป็ของเล่นดังเช่นเหล่าคนที่เ้าเคยพานพบพวกนั้น”
“จำคำพูดของเ้าไว้ก็แล้วกัน!”
มี่อิงะโขึ้นไปนั่งบนขอบหน้าต่าง ใบหน้าสวยซึ้งของนางเคียดขึ้งด้วยคำสัพยอกของเพื่อนร่วมสำนัก นางจ้องมองฟางซินด้วยแววตาแห่งความอาฆาตแค้น
“ฟางซิน เ้าอย่าได้ลืมคำพูดของตัวเองเป็เด็ดขาด หากวันใดที่เ้าหลงลืมข้านี่แหละที่จะช่วยเตือนความจำของเ้าะเอง!”
นางมารดอกไม้เงินะโด้วยวิชาตัวเบาลอยละลิ่วหายไปในความมืดของราตรีอาบแสงจันทร์เสี้ยว ฟางซินสะบัดแขนเสื้อเบา ๆ ให้บานหน้าต่างปิดลงแล้วนางจึงหย่อนตัวลงนั่งบนเตียงอย่างครุ่นคิด หัวใจของนางยามนี้เต็มไปด้วยความว้าวุ่น นางมิเคยหวาดหวั่นต่อคำว่าร้ายของมี่อิงที่มักเหน็บแนมเสียดสีเื่นิสัยใจคอของตนเองบ่อยครั้ง หากคราวนี้กลับรู้สึกถึงความประหลาดที่เกิดขึ้นข้างในราวกับเืไหลวนผิดแผกและทำให้สติของนางเริ่มฟุ้งซ่าน ฟางซินนึกถึงคำกล่าวของหยางเซิงไต้ซือว่าผู้ฝึกวรยุทธจากคัมถีร์เฟิงเหลยนั้นต้องกระทำด้วยสมาธิและใจต้องนิ่งราวขุนเขาตระหง่านท่ามกลางหมู่เมฆ หากเกิดความว่อกแวกใจหยั่งคิดเื่อื่นจะทำให้พลังหยินหยางในตัวแปรปรวนสับสนและอาจเป็อันตรายหากควบคุมกำลังลมปราณที่ไหลเวียนมากกว่าคนธรรมดาไม่อยู่ มันจะทำลายพลังภายในตัวยิ่งกว่าถูกพิษจากเข็มนับหมื่นเล่มและผู้ที่ฝึกคัมภีร์นี้มิสำเร็จกลางคันอาจเป็ผู้วิปลาสได้
“ข้าจะไม่รักใคร...ไม่มีความรัก...ไม่มีความรัก”
ฟางซินเตือนตัวเองแล้วรวบรวมพลังวัตต์ด้วยการนั่งสมาธิเพื่อควบคุมกำลังลมที่แปรปรวนภายในกระทั่งถึงเวลาใกล้รุ่งของอีกทิวา และเมื่อฟ้าสางนางจึงจัดแจงอาบน้ำแต่งตัวเพื่อลงไปยังชั้นล่างของโรงเตี๊ยมก็เห็นว่าจิ้นเหอและหวังซื่อกำลังนั่งดื่มน้ำชากันอยู่ก่อนแล้ว
“ฟางซิน เ้าตื่นแล้วรึ...มากินอะไรกันก่อนเถิด เดี๋ยวข้ากับจิ้นเหอจะเข้าไปส่งเ้าในหมู่บ้าน”
หวังซื่อเรียกหญิงสาวที่เดินเข้าไปหย่อนตัวลงนั่งแต่ก็เห็นว่าบนโต๊ะยังไม่มีสำรับใด ๆ นอกจากถ้วยน้ำชาตรงหน้าบุรุษทั้งสอง
“ข้ากับหวังซื่อตื่นนานแล้ว แต่ข้ายังมิอยากไปปลุกเ้าเพราะคิดว่าเ้าอาจยังเหนื่อยล้าจากการเดินทางและ้าพักผ่อน”
จิ้นเหอกล่าว เขาอยู่ในชุดรัดกุมสวมทับด้วยเสื้อคลุมสีดำเพื่อพรางดาบและอาวุธที่พกติดตัวมิให้เป็ที่สงสัยและใแก่คนในโรงเตี๊ยม ฟางซินจ้องมองบุรุษตรงหน้าและเก็บเร้นความรู้สึกบางอย่างเมื่อได้รู้ว่าเขามิใช่ชาวบ้านธรรมดาสามัญทั่วไป จิ้นเหอเป็ผู้ชายที่สง่างามทว่าใบหน้าของเขานั้นกลับเยียบเย็นราวศิลาแม้แต่วาจายังลุ่มลึกสุขุมยิ่ง
“ข้ารอให้เ้าตื่น อีกเดี๋ยวเสี่ยวเอ้อก็จะนำสำรับมาวางให้ กินให้อิ่มเสียก่อนเดินทางไปหาญาติของเ้า”
“ขอบคุณมาก ท่านจิ้นเหอ...บุญคุณครั้งนี้ของท่านข้าจักมิลืม”
“เราช่วยเหลือกัน มิต้องคิดสิ่งใดดอกคิดว่าเป็วาสนาต่อกันที่ได้มาพบในยามยาก “
“แล้วหลังจากนี้ท่านกับหวังซื่อจะไปไหนกันต่อ”
“ข้าจะเดินทางไปยังพรรคเฟิงอี้ตามที่เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมนี้บอกไว้ คิดว่าคงเดินทางต่อไปไม่ไกล”
“ท่านคงมีธุระสำคัญมาก”
“มันเป็ธุระที่ข้าต้องสะสางให้เสร็จสิ้น...เอ้อ...ก่อนที่ข้าจะกลับ”
เมื่อพูดจบเสี่ยวเอ้อก็นำอาหารมาวางเต็มโต๊ะก่อนจะถามขึ้นว่า
“ท่านไม่รับเหล้าสักไหหรือขอรับ เพิ่มรสชาติอาหารได้ดีนัก ทำให้เจริญอาหาร ดื่มแล้วกระชุ่มกระชวย”
หวังซื่อยิ้มแล้วตอบ “เราไม่ดื่มของเมาเวลาเดินทาง ดื่มจนเมาเดี๋ยวจะหลับกลางทางไปได้มิถึงไหน”
“แหม...ท่านก็จิบสักเล็กน้อยพอเป็กระศัยสิขอรับ เพื่อให้ได้ความรื่นรมย์เวลาเดินทาง เพียงสักจอกน้อยก็เดินทางต่อไปได้อีกหลายร้อยลี้ แหะๆ”
เสี่ยวเอ้อยิ้มแหย ๆ จิ้นเหอเพียงเหลือบมองและมีรอยยิ้มมุมปากก่อนที่เขาจะลงมือทานอาหารโดยมิได้กล่าวว่ากระไรหลังจากนั้น ฟางซินคอยสังเกตอาการของคนตรงหน้าและเห็นว่าในแววตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความครุ่นคิดสงสัย จิ้นเหออาจยังแคลงใจเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน หากนางก็ทำได้เพียงแค่มองอย่างเงียบ ๆ และเมื่อกินอาหารแล้วทั้งสามจึงออกจากโรงเตี๊ยมและเดินทางเข้าหมู่บ้านซึ่งใช้เวลาเพียงไม่นาน มันเป็หมูบ้านที่ไม่เล็ก ๆ อย่างจิ้นเหอคิดไว้เพราะมีผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ในตลาดยามเช้าและมีบ้านเรือนทั้งหลายตรอกซอกซอย คนทั้งสามเดินเข้าไปแต่ก็ไม่เป็ที่สังเกตของใครว่ามีคนแปลกถิ่นปะปนเข้ามาในที่นั้น จิ้นเหอนำทางกระทั่งเดินไปหยุดที่ตรอกหนึ่ง เขาหันไปถามฟางซินที่เดินตามขณะเขากับหวังซื่อจูงม้านำหน้า
“ฟางซิน...เห็นทีว่าข้าต้องส่งเ้าตรงนี้ เ้าอาจไปถามไถ่คนในหมู่บ้านว่าญาติของเ้าอยู่ที่ไหน”
“ขอบคุณท่านมาก ท่านจิ้นเหอ...วันหนึ่งข้าคงมีวาสนาได้พบท่านอีกและคงได้ทดแทนบุญคุณที่ท่านช่วยข้าไว้”
“มิเป็ไร ข้าเต็มใจจะช่วยเหลือแต่มิอาจช่วยเ้าได้มากกว่ามาส่งจนสุดทางเพราะข้ามีภาระที่ต้องเดินทางต่อ”
“ขอบคุณท่าน...ขอบคุณท่านหวังซื่อด้วยค่ะ”
ฟางซินหันไปแสดงความขอบคุณผู้ติดตามที่มองหญิงสาวเหมือนสงสาร
“ดูแลตัวเองดี ๆ ล่ะ...ฟางซิน ข้ากับจิ้นเหอคงต้องไปก่อน”
ฟางซินพยักหน้ารับและมองคนทั้งสองจูงม้าเดินออกไป นางชะเง้อมองแต่ไม่ยอมเดินไปไหนขณะที่จิ้นเหอกับหวังซื่อเดินต่อไปจนออกจากเขตหมูบ้าน
“นางช่างน่าสงสารนะนายท่าน”
หวังซื่อกล่าวขึ้นเมื่อเดินไปตามทางลาดชันท่ามกลางแนวป่าและขุนเขา จิ้นเหอหยุดชะงักและหันกลับมายังคนสนิท
“ใครหรือ?”
“แม่นางฟางซินอย่างไรเล่า นางคงมาตามหาญาติของนาง และมิรู้ว่าจะได้เจอหรือไม่ นางเป็ผู้หญิงสวยเกรงว่าจะมีภัยอย่างที่พบเมื่อคืนก่อน”
“นางเข้าไปในหมู่บ้านแล้วคงมิเป็ไรเพราะอาจมีญาติของนางคอยให้ความช่วยเหลือ หากมิติดภาระสำคัญเราคงช่วยเหลือนางได้มากกว่านี้”
“ท่านคงยังคิดถึงซูฉี...คู่หมายของท่าน ข้ารู้ว่าตอนนี้ท่านทุกข์ใจอย่างมากกับการจากไปของนาง”
“มิมีวันใดที่ข้ามินึกถึงคนรัก แม้พบกันต้องจากพรากหากแต่ข้ากับนางมีวาสนาต่อกันน้อยไป”
จิ้นเหอวางมือที่กุมเชือกจูงม้าก่อนล้วงหยิบของบางอย่างในเสื้อคลุมออกมา เป็ปิ่นปักผมดอกไม้อันเล็กที่มองคราใดหัวใจของเขาก็เ็ปยิ่งนัก สักครู่แม่ทัพหนุ่มรู้สึกถึงลมไหววูบพัดผ่านใบหน้า
“นายท่าน...”
หวังซื่อกล่าวไม่ทันจบก็ผงะเมื่อจิ้นเหอยกมือขึ้นเป็สัญญาณให้เขาหยุด แม่ทัพหนุ่มเอียงหน้าและกล่าวเบา ๆ ว่า
“มีคนตามเรามา”
“อะไรนะท่าน”
“เ้ารออยู่ที่นี่...ข้าจะไปดูเอง”
จิ้นเหอออกคำสั่งเสียงต่ำแต่หนักแน่นก่อนใช้วิชาตัวเบาะโขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่และจับดาบที่เหน็บเอวไว้มั่น สักครู่เขาจึงะโลงไปหยุดด้านหลังใครคนหนึ่งที่หยุดกึกเช่นกัน ร่างนั้นสวมเสื้อคลุมและทำให้แม่ทัพหนุ่มรีบชักดาบออกจากฝักจ่อไปที่ด้านหลังตรงลำคอของคนที่แอบตามมา
