บทที่7 หัวใจที่ไหวเอน
เช้าวันเสาร์วนกลับมาอีกครั้ง ทว่าความรู้สึกของ ไป๋เย่วหลี ในวันนี้กลับต่างออกไปจากเดิม ความกดดันที่เคยแบกไว้บนบ่าดูจะเบาบางลงเมื่อเธอมีเป้าหมายที่ชัดเจนในมือ
แสงอาทิตย์ยามเช้าของเดือนกุมภาพันธ์ปี 1975 สาดส่องผ่านยอดไม้รำไรขณะที่เธอเดินข้ามสะพานไม้เชื่อมเกาะจินไห่เข้าสู่ตัวเมือง กลิ่นไอทะเลที่เคยเป็ตัวแทนของความลำบากบัดนี้กลับดูสดชื่นกว่าทุกครั้งเพราะในใจของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นอายของความหวังที่กำลังเริ่มผลิบาน
ที่ตลาดฝูไห่ บรรยากาศเช้าวันเสาร์คึกคักจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็จลาจลย่อมๆ เสียงะโแข่งกันขายของดังระงมประสานกันจนหูอื้ออึง "ผักกาดขาวสดๆ สองกำห้าเฟินจ้า!" "เนื้อหมูสันนอกเพิ่งลงใหม่ๆ ทางนี้เลยพี่ชาย!" เสียงสับมีดปังๆ ลงบนเขียงไม้หนาๆ สลับกับเสียงล้อไม้ของเกวียนที่บรรทุกเข่งผักครืดคราดไปตามพื้นถนนดินลูกรัง
เย่วหลีเดินเบียดเสียดฝ่าไอน้ำขุ่นมัวที่ลอยฟุ้งมาจากร้านบะหมี่ข้างทางซึ่งส่งกลิ่นหอมของน้ำซุปกระดูกหมูยั่วน้ำลาย เธอพยายามหลบหลีกกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังแบกหาบของหนักผ่านทางแคบๆ มุ่งหน้าตรงไปยังแผงเครื่องเทศหัวมุมถนนทันที
ฉินอวี้ กำลังยุ่งอยู่กับการจัดเรียงโถกระเบื้องและของในร้าน ใบหน้าสวยหมดจดของเธอดูอิดโรยเล็กน้อยจากการทำงานหนัก แต่เมื่อเหลือบเห็นร่างเล็กในชุดปะชุนสะอาดตาเดินเข้ามา รอยยิ้มจางๆ ก็ผุดขึ้นบนริมฝีปากบางสีระเรื่อ
“มาแล้วหรือเย่วหลี พี่นึกว่าเธอจะถอดใจไปแล้วเสียอีกเห็นหายเงียบไปเลย” ฉินอวี้ยิ้มทักทายพลางปาดเหงื่อที่ไรผม
เย่วหลีไม่ตอบเป็คำพูด แต่เธอกลับยื่นห่อผ้าใบเล็กที่พกติดตัวมาวางลงบนโต๊ะไม้ด้านหน้าอย่างเบามือ แววตาของเด็กสาวส่องประกายด้วยความมั่นใจที่ปิดไม่มิด
“พี่ลองดูนี่สิคะ... นี่คือิญญาของเกลือที่หนูบอกพี่เมื่อวันก่อน”
ฉินอวี้เลิกคิ้วขึ้นด้วยความสงสัย เธอค่อยๆ คลี่ห่อผ้าออกอย่างระมัดระวัง และทันทีที่ห่อผ้าคลายออก แสงแดดที่ส่องลอดหลังคาตลาดลงมาก็กระทบเข้ากับสิ่งที่อยู่ภายใน...
“โอ้พระเ้า!” ฉินอวี้เผลออุทานออกมาเสียงดังจนแม่ค้าแผงข้างๆ หันมามอง
ภายในห่อผ้านั้นไม่ใช่เกลือสีเทาหยาบกร้านที่เธอเคยเห็น แต่มันคือผลึกสีขาวละเอียดโพลนดุจปุยหิมะที่เพิ่งร่วงหล่นจากสรวง์ มันส่องประกายระยิบระยับราวกับเพชรน้ำงามที่ถูกเจียระไนมาอย่างดี ฉินอวี้ใช้นิ้วเรียวแตะเพียงปลายเล็กน้อยขึ้นมาพิสูจน์ที่ปลายลิ้น
ความเค็มที่เคยขมปร่าและเจือกลิ่นสาบทะเลมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงรสััที่สะอาด สะอ้าน และกลมกล่อมอย่างที่ไม่เคยมีเกลือจากโรงต้มที่ไหนจะทำได้
“เย่วหลี... นี่เธอทำเองกับมือจริงๆ หรือ?” ฉินอวี้ถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ แววตาของเธอเต็มไปด้วยความตกตะลึง “มันบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเกลือชั้นหนึ่งที่ขายในตัวมณฑลตอนนี้เสียอีก เธอทำกระบวนการตกผลึกใหม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนี้เชียวหรือ?”
“ถ้ามีวัตถุดิบที่ดีพอและรู้วิธีจัดการกับสิ่งเจือปน ผลลัพธ์ย่อมซื่อสัตย์เสมอค่ะพี่ฉินอวี้” เย่วหลีตอบพลางยิ้มอย่างถ่อมตัว “เกลือนี้แหละค่ะที่จะเป็หัวใจสำคัญของน้ำปลาของหนู”
ฉินอวี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “อะไรนะ? เธอพูดว่าน้ำปลาของเธอคือ... นี่หมายความว่าเธอตั้งใจจะต้มเกลือให้บริสุทธิ์แบบนี้ เพียงเพื่อเอาไปหมักน้ำปลาเองงั้นเหรอเย่วหลี? แล้วเกลือหิมะที่คุณภาพดีพวกนี้ล่ะ เธอจะไม่ขายมันด้วยหรือไง?”
เย่วหลียกยิ้มอย่างมีเล่ห์เหลี่ยม แววตาคมกริบฉายแววนักธุรกิจผู้เชี่ยวชาญ “หนูจะขายทั้งสองอย่างค่ะพี่ น้ำปลาพรีเมียมคือเป้าหมายหลัก แต่วิธีการที่หนูใช้สกัดเกลือนี้ออกมา มันคือการสร้าง มาตรฐานใหม่ ถ้าเกลือของหนูบริสุทธิ์ที่สุด น้ำปลาที่ได้ย่อมไร้คู่แข่ง และในระหว่างที่รอการหมักบ่ม เกลือหิมะเหล่านี้ก็คือสินค้าที่จะทำให้หนูทำเงินได้ก่อน รับรองเหล่าพ่อครัวชั้นนำในตัวมณฑลจะต้องโหยหา... หนูจะเปลี่ยนทุกอย่างให้เป็เงินให้ได้ค่ะ”
ท่ามกลางเสียงเซ็งแซ่ของการต่อรองในตลาดฝูไห่ที่ดูจะเบาบางลงไปในฉับพลัน เมื่อเสียงทุ้มกังวานและนิ่งสงบดังขึ้นจากเื้ั
“ไป๋เย่วหลี?”
เย่วหลีสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหมุนตัวกลับไปมอง เธอพบกับ เซียวจิ่งเหิง ในชุดลำลองสีเขียวขี้ม้าที่ดูสุภาพหมดจด ทว่าวินาทีที่ ฉินอวี้ เงยหน้าขึ้นมองตาม รอยยิ้มที่เคยประดับบนใบหน้าของเธอก็พลันเหือดแห้งไปราวกับถูกสายลมหนาวจัดพัดผ่าน ร่างทั้งร่างแข็งทื่อราวกับถูกมนต์สะกด ใบหน้าที่เคยนวลกระจ่างกลับซีดสลดลงจนเห็นได้ชัด
เพราะเื้ัของจิ่งเหิง คือเงาร่างสูงโปร่งในเครื่องแบบทหารสีเขียวมะกอกที่รีดจนเรียบกริบทุกกระเบียดนิ้ว ใบหน้าคมเข้มราวกับรูปสลักนั้นช่างคุ้นตาเหลือเกิน... คุ้นเสียจนความทรงจำที่เ็ปเมื่อสองปีก่อนย้อนกลับมาทิ่มแทงหัวใจดุจหนามแหลม
เขาสองคนรู้จักกันดียิ่งกว่าใคร... เพราะเขาคือ ซุ่นกวางิ อดีตรักแรกที่เธอเคยฝากหัวใจไว้ ทว่ากลับต้องถูกพรากจากกันด้วยกำแพงแห่ง หน้าตา และ เกียรติยศ เมื่อครอบครัวตระกูลซุ่นบุกไปถึงเรือนของเธอกับแม่ พร้อมวางเงินและคำขู่เข็ญให้เธอเลิกยุ่งเกี่ยวกับบุตรชายของเขา เพื่อไม่ให้สถานะทางสังคมที่สูงส่งต้องแปดเปื้อนด้วยกลิ่นคาวเครื่องเทศในตลาดโสดมแห่งนี้
“อ้าว รุ่นพี่มาเดินตลาดด้วยหรือคะ?” เย่วหลีถามด้วยน้ำเสียงปกติ ทว่าดวงตาคมกริบของเธอกำลังลอบสังเกตมวลอากาศที่หนักอึ้งซึ่งเริ่มโรยตัวลงมา
“ฉันพาพี่ชายมาหาซื้อเสบียงน่ะ ไม่คิดว่าจะเจอเธอที่นี่” จิ่งเหิงตอบ ก่อนจะปรายตามองไปยังชายข้างกาย “พี่ครับ... นี่คือไป๋เย่วหลี รุ่นน้องที่ผมเคยเล่าให้ฟัง ไป๋เย่วหลี นี่พี่ชายของฉัน ซุ่นกวางิ”
ไป๋เย่วหลีหันมายิ้มสดใสตามมารยาท “สวัสดีค่ะพี่กว่างิ! ว้าว...พี่ชายของรุ่นพี่นี่หล่อจริงๆ นะคะ ยิ่งใส่ชุดทหารเต็มยศแบบนี้ยิ่งเท่ะเิเลย!”
ซุ่นกวางิพยักหน้าให้เย่วหลีเพียงเล็กน้อย ทว่าแววตาที่ดุดันเยี่ยงทหารกลับสั่นระริกยามที่สบเข้ากับดวงตาของแม่ค้าสาวหลังแผง ความอึดอัดที่มองไม่เห็นทว่าััได้หนักอึ้งโรยตัวลงมาระหว่างคนทั้งสอง กวางิขบกรามแน่นจนเป็สันนูน เขาจ้องมองฉินอวี้ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโหยหาทว่าต้องเก็บกดไว้ลึกสุดใจ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยคำพูดที่เ็าบาดลึกราวกับคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
“จิ่งเหิง... แล้วน้องสาวคนนั้นคือใครกันล่ะ?”
คำถามที่แสร้งทำเป็คนแปลกหน้านั้นเปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดลงบนแผลเป็ในใจของฉินอวี้จนเืซิบ เธอเม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเื ฝืนยืนตัวตรงแสร้งทำเป็หยิบโถพริกไทยมาจัดวางด้วยมือที่สั่นเทา
“อ้อ... นี่คือพี่ฉินอวี้ค่ะพี่กวางิ เธอเป็เพื่อนของหนูเอง” เย่วหลีรีบทำหน้าที่ตัวกลางเมื่อเห็นท่าไม่ดี
กวางิก้าวเข้าไปใกล้แผงอีกนิด กลิ่นหอมจางๆ ของเครื่องเทศปะทะกับกลิ่นสะอาดของเครื่องแบบทหาร สายตาของเขาแสร้งจดจ้องที่ห่อเกลือขาวบริสุทธิ์ผลึกสวยงาม “ไม่นึกเลยว่าแผงเล็กๆ ในตลาดฝูไห่ที่ดูขัดสน จะมีของล้ำค่าแบบนี้ซุกซ่อนอยู่ ฉินอวี้...คุณคงลำบากไม่น้อยที่ต้องดูแลร้านเพียงลำพังในยุคสมัยนี้”
คำพูดที่ดูเหมือนความห่วงใยตามมารยาทนั้น ยิ่งตอกย้ำความห่างเหินให้ชัดเจน ฉินอวี้เงยหน้าสบตานายทหารหนุ่มเพียงเสี้ยววินาที แววตาของเธอเปี่ยมไปด้วยความตัดพ้อก่อนจะหลบวูบลง “ขอบคุณที่กรุณาชมค่ะ... คุณทหาร แต่เกลือพวกนี้ไม่ได้มีไว้ขายหรอกค่ะ มันเป็ของฝากของเย่วหลี ถ้าคุณอยากได้ ฉันจะแบ่งให้ก็ได้นะคะ”
เซียวจิ่งเหิงมองดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาที่สงบนิ่ง เขาไม่ได้แปลกใจกับบรรยากาศที่แสนขมขื่นนี้ เพราะในตระกูลซุ่น ไม่มีใครไม่รับรู้เื่ราวโศกนาฏกรรมความรักที่ถูกทำลายลงเมื่อสองปีก่อน แม้กาลเวลาจะล่วงเลยจนหลายคนคิดว่ามันกลายเป็เพียงตะกอนก้นถังที่จืดจาง ทว่าไอแห่งความเ็ปที่แผ่ออกมากลับบอกเขาว่า าแของคนทั้งคู่ยังคงสดใหม่และมีเืไหลรินอยู่ข้างในเสมอ
“เอ่อ... เย่วหลีนี่เกลือหิมะนี่เธอบอกว่าจะเอาไปหมักน้ำปลาพรีเมียมอะไรของเธองั้นเหรอ?” จิ่งเหิงเอ่ยแทรกเพื่อเปลี่ยนทิศทางของลมพายุ
“ใช่ค่ะรุ่นพี่” เย่วหลีพยายามช่วยประสานรอยร้าว “และถ้าพี่กวางิไม่รังเกียจ เมื่อผลผลิตล็อตแรกออกมา หนูอยากขอให้พี่ช่วยเป็คนทดสอบรสชาติได้ไหมคะ?”
กวางิพยักหน้าช้าๆ สายตาของเขายังคงวนเวียนอยู่ที่ใบหน้าด้านข้างของฉินอวี้ที่พยายามจะหันหลบ “ได้สิ...หากรสของเกลือนี่มันยังคงความเค็มและสะอาดจริง ฉันอาจจะพิจารณาแนะนำให้เป็เสบียงในหน่วยกองพล แต่ตอนนี้พี่คงต้องขอตัวไปดูเสบียงส่วนอื่นก่อน...จิ่งเหิงไปกันเถอะบรรยากาศแถวนี้มันแห้งแล้งและชวนให้ฉันอึดอัดเกินไปแล้ว”
เขาทิ้งท้ายไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะสาวเท้าเดินจากไปอย่างมั่นคง ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอายของระเบียบวินัยและความโศกเศร้าที่กรุ่นอยู่ในอากาศ ฉินอวี้ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ตัวเก่าอย่างหมดแรง ลมหายใจหอบถี่คล้ายคนเพิ่งพ้นจากสมรภูมิเื เย่วหลีไม่ได้มองเห็นเพียงความสำเร็จของห่อเกลือที่วางอยู่ตรงหน้าทว่าเธอมองเห็นรอยร้าวที่ฝังลึกในใจของฉินอวี้ผ่านสายตาที่เธอมองนายทหารหนุ่มที่กำลังเดินจากไป!
