“หัวเทียน”
สือชิงและไช่เยว่ต่างก็เคยเจอกับเนี่ยเทียนมาก่อนที่ห้องฝึกตนของกองบัญชาการกะโหลกเื
ทว่าความทรงจำที่พวกเขามีต่อเนี่ยเทียนหยุดอยู่แค่ความแปลกประหลาดของคนผู้นี้ที่ใช้วิธีซึ่งอาจมองเป็การโกงอย่างหนึ่งมาทำให้ปราณิญญาในห้องฝึกตนของท้าย์สูญเสียการควบคุม
---พวกเขาไม่คิดว่าเนี่ยเทียนจะมีฝีมือที่ร้ายกาจเช่นนั้นจริงๆ
และก็ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพอจำเนี่ยเทียนได้ แต่ก็ไม่ล้ำลึกเท่าใดนัก
กลับเป็หวังจัวและจ้าวเฟิงเสียอีกที่ก่อนหน้านี้ไม่นานเห็นฝีมือของเนี่ยเทียน จึงมีความเชื่อมั่นในตัวเนี่ยเทียนไม่น้อย
ผู้แข็งแกร่งคนอื่นๆ ที่เหลือของกะโหลกเืซึ่งมีกู๋อวี่เป็ผู้นำต่างก็คลางแคลงใจอย่างมากเพราะไม่รู้จักเนี่ยเทียนเลยสักนิดเดียว
แค่เด็กคนหนึ่งที่มีตบะกลาง์่ต้น อาศัยอะไรถึงสามารถช่วยเหลือนางมารเผยจอมเผด็จการในเทือกเขาฮ่วนคง และยังมีนายน้อยแห่งกะโหลกเืของพวกเขาได้?
เนี่ยเทียนที่ถูกทุกคนจับตามองมีสีหน้าเรียบเฉย ยักไหล่แล้วกล่าวอย่างถ่อมตัว “ไม่หรอก ข้าเองก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก”
ไช่โยวหัวเราะเฮอๆ ไม่คิดจะอธิบายอย่างละเอียด แต่พูดกับกู๋อวี่แห่งกะโหลกเืว่า “ท่านลุงกู่ (ชื่อของกู๋อวี่ 谷羽 เดิมทีหากอ่านแยกคำต้องเป็ กู่ 谷และอวี่ 羽แต่เนื่องจากเมื่อเอามารวมเป็ชื่อเดียวกัน วรรณยุกต์ของทั้งสองคำเป็เสียงสามทั้งคู่ ตามหลักภาษาจีนจึงต้องผันคำหน้าเป็วรรณยุกต์เสียงสอง ให้อ่านเป็กู๋) บนร่างท่านมีป้ายตัวตนของขุนนางต่างถิ่นหรือไม่?”
กู๋อวี่อึ้งงัน แล้วจึงควักเอาป้ายตัวตนหนึ่งแผ่นขึ้นมาส่งให้กับเขาพร้อมถาม “จะเอาเ้านี่ไปทำอะไร?”
ไช่โยวรับป้ายนั้นมาก็สูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง แล้วมอบให้กับเนี่ยเทียนด้วยสีหน้าจริงจัง “หัวเทียน ข้าขอใช้ตัวตนของบุตรชายแห่งผู้นำกะโหลกเืรับเ้าเข้าเป็ขุนนางฝ่ายนอกของกะโหลกเือย่างเป็ทางการ ป้ายนี้ก็คือสิ่งของแทนตัวของเ้า!”
ทุกคนของกะโหลกเืเห็นว่าไช่โยวจริงจังถึงเพียงนี้ก็พากันหน้าเปลี่ยนสี
การรับผู้แข็งแกร่งเข้าเป็ขุนนางฝ่ายนอกของกะโหลกเื โดยทั่วไปแล้วไม่ได้ง่ายดายขนาดนี้ ทางกะโหลกเืจำเป็ต้องประเมินความสามารถของขุนนางต่างถิ่นก่อน
ในสายตาของกะโหลกเื มีเพียงบุคคลที่แข็งแกร่งมากพอจนแม้แต่พวกเขาเองก็ยังไม่กล้าล่วงเกินง่ายๆ เท่านั้น กะโหลกเืถึงจะมอบป้ายตัวตนนี้และดึงให้เข้ามาอยู่ในกะโหลกเืโดยมอบฐานะขุนนางฝ่ายนอกให้
จนถึงกระทั่งทุกวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ฝึกลมปราณคนใดที่มีตบะเพียงกลาง์่ต้นแล้วได้รับการปฏิบัติที่พิเศษจากกะโหลกเืมาก่อน
เนี่ยเทียนเป็เพียงข้อยกเว้นเดียว
หากคนที่มอบป้ายนี้ไม่ใช่ไช่โยว แต่เป็คนอื่นๆ ของกะโหลกเื บางทีกู๋อวี่และสือชิงอาจจะเอ่ยคัดค้าน
แต่ไม่ว่าจะเป็กู๋อวี่และสือชิงต่างก็รู้จักไช่โยวดี รู้ว่านอกจากเื่ของเผยฉีฉีที่ทำให้ไช่โยวไร้สติแล้ว เื่อื่นๆ เขาก็แทบไม่เคยทำผิดพลาดเลย
ไช่โยวยอมรับเนี่ยเทียนเข้ามาย่อมมีเหตุผลแน่นอน!
“ขอบคุณมาก” เนี่ยเทียนรับป้ายตัวตนนั้นมาภายใต้การจับตามองของทุกคน แล้วก็เก็บไปไว้โดยไม่คิดจะดูให้ละเอียดด้วยซ้ำ
“ต่อไปทุกคนก็คือคนกันเองแล้ว” ไช่โยวยิ้มน้อยๆ แล้วก็ไม่ได้อธิบายอะไรมากเกี่ยวกับเนี่ยเทียน แต่พูดกับกู๋อวี่แทนว่า “ท่านลุงกู่ การกระทำของเดือนดับในครั้งนี้ก็เพื่อ่ชิงค่ายกลนำส่งที่ฉีฉีจัดวางไว้ในเทือกเขาฮ่วนคง และ้าจับตัวฉีฉี...”
เขาเล่าเหตุการณ์ให้กู๋อวี่และสือชิงฟังอย่างละเอียด แต่เื่ที่หนีรอดออกมาจากการโอบล้อมของพวกหม่าจิ่วแห่งเดือนดับได้อย่างไรนั้นเขากลับพูดเพียงคร่าวๆ เท่านั้น
“เดือนดับระดมกำลังพลมากมายแต่ไม่ได้รับผลพวงใดกลับไป ทั้งยังสูญเสียคนของตัวเองไปเปล่าๆ” ไช่โยวมีสีหน้าดูแคลน “ในเมื่อท่านลุงกู่นำกำลังมาด้วยตัวเองแล้ว ข้าก็จะต้องสร้างบทเรียนที่ลึกล้ำให้แก่เดือนดับ! เมื่อพวกเขากล้าลงมือต่อข้าและฉีฉีก็ต้องเตรียมรับมือไว้ให้พร้อม!”
“พวกเราย่อมไม่ยอมรามือง่ายๆ อยู่แล้ว” กู๋อวี่พยักหน้า
อันดับต่อมา กู๋อวี่ สือชิงและไช่โยวก็เริ่มปรึกษากันเกี่ยวกับเื่ที่ว่าจะจัดการกับพวกคนของเดือนดับอย่างไร
กู๋อวี่พูดคุยกับไช่โยวพลางหยิบเอาหินส่งข้อความเสียงก้อนหนึ่งมาสื่อสารกับสมาชิกของกะโหลกเืที่กระจายตัวอยู่ใกล้ๆ ให้พวกเขาตามหาร่องรอยของเดือนดับต่อไป หากได้ข่าวเมื่อใดต้องรายงานมาทันที
เนี่ยเทียนและเผยฉีฉียืนอยู่ข้างๆ ไม่ได้เข้าร่วมการพูดคุยของกะโหลกเื จึงมองไปรอบด้านอย่างเบื่อหน่าย
และเวลานี้เอง ไช่เยว่ที่ต่างกายเป็ชายก็มาหยุดยืนอยู่ข้างกายเผยฉีฉีอย่างเงียบเชียบแล้วถลึงตาใส่นางพร้อมกดเสียงพูดเบาๆ “เป็เพราะเ้าอีกแล้ว! ไม่มีเ้า พี่ชายข้าก็ไม่ต้องตกอยู่ในอันตราย! ผู้หญิงเช่นเ้าทำร้ายพี่ชายข้าไปกี่ครั้งแล้ว? หากพี่ชายข้าเป็อะไรขึ้นมาเพราะเ้าจริงๆ ล่ะก็ ข้าไม่มีทางปล่อยเ้าไปแน่!”
ไช่เยว่ราวกับลูกเสือตัวน้อยที่แสยะเขี้ยวฟ้อนเล็บใส่เผยฉีฉีด้วยท่าทางดุร้าย
เผยฉีฉีเชิดลำคอที่เรียวยาวขึ้น เหม่อมองท้องฟ้า ไม่ได้สนใจนางั้แ่แรก ทำราวกับนางเป็อากาศ
ไช่เยว่ข่มขู่เบาๆ อีกพักหนึ่ง พอเห็นว่าเผยฉีฉีไม่โต้ตอบในใจก็ยิ่งเดือดดาล แต่ดูเหมือนนางเองก็รู้ว่าตัวเองไม่สามารถทำอะไรเผยฉีฉีได้
นางที่ไฟโทสะลุกไหม้หัวใจจึงย้ายสายตามายังเนี่ยเทียนที่อยู่ข้างกายเผยฉีฉีซึ่งกำลังมองนางอย่างสนใจ
“มองอะไรของเ้า?” นางหันหัวหอกเข้าหาเนี่ยเทียน เอ่ยอย่างขุ่นเคือง “เื่คราวก่อนข้ายังไม่ได้คิดบัญชีกับเ้าเลยนะ! ข้าฝึกฝนของข้าอยู่ดีๆ เป็เพราะเ้าที่ดึงเอาปราณิญญาในห้องฝึกตนของข้าไป ทำให้ปราณิญญาของข้าเบาบางจนไม่ได้ฝ่าทะลุขอบเขตกลาง์ตามเวลาที่กำหนด”
“หากไม่เป็เพราะเ้า ตอนนี้ข้าก็เหยียบเข้าสู่ขอบเขตกลาง์ และได้มาเทือกเขาฮ่วนคงตั้งนานแล้ว!”
“เ้าถ่วงเวลาการฝึกตนของข้า บอกมาเดี๋ยวนี้ว่าจะชดใช้ให้ข้าอย่างไร?”
“หา” เนี่ยเทียนที่โดนแทงอย่างไม่รู้เื่รู้ราวก็ทำหน้างงงัน “ข้าก็จ่ายหินวิเศษที่มากพอตามกฎให้แล้วไม่ใช่หรือ? เ้าไม่ฝ่าทะลุสู่ขอบเขตกลาง์แล้วมาเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?”
“ข้าไม่สน มันเป็เพราะเ้านั่นแหละ!” ไช่เยว่เอ่ยอย่างเอาแต่ใจ
“ปราณิญญาสูญเสียการควบคุม...” เผยฉีฉีที่เงยหน้ามองท้องฟ้าขมวดคิ้วน้อยๆ เหลือบมองเนี่ยเทียนด้วยความใคร่รู้ ทำสีหน้าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
“เ้า้าอย่างไร?” เนี่ยเทียนขมวดคิ้ว เริ่มรำคาญสาวน้อยที่ไร้เหตุผลผู้นี้เสียแล้ว
ไช่เยว่ยังคิดจะทำให้เนี่ยเทียนลำบากใจต่อ ทว่าพวกกู๋อวี่ที่ปรึกษาว่าจะจัดการกับเดือนดับอย่างไรกลับมีสีหน้ามืดมน
“คนของพวกเราเจอกับพวกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองโพ่เมี่ยตรงจุดใกล้ๆ กันนี้ คนเ่าั้เห็นกับตาตัวเองว่าคนของเดือนดับกลับไปยังฐานที่ตั้งของพวกมันแล้ว” กู๋อวี่ฮึดฮัด “ไอ้พวกนั้นมันก็ดีแต่ลอบกัด พวกมันน่าจะรู้ว่าพวกเรามาแล้วถึงได้ถอนทัพออกไปทันที”
“พวกมันหดหัวกลับไปแล้ว พวกเราก็ไม่มีวิธีรับมือที่ดีเท่าไหร่แล้วจริงๆ” สือชิงกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ไม่รู้ที่ตั้งของเดือนดับหรือ? บุกเข้าไปฆ่าตรงๆ ก็ได้แล้วไม่ใช่หรืออย่างไร?” เนี่ยเทียนสอดคำพูดขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจนัก
เมื่อได้ยินประโยคนี้ สมาชิกมากมายของกะโหลกเืต่างก็ใช้สายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อนมองมาที่เขา
ไช่โยวรู้ว่าเนี่ยเทียนเพิ่งจะมาอยู่อาณาจักรเลี่ยคงได้ไม่นาน จึงมีหลายเื่ที่เขายังไม่รู้แน่ชัด เลยยิ้มน้อยๆ พร้อมเอ่ยอธิบาย “หัวเทียน ฐานที่ตั้งแห่งนั้นของเดือนดับก็เหมือนกับฐานที่ตั้งของกะโหลกเืเราในเทือกเขาฮ่วนคง ซึ่งมีค่ายกลนำส่งห้วงมิติอยู่แห่งหนึ่ง ค่ายกลนำส่งห้วงมิตินั้นสามารถทำให้เดือนดับโยกย้ายยอดฝีมือมาจากพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างได้ตลอดเวลา”
“หากพวกเราลงมือกับพวกเขาที่นั่น ไม่นานศูนย์บัญชาการใหญ่ของเดือนดับในพื้นที่ที่ถูกทิ้งร้างก็จะส่งผู้แข็งแกร่งจำนวนมากมาให้ความช่วยเหลือ”
“พอถึงเวลานั้น พวกเราก็เท่ากับรนหาที่ตาย จะหนีก็หนีกลับมาไม่ได้”
ได้ยินเขาพูดเช่นนี้ เนี่ยเทียนจึงเข้าใจขึ้นมาทันที เขาเลยพยักหน้ารับ ยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ความเกินไป
“ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้เสียเลย” เผยฉีฉีพลันเอ่ยแทรก แล้วพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย “ไม่นานมานี้ข้าเพิ่งบรรลุเวทลับห้วงมิติครั้งใหม่ อีกทั้งข้ายังได้รับหยกคงหลิงมาเป็จำนวนมาก ข้ามั่นใจว่าใน่ระยะเวลาสั้นๆ สามารถทำให้ค่ายกลนำส่งแห่งมิติที่เดือนดับจัดวางไว้ในเทือกเขาฮ่วนคงเสียประสิทธิผลได้”
“ตอนที่ค่ายกลนำส่งแห่งมิตินั้นใช้ไม่ได้ พวกเราสามารถสังหารคนของเดือนดับได้เป็จำนวนมาก ขอแค่ถอนกำลังทันเวลาก็ไม่น่ามีปัญหา”
ระหว่างที่พูดเช่นนี้ ดวงตาสุกสกาวราวดวงดาราของเผยฉีฉีก็เปล่งประกายแสงคมกริบเ็า
พวกกู๋อวี่และสือชิงมองเห็นสายตาของเผยฉีฉีก็รู้ว่านางมารเผยคงโกรธเข้าแล้วจริงๆ ครั้งนี้จึงหมายจะกวาดล้างเดือนดับให้เกลี้ยง
“ข้ารู้สึกว่าทำได้!” ไช่โยวเสนอความเห็นก่อนเป็คนแรก เขาพูดกับสือชิงและกู๋อวี่ว่า “ครั้งนี้พวกหม่าจิ่วเสียหายไม่น้อย กำลังของพวกเขาในเทือกเขาฮ่วนคงไม่น่าจะเทียบกับพวกเราได้ อีกอย่างหากพวกเราเร็วมากพอ ก็อาจจะเจอกับพวกหม่าจิ่วก่อนที่พวกเขาจะเดินทางไปถึงฐานที่ตั้ง”
“เมื่อเป็เช่นนี้ พวกเราก็สามารถสังหารพวกหม่าจิ่วได้!”
“หากพวกหม่าจิ่วถูกถ่วงเวลาระหว่างทาง ตอนหลังเมื่อพวกเราไปถึงฐานที่ตั้งของพวกมัน พวกเราก็สามารถให้ฉีฉีระงับค่ายกลนำส่งแห่งมิติของเดือนดับแล้วเปิดฉากสังหารครั้งใหญ่ จากนั้นก็ถอนกำลังออกมาอย่างรวดเร็ว!”
“ท่านพี่! ท่านคิดทำเื่โง่ๆ อีกแล้วนะ!” ไช่เยว่กรีดร้องเสียงแหลม
กู๋อวี่ใคร่ครวญอยู่ครู่ใหญ่ แล้วจึงหันไปมองสือชิงด้วยท่าทางที่สนใจอย่างมาก “พี่สือ ท่านว่าอย่างไร?”
สือชิงครุ่นคิดแล้วจึงหันมาถามเผยฉีฉีอย่างจริงจัง “คุณหนูเผย เ้ามั่นใจจริงหรือไม่ว่าสามารถระงับค่ายกลนำส่งแห่งมิติของเดือนดับได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง?”
เผยฉีฉีพยักหน้า
สือชิงจึงสูดลมหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้งแล้วเอ่ยกับกู๋อวี่ “ข้ารู้สึกว่าสามารถลองดูได้”
กู๋อวี่หัวเราะฮาๆ เสียงดัง “ดี! ถ้าอย่างนั้นก็ไปเล่นกับเดือนดับกันสักหน่อย คราวนี้อาศัยกำลังของคุณหนูเผย พวกเราไปทำลายรังโจร บุกเข้าไปฆ่าถึงฐานที่มั่นของเดือนดับในเทือกเขาฮ่วนคงเสียเลย!”
ผู้แข็งแกร่งของกะโหลกเืต่างก็ได้รับอิทธิพลจากคำพูดของกู๋อวี่ แต่ละคนจึงฮึกเหิมพร้อมต่อสู้
“พวกเราไป!”
-----
