ยันต์ดอกไม้ไฟเริ่มเป็ที่รู้จักนับั้แ่วันเกิดของเฉียวรุ่ย เกิดเป็กระแสนิยมดอกไม้ไฟ่หนึ่งในวิทยาลัยเซิ่งตู หลังจากนั้น หอหมื่นสมบัติได้ขายเพียงเ้าเดียวจนเกิดกระแสนิยมในนครเซิ่งตูอีกพักหนึ่ง
ยันต์ดอกไม้ไฟขายดีอยู่หนึ่งเดือนกว่า ผู้ใช้ยันต์มากมายล้วนพากันซื้อ แต่ยังไม่มีผู้ใช้ยันต์สักคนวาดเลียนแบบได้สำเร็จ ด้วยเหตุนี้ ยันต์นี้จึงกลายเป็วิชาเฉพาะของพ่อลูกตระกูลหลิ่ว
.........
ณ วิทยาลัยเซิ่งตู ในเรือนน้อยของหลิ่วเทียนฉี
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยเห็นศิษย์จากตำหนักรักษากฎหลายคนมาเยือนจึงรีบออกมาต้อนรับ
“คารวะศิษย์พี่ทุกท่าน!”
“ศิษย์น้องหลิ่ว ศิษย์น้องเฉียว!” ผู้มาเยือนมองทั้งสองคนทีหนึ่ง เอ่ยทักทายพวกเขากลับเสียงเบา
เห็นอีกฝ่ายมากันทั้งหมดสามคน แต่ละคนมีพลังระดับสร้างรากฐาน่ปลาย เฉียวรุ่ยเผลอกัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว คนของตำหนักรักษากฎมาคราวนี้ต้องไม่ใช่เื่ดีแน่
“ศิษย์พี่ทั้งสาม เชิญด้านในขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสามคนอย่างนอบน้อม เชิญเข้ามาในเรือน
“ไม่ต้องหรอกศิษย์น้องหลิ่ว พวกเรามาทำงานตามระเบียบเท่านั้น ถามไม่กี่ปะโยค เสร็จธุระก็กลับ!” ศิษย์พี่ที่เป็หัวหน้าบอกอย่างจริงจัง
“ศิษย์พี่ เชิญถามขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีมองอีกฝ่ายเล็กน้อย ยิ้มนิดๆ ก่อนตอบ
“ศิษย์น้องทั้งสอง สามเดือนก่อน พวกเ้าพบพวกอู๋กังหรือไม่?”
“อู๋กัง? ศิษย์ของวิทยาลัยยันต์หรือขอรับ? ไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนนะขอรับ?” รู้อยู่แต่แสร้งถาม
“ไม่ ไม่ใช่คนของวิทยาลัยยันต์ เป็คนของวิทยาลัยควบคุมสัตว์อสูร พวกเขามีทั้งหมดห้าคน อู๋กังเป็ชายฉกรรจ์หยาบคาย ใบหน้าเคราดกครึ้มเชื่อมถึงจอนผม ข้างกายเขามีเ้าลิงผอม เ้าไข่ดำ เ้าขวานและเ้าหกเป็ลูกน้องสี่คนน่ะ!”
“ห้าคน? วิทยาลัยควบคุมสัตว์อสูร? นี่...” หลิ่วเทียนฉีลูบคาง ทำท่าเหมือนครุ่นคิด
“เทียนฉี ใช่ศิษย์พี่เ่าั้ที่เก็บค่าคุ้มครองตอนพวกเราเพิ่งมาถึงวิทยาลัยหรือเปล่า?” เฉียวรุ่ยมองหลิ่วเทียนฉีก่อนถามอย่างตั้งใจ
“ใช่ ข้านึกออกแล้ว มีไม่กี่คนที่เข้ามาเก็บค่าคุ้มครองจากพวกเรา และพวกเขายังซ้อมข้ากับเสี่ยวรุ่ยยกหนึ่งก่อนเอาศิลาทิพย์หกพันก้อนของพวกเราไปอีก!” หลิ่วเทียนฉีทำเหมือนคิดขึ้นได้พลางบอกใช่ย้ำๆ
“หลังถูกซ้อมเล่า? พวกเ้าได้พบพวกเขาอีกหรือไม่?” ศิษย์พี่ที่เป็หัวหน้าจ้องทั้งสอง ถามอีกครั้ง
“ไม่ขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีส่ายศีรษะบอก
“ข้าก็ไม่พบเช่นกัน!” เฉียวรุ่ยส่ายศีรษะบอกเช่นกัน
“อ้อ!” ศิษย์พี่ที่เป็หัวหน้าได้ยินก็พยักหน้า
“คิดดูให้ดีอีกรอบ พวกเ้าพบหรือไม่?” ศิษย์พี่อีกคนหนึ่งถาม
“ไม่ขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยส่ายศีรษะ ปากบอกเป็เสียงเดียวกัน
“ศิษย์พี่ ดูท่าพวกเราจะมาเสียเที่ยวกระมัง!” คนที่เอ่ยถามมองศิษย์พี่ที่เป็หัวหน้าพลางถอนหายใจ
“ใช่ เ้าพวกนี้มีศัตรูเป็โขยง ยังมาหายตัวไปสามเดือนอีก ไยจะหาง่ายปานนั้นเล่า?”
“ใช่ขอรับ!” ศิษย์น้องพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ทำไมหรือขอรับ ศิษย์พี่ห้าคนนั้นหายตัวไปอย่างงั้นหรือ?” หลิ่วเทียนฉีมองทั้งสามคนที่พูดคุยกัน ถามกลับอย่างสงสัย
“ไม่ต้องถามมาก เื่นี้ไม่เกี่ยวกับเ้า!” ศิษย์พี่ที่เป็หัวหน้าบอกเสียงเ็า
“ขอรับ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าแล้วหุบปาก ไม่กล้าถามอีก
“ยังมีอีกเื่หนึ่ง หลิ่วอู่เป็พี่สาวร่วมตระกูลของเ้าสินะ?”
“ขอรับ นางเป็พี่สาวร่วมตระกูลคนที่ห้า” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า ยอมรับในความสัมพันธ์
“เมื่อสามวันก่อน พี่สาวของเ้าก็หายตัวไปเช่นกัน หลิ่วซือมาหาพวกเราที่ตำหนักรักษากฎเพื่อยื่นเื่ให้ตามหา จนถึงวันนี้ก็ยังหาไม่พบ เ้าเป็น้องร่วมตระกูลของนางก็ช่วยหาเข้าเถอะ!”
“ขอรับศิษย์พี่!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้าตอบรับ
ทั้งสองคนประสานมือคารวะ มองส่งศิษย์พี่ทั้งสามคนเดินจากไป
.........
หลิ่วเทียนฉีกับเฉียวรุ่ยสบตากันทีหนึ่ง ทั้งคู่เดินกลับมาในเรือนน้อย
“เทียนฉี พวกเขาจะไม่กลับมาถามอีกใช่ไหม?” เฉียวรุ่ยมองคนรัก พูดอย่างเป็กังวล
“วางใจเถอะ ไม่ว่าพวกเขาถามอย่างไร หากพวกเรากัดฟันปฏิเสธบอกพบห้าคนนั้นเพียงครั้งเดียว พวกเขาย่อมไร้หลักฐาน ไม่กล้าทำอันใด และตอนนี้ข้าเป็ศิษย์ของอาจารย์ใหญ่ ถ้าหลักฐานของพวกเขาไม่แ่าพอ ก็แตะพวกเราไม่ได้หรอก”
อันที่จริง การหายตัวไปในวิทยาลัยเซิ่งตูเป็เื่ที่พบเจอบ่อย หากตามหา่เวลาหนึ่ง เมื่อหาเบาะแสใดๆ ไม่พบก็จบ เพราะการหายตัวไป เป็เื่ที่ได้แต่ยอมรับว่าพวกเขาโชคร้ายเอง
“อืม ก็จริง!” พอนึกขึ้นได้ว่า ณ ตอนนี้ เทียนฉีมีอู๋ฉิงเป็อาจารย์ที่พร้อมหนุนหลัง ความมั่นใจของเฉียวรุ่ยยิ่งเพิ่มมากขึ้น
“สาวน้อยหลิ่วอู่นั่นเกิดเื่อะไรขึ้น เ้ารู้ไหม?” หลิ่วเทียนฉีมองคนรักก่อนถาม
“อ้อ ข้าก็ไม่รู้ชัดนัก ห้าวันก่อนตอนเข้าชั้นเรียน ข้ายังเห็นนางอยู่เลยนะ? หลังจากนั้นข้าได้ยินว่านางไปวิทยาลัยโอสถ ซื้อโอสถแล้วทะเลาะกับใครสักคนเข้า ต่อจากนั้นก็ไม่รู้แล้ว สองวันนี้ที่ข้าขึ้นเวทีประลองยังไม่พบนางเลย!”
ได้ยินคำบอกเล่าของเฉียวรุ่ย หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า “เข้าใจแล้ว”
ในนิยายต้นฉบับ เมื่อหลิ่วอู่มาถึงวิทยาลัยเซิ่งตูได้สามเดือน นางไปกระทบกระทั่งกับนักหลอมโอสถหญิงคนหนึ่งระหว่างซื้อโอสถที่วิทยาลัยโอสถจนลงไม้ลงมือกันหนักหน่วง หลังจากนั้น นางถูกคู่ชีวิตของนักหลอมโอสถหญิงคนนั้นตามล้างแค้น ทำร้ายจนถึงชีวิต และยังถูกอสูรเลี้ยงของผู้ฝึกตนชายกินเข้าไปด้วย ดูท่าเื่นี้จะเกิดขึ้นแล้วกระมัง!
เฮ้อ หลิ่วอู่ ยัยคนปากมากไม่มีสมอง ในที่สุดก็หนีไม่พ้นโชคชะตาที่นิยายต้นฉบับวางเอาไว้!
“เทียนฉี เ้าเป็ห่วงนางงั้นหรือ? เช่นนั้นพวกเราก็ไปหานางกันดีไหม?” เฉียวรุ่ยเห็นคนรักสีหน้าไม่ค่อยดีจึงถามเสียงเบา
“ไม่ต้องหรอก ท่านพ่อตัดขาดกับพวกนางแล้ว แม่คนนั้นไม่เกี่ยวข้องกับพวกเราอีก” ที่เขาเศร้าใจ เพราะคนเหล่านี้ล้วนถูกกำหนดให้ไม่อาจหนีพ้นโชคชะตาจากนิยายต้นฉบับ ไม่ใช่เพราะยัยอัปลักษณ์นั่นหรอก
“ก็ ก็ใช่ บ้านใหญ่กับบ้านรองต่างไม่ใช่คนดี!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“เสี่ยวรุ่ย อย่ามองว่าในวิทยาลัยมีกฎห้ามเข่นฆ่าศิษย์ร่วมสำนักตามใจเชียว ที่จริง ผู้คนมากมายนักที่ยังคงหายสาบสูญอย่างไม่มีสาเหตุ ฉะนั้น อยู่ในวิทยาลัยแห่งนี้ ไม่ว่าทำอะไรเ้าต้องระวังตัวอยู่เสมอ เข้าใจไหม?” แม้ไม่อาจเข่นฆ่าได้อย่างโจ่งแจ้ง แต่การลอบฆ่าเช่นนี้น่ากลัวไม่น้อยไปกว่ากัน!
“อืม ข้าจะระวัง!” เฉียวรุ่ยพยักหน้า จดจำถ้อยคำกำชับของคนรักไว้ในหัวใจ
“ไปเถอะ วันนี้พวกเราไปห้องแรงโน้มถ่วงกัน!”
“ได้สิ!” เฉียวรุ่ยพยักหน้ารับ เดินออกจากประตูบ้านไปพร้อมกัน
.........
ผ่านไปหลายวัน ตำหนักรักษากฎมาพบพวกเขาอีกสองครั้ง เป็การสอบถามตามระเบียบ พอไม่พบสิ่งใดที่มีประโยชน์จึงไม่กลับมาหาอีก ทำให้ทั้งสองคนโล่งอก
และวันนี้ หลิ่วซือมาพบหลิ่วเทียนฉี
เขาเห็นหลิ่วซือผอมซูบลงไปมากอย่างเห็นได้ชัดจึงขมวดคิ้ว นางฉลาดที่สุดในพี่น้องสามคนถึงอยู่ได้นานหน่อย แต่ในฐานะตัวประกอบคนหนึ่งที่แย่งพระเอกกับนางเอก อีกไม่กี่ปีนางก็จะตายเหมือนกัน นี่คือสิ่งที่นิยายต้นฉบับวางเอาไว้!
“น้องเจ็ด!” หลิ่วซือเห็นหลิ่วเทียนฉีก็ร้องเรียกอย่างะเืใจ รีบโผเข้าอ้อมแขนเขา
“เ้า?” เฉียวรุ่ยเห็นหลิ่วซือโถมเข้าใส่อ้อมแขนหลิ่วเทียนฉีดื้อๆ พลันโกรธจนใบหน้าน้อยแดงก่ำ สีหน้าฉายชัดถึงความหงุดหงิด
“พี่สี่!” หลิ่วเทียนฉีตะลึงวูบหนึ่ง รีบร้อนพยุงอีกฝ่าย เขายังจับต้นชนปลายไม่ถูกแต่รีบดึงนางออกจากอ้อมแขน
ในใจคิด ‘คงรู้แล้วสินะว่าหลิ่วอู่ตาย ไม่เช่นนั้น ปฏิกิริยาคงไม่รุนแรงเช่นนี้’
“น้องเจ็ด เสี่ยวอู่ เสี่ยวอู่ตายแล้ว” หลิ่วซือจ้องหลิ่วเทียนฉีพลางร่ำไห้บอก
“พี่ห้าตายแล้ว? ได้อย่างไร? ได้อย่างไรกัน?” หลิ่วเทียนฉีตะลึง เขามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“นั่นสิ ตายได้อย่างไรกัน? ไม่ใช่หายตัวไปหรือ?” เฉียวรุ่ยมองหลิ่วซือด้วยใบหน้างุนงง
“ไม่ ไม่ใช่หายตัวไป แต่ตายแล้ว ท่านแม่บอกว่าป้ายศิลาิญญาที่บ้านแตกในวันที่เสี่ยวอู่หายตัวไปพอดี” พูดถึงตรงนี้ หลิ่วซือก็ร้องโหยหวนเสียงหลง
“พี่สี่ คนตายไม่อาจฟื้น ท่านอย่าเสียใจนักเลย!”
“น้องเจ็ด ตอนนี้ข้า ข้าอยู่ที่นครเซิ่งตู เหลือเ้าเป็ญาติเพียงคนเดียว”
“พี่สี่ ท่านวางใจเถิด หลังจากนี้ หากท่านมีเื่ลำบากอันใด ข้าพร้อมช่วยเหลือสุดกำลัง!” หลิ่วซือคิดแค้นหลิ่วเจียงอยู่ในใจมาตลอด ทั้งยังเป็ศัตรูความรักกับหลิ่วซาน เขาจึงคิดว่าไม่จำเป็ต้องทำให้ความสัมพันธ์กับหลิ่วซือตึงเครียดเกินไปนัก
“น้องเจ็ด ก่อนหน้านี้พี่สี่ทำผิดต่อเ้า จากนี้พี่สี่จะชดใช้ จะเป็พี่สาวที่ดีอย่างแน่นอน!” หลิ่วซือรู้ชัด ที่วิทยาลัยเซิ่งตูแห่งนี้ นางเหลือเขาเพียงคนเดียวที่เชื่อถือได้
“พี่สี่ อย่าพูดเช่นนี้ ไม่ว่าอย่างไร ท่านก็เป็พี่สี่ของข้า พวกเราล้วนเป็ลูกหลานตระกูลหลิ่ว สายเืย่อมเชื่อมถึงกัน”
“อืม อืม!” หลิ่วซือพยักหน้าพลางขานรับย้ำๆ
ได้หลิ่วเทียนฉีปลอบประโลมอยู่พักหนึ่ง อารมณ์ของหลิ่วซือดีขึ้นเล็กน้อย พอเขาส่งนางกลับไปถึงได้หันมาเห็นใบหน้าน้อยของคนรักดำทะมึน
“ฮ่าๆๆ เป็อะไรไป?” เขายื่นมือไปลูบใบหน้าน้อยที่โกรธฮึดฮัดของเฉียวรุ่ย แต่ถูกอีกฝ่ายหลบ
“อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า!” เฉียวรุ่ยถลึงตา บอกอย่างไม่สบอารมณ์
“ฮ่าๆๆ หึงหรือ?”
“ไม่ต้องพูดมาก รีบอาบน้ำ!” เฉียวรุ่ยยังจ้องเขาอยู่ ท่าทีฮึดฮึดบอกเร่ง
“ได้สิ!” หลิ่วเทียนฉีพยักหน้า รีบเอาถังอาบน้ำออกมาเตรียมอาบ
เห็นหลิ่วเทียนฉีอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างว่าง่าย ความโกรธของเฉียวรุ่ยถึงค่อยหายไปกว่าครึ่ง
“อย่าโกรธนักเลย นางเป็ฝ่ายโถมเข้ามาเอง ตอนนั้นข้าตั้งตัวไม่ทันถึงได้ถูกกอด พอข้าได้สติก็รีบดึงนางออกทันทีเลยนะ อีกอย่าง นางเป็พี่สาวร่วมตระกูลข้า ข้าจะไม่สนใจนางเลยก็คงไม่ได้!” หลิ่วเทียนฉีโอบเฉียวรุ่ยพลางอธิบายจริงจัง
“หลิ่วซือน่ะ แม่คนนี้ก็ไม่ใช่คนดีนะ ทำไมเ้าต้องสนใจนางด้วยเล่า?” ในสายตาเฉียวรุ่ยมองเห็นเช่นนั้น
“ไม่ใช่คนดีนั่นเป็เื่จริง แต่นางอยู่ข้างกายหลิ่วซานมาตลอด หากมีนางอยู่ พวกเราย่อมรู้เื่ของบ้านใหญ่เพิ่มขึ้นได้อีกสักหน่อย ข้ามักกังวลอยู่เสมอว่าท่านลุงใหญ่อาจยังไม่ตัดใจ คิดเข้ามาทำร้ายท่านพ่ออีกครั้ง!” พูดถึงตรงนี้ คิ้วพลันขมวดแน่น
ถึงแม้เขาจะคิดว่าหลิ่วเจียงคงไม่มีโอกาสได้ทำร้ายหลิ่วเหออีก แต่อย่างไรนี่ก็เป็สิ่งที่นิยายต้นฉบับวางเอาไว้ เพราะอย่างนั้น หากหลิ่วเจียงยังไม่ตายในสักวันหนึ่ง เขาย่อมไม่วางใจนัก
“อ้อ! เข้าใจแล้ว เ้าอยากใช้หลิ่วซือเป็หมาก สอดส่องหลิ่วซานกับคนในบ้านใหญ่ อย่างนั้นสินะ?”
“ฉลาดนัก!”
“แต่ แต่ข้าว่าหลิ่วซือกับหลิ่วซานมีความสัมพันธ์กันดียิ่งนะ? นางจะช่วยพวกเราหรือ?” เฉียวรุ่ยสงสัย
“ไม่ หลิ่วซือไม่มีทางคิดดีกับลูกสาวของศัตรูที่สังหารบิดาตนหรอก พวกนางสนิทกันแค่ฉากหน้าเท่านั้น!”
“ก็คงใช่ เห็นได้ชัดว่าคนครัวนั่นเป็แพะรับบาปที่ลุงใหญ่ของเ้าหามา!” เฉียวรุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
ลองคิดดูสิ คนธรรมดาคนหนึ่งต้องมีความกล้าสักเท่าใดถึงได้ลอบวางยาพิษเ้านาย และคนผู้นั้นยังเป็ผู้ฝึกตนระดับสร้างรากฐานเชียวนะ? ไม่บ้าบิ่นเกินไปหรือ? ไหนจะความแค้นที่ไม่ลึกล้ำนั่นอีก แค่ถูกตียกหนึ่ง ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรนัก ฟังแรงจูงใจของคนครัว ทำให้รู้สึกยากที่จะเชื่อเสียจริง
“เ้าเองก็เข้าใจความเป็ไปของตระกูลหลิ่วอย่างดีนี่ ฉะนั้น อย่าหึงข้าส่งเดชเลย นะ?” หลิ่วเทียนฉีจูบใบหน้าน้อยพลางเอ่ยประจบ
“ข้า ข้าไม่ได้หึงสักหน่อย!” เฉียวรุ่ยกลอกตา ทำปากแข็ง
เห็นเฉียวรุ่ยปากแข็งไม่ยอมรับประหนึ่งเป็ดตายก็ส่งยิ้มอ่อนโยน
