บทที่ 121 การมาถึงของทัณฑ์โอสถ
แม้ชาติก่อนลู่อวี่จะมีสถานะสูงส่งและได้สิ่งของมามากเพียงใด แต่ในเวลานั้น เขาไม่ได้สนใจทักษะฝึกฝนร่างกายใดมากนัก แม้ตอนนั้นเขาจะใช้ยาอายุวัฒนะเพื่อบรรลุขั้นพลังยุทธ์ไปอีกระดับ แต่คงไม่อาจหยุดอยู่เพียงขั้นหวนสู่สัจธรรมเท่านั้น
หลังจากคิดไตร่ตรองดูแล้ว ลู่อวี่ก็จดจำเื่นี้ไว้ในใจ และวางแผนว่า หากมีเวลาจะไปดูที่หอสะสมคัมภีร์ของตระกูลลู่ แม้ว่าเขาจะไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักกับของสะสมในตระกูลของตนเอง แต่ในภายภาคหน้าย่อมต้องให้ความใส่ใจกับการรวบรวมทักษะทางด้านนี้อย่างแน่นอน
ดังนั้นลู่อวี่จึงกลับไปจมอยู่กับการฝึกฝนอีกครั้ง จนกระทั่งหนึ่งเดือนต่อมา บิดาก็ออกมาแจ้งข่าวว่าผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ได้รวบรวมยาวิเศษที่เขา้าไว้ครบแล้ว ซึ่งทำให้เขาประหลาดใจไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร ในเมื่อวัตถุดิบยาทั้งหมดครบแล้ว หากเป็เช่นนั้นเขาก็ควรเริ่มปรุงโอสถได้แล้ว
ทุกสิ่งอย่างสำหรับการปรุงโอสถได้ถูกตระเตรียมไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว แต่การปรุงโอสถครั้งนี้เกี่ยวข้องกับหลายส่วนและมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น เื่นี้จึงถูกเก็บเป็ความลับสุดยอด มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เื่นี้ ผู้อื่นจะรู้เพียงว่านายน้อยลู่อวี่ได้เข้าสู่การบำเพ็ญเพียรภาวนาอีกครั้ง ส่วนคนอื่นก็เป็ปกติที่จะไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว เพราะเื่การฝึกฝนบำเพ็ญเพียรเหล่านี้ไม่ว่ากับผู้ใดก็มักเกิดขึ้นบ่อยครั้งอยู่แล้ว ที่เหลือก็ล้วนมีเพียงพวกที่มีเจตนาชั่วร้ายและจงใจมาสอดแนมเ่าั้ ที่คอยมาถามซอกแซกไม่หยุด
ตอนที่ลู่อวี่เข้าไปในห้องปรุงโอสถ นอกเหนือจากบิดาอย่างลู่เหว่ยจุนแล้ว ก็มีเพียงผู้เฒ่าสูงสุดลู่ไท่ชัง และผู้เฒ่าห้าลู่หงิเท่านั้นที่อยู่ที่นี่
เมื่อท่านผู้เฒ่าลู่ไท่ชัง เห็นลู่อวี่มาถึง ก็ยิ้มอย่างใจดีและพูดว่า “ลู่อวี่น้อย อย่าตื่นเต้นไปเลย ต่อให้หลอมออกมาไม่สำเร็จก็ไม่เป็ไร เพียงเสียยาวิเศษไปบ้างก็เท่านั้น!” เวลานี้ใบหน้าของผู้เฒ่าสูงสุดตระกูลลู่ดูเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทาง ซึ่งเห็นได้ชัดว่าลำบากมากจากการออกเดินทางค้นหายาในครั้งนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าในเวลาเช่นนี้ยังพูดปลอบโยนลู่อวี่คนปรุงโอสถอัจฉริยะแห่งตระกูลลู่ได้อยู่อีก
ลู่อวี่รู้สึกซาบซึ้งใจ ยิ้มและพูดว่า “ท่านผู้เฒ่าสูงสุดอย่าได้เป็กังวล ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่!” ไม่จำเป็ต้องให้คำมั่นสัญญาอะไร เพราะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ใช่ว่าให้คำมั่นสัญญาแล้วจะบรรลุเป้าหมาย
ลู่อวี่หันกลับมามองด้วยแววตาเป็ประกาย ห้องปรุงโอสถนี้ยังคงเป็ห้องปรุงโอสถเฉพาะของลู่หงิห้องนั้น แต่เตาที่ใช้สำหรับหลอมโอสถในนั้นก็ไม่รู้ถูกแทนที่ด้วยเตาหลอมโอสถวิเศษอีกใบั้แ่เมื่อไร แต่หากเทียบจากคุณภาพแล้วดูเหมือนจะดีกว่าของเดิมยิ่งนัก
แต่ลู่อวี่มีเตาหลอมเทียนซิงของตัวเอง คงไม่มีทางใช้ของ ลู่หงิอยู่แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีอาวุธิญญาอยู่ในเตาหลอมเทียนซิงของเขาด้วย หากไม่มีอาวุธิญญาในนั้นคอยให้ความร่วมมือ พลังยุทธ์เพียงขั้นฟันฝ่าที่มีอยู่ในตอนนี้ คงเป็ไปไม่ได้เลยที่จะคิดหลอม “ยาชิง์” ขั้นสี่ออกมา
เมื่อลู่หงิเห็นลู่อวี่หยิบเอาเตาหลอมยาสีขาวเงินที่มีดาวระยิบระยับออกมาจากแหวนลับ ก็รู้ทันทีว่าเป็เตาหลอมเทียนซิงใบนั้นที่ผู้เฒ่ารองลู่หงชางเคยมอบให้กับลู่อวี่ แต่ตอนนี้มันดูแปลก ๆ เป็ความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก และดูเหมือนจะแข็งแกร่งกว่าเตาปรุงโอสถคุณภาพดีที่ตนเพิ่งได้รับมายิ่งนัก
เื่พวกนี้ต่อให้เขาสงสัยก็ไม่คิดเอ่ยปากถาม และเมื่อรู้ว่าลู่อวี่้าใช้เตาปรุงโอสถของตัวเอง เขาจึงสะบัดแขนเสื้อเก็บเตาปรุงโอสถของตนทันที จากนั้นก็วางเรียงยาวิเศษทั้งหมดที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ทีละอย่าง จากนั้นจึงถอยออกไปยืนอยู่ด้านข้างเพื่อดูลู่อวี่ปรุงโอสถ
ผู้เฒ่าสูงสุดของตระกูลลู่ลู่ไท่ชังเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีว่าจะอยู่ดูต่อ ในทางกลับกัน ประมุขของตระกูล ลู่เหว่ยจุนกลับทำเป็ไม่รู้ไม่ชี้เข้ามาตรวจดูสถานการณ์ และเมื่อพบว่าไม่มีปัญหาใด จึงเดินตามผู้เฒ่าสูงสุดไปตรงทางเดินด้านนอกห้องปรุงโอสถ
ครั้งนี้ลู่ไท่ชังเพื่อที่จะรวบรวมยาวิเศษที่ลู่อวี่้ามาให้ได้ ถึงกับเืตกยางออกกันเลยทีเดียว ความมั่งคั่งที่สะสมมานานหลายปีที่ผ่านมาลดน้อยลงไปมาก แต่ขอเพียงลู่อวี่สามารถปรุงยายืดอายุขัยออกมาได้ ถึงเวลานั้นยาเพียงเม็ดเดียวก็มีมูลค่าเพียงพอให้ได้คืนกลับมาหลายเท่าหรือหลายสิบเท่าของราคาที่จ่ายไปในตอนนี้
เมื่อออกมาอยู่นอกห้องปรุงโอสถแล้ว ลู่ไท่ชังจึงพูดกับลู่เหว่ยจุนว่า “เหว่ยจุน ขอฝากเื่ภายในตระกูลทั้งหมดให้เ้าดูแลด้วย ่หลายวันที่ลู่อวี่ปรุงโอสถอยู่ ข้าจะคอยอยู่ช่วยและปกป้องอยู่ที่นี่ เพราะยาอายุวัฒนะเตานี้สำคัญยิ่งนัก เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้น”
ลู่เหว่ยจุนพยักหน้าแล้วพูดว่า “ผู้เฒ่าสูงสุดสบายใจได้!” กล่าวจบก็บินทะยานจากไป
ลู่ไท่ชังรู้ว่าข้างกายของลู่อวี่มียอดฝีมือขั้นเกิดเทพเ้าผู้หนึ่งคอยดูแลปกป้องอยู่ และถึงขั้นที่รู้ประวัติความเป็มาของคนผู้นี้อย่างละเอียดด้วย ดังนั้นถึงไม่ได้เรียกร้องขอพบ
หรือต่อให้ขอพบ ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่มีพลังยุทธ์ขั้นหวนสู่สัจธรรมผู้นั้น แม้ว่าพลังยุทธ์จะลดลงแล้ว แต่หากฝึกฝนให้พลังยุทธ์กลับมา ก็ไม่ใช่คนละระดับเดียวกับนักพรตที่ยังไม่ถึงเกณฑ์เช่นตัวเองอยู่แล้ว และแม้ว่าจะต่อสู้กัน ก็ไม่สามารถเป็คู่ต่อสู้ของเขาได้ จุดนี้เขารู้ดีอยู่แก่ใจ นอกเสียจากว่าเขาผู้นั้นจะยอมพบหน้าเขาด้วยตัวเอง มิเช่นนั้นเขาก็ไม่กล้าไปรบกวนผู้ใดง่ายๆ!
แต่ครั้งนี้ลู่อวี่ปรุงโอสถเพื่อตระกูลลู่ ไม่ว่าจอมเทพไท่เสวียน ผู้นั้นจะดูแลปกป้องอยู่ที่นี่หรือไม่ก็ตาม ตนในฐานะบุคคลที่มีพลังยุทธ์สูงสุดในตระกูลลู่ จึงไม่สามารถผลักภาระให้ผู้อื่นได้อยู่แล้ว!
หลังจากผ่านไปสามสิบหกวัน ก็มีกลิ่นหอมแปลกๆ ตลบอบอวลไปทั่วห้องปรุงโอสถของตระกูลลู่ แม้ว่าจะมีตาข่ายอาคมของค่ายกลกระบี่ต่างๆ คอยปิดกั้นอยู่ แต่ก็ยังไม่มีทางหยุดยั้งกลิ่นนี้ได้
หลังจากผ่านการหลอมเม็ดยาอายุวัฒนะมานานสามสิบกว่าวัน ใบหน้าของลู่อวี่ก็ดูค่อนข้างเหนื่อยล้า แต่สติสัมปชัญญะยังอยู่ครบ เมื่อเห็นว่ายาอายุวัฒนะกำลังจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เขาก็อดรู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้นไม่ได้
เมื่อชาติก่อนลู่อวี่เคยปรุงยายืดอายุขัยมาก่อนเช่นกัน จึงรู้ว่าต้องปรุงยาออกมาหลายครั้ง เพราะในเวลานั้นเขาได้ััอยู่แต่กับนักพรตที่มีพลังยุทธ์สูงส่ง ที่มีอายุยืนยาว ทว่าหลงเหลืออายุขัยอยู่ไม่มาก แต่ทุกครั้งที่หลอมยายืดอายุขัย เขาจะต้องต่อสู้กับทัณฑ์์ใน่สุดท้าย เพื่อที่จะเก็บรักษายาอายุวัฒนะที่ตัวเองปรุงออกมาไว้ก่อนนั้นให้ได้มากหน่อย แต่เื่ราวมักจะไม่เป็ดังใจหวัง เพราะมีหลายครั้งที่ถูกทัณฑ์์ทำลายยาอายุวัฒนะทั้งหมด แม้แต่ตัวเขาเองก็ได้รับาเ็สาหัสจากทัณฑ์์ด้วย
ตอนนี้กลับชาติมาเกิดในตระกูลลู่แล้ว จู่ๆ เขาก็อยากจะพิสูจน์ดูว่า หากตัวเองปล่อยให้ทัณฑ์์ฟาดผ่าลงมา จะยังสามารถเก็บรักษายาอายุวัฒนะได้กี่เม็ด นอกจากนี้ นี่ยังเป็ทางเลือกสุดท้ายอีกด้วย หากคิดต่อต้านทัณฑ์์ด้วยพลังยุทธ์ที่อ่อนแอ กับยายืดอายุขัยขั้นสี่ที่มีในตอนนี้ มันก็ไม่ต่างกับการหาเื่ตาย
ลู่หงิยืนอยู่ไม่ไกล ตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น แม้ว่า “ยาชิง์” จะยังไม่ทันหลอมได้อย่างเต็มที่ แต่กลิ่นหอมที่โชยออกมาในครั้งนี้ ก็เพียงพอให้เขาตื่นเต้นแล้ว ทุกครั้งที่หายใจเข้า ก็รู้สึกอบอุ่นไปทั่วทั้งตัว ร่างกายของเขาเหมือนกับว่าดูเยาว์วัยลงหลายสิบปี
“ตัง ตัง ตัง” เสียงที่คมชัดดังออกมาจากเตาหลอมเทียนซิง เหมือนกับไข่มุกที่ร่วงหล่นลงบนจานหยก นี่เป็สัญญาณว่ายาอายุวัฒนะในเตาหลอมสำเร็จแล้ว พร้อมแล้วที่จะออกจากเตา
ในเวลานี้ สีหน้าท่าทีของลู่อวี่เริ่มจริงจังมากขึ้นเรื่อยๆ และเวลาที่ยาอายุวัฒนะจะออกจากเตาใกล้เข้ามาแล้ว เขาก็รู้สึกถึงพลังที่มองไม่เห็นจากท้องฟ้าลงมาปกคลุมทั่วทั้งห้องปรุงโอสถ ทำให้เกิดความรู้สึกที่น่ากลัวและกดดัน
ลู่อวี่ปรับลมหายใจตัวเอง เพราะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าทัณฑ์์กำลังใกล้เข้ามาแล้ว!
ทันใดนั้น ลู่ไท่ชังที่อยู่ด้านนอกก็เหมือนรู้สึกได้ถึงบางอย่างในเวลานี้ จู่ๆ ก็เงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าและเห็นเมฆสีเทาเหมือนเกล็ดปลารวมตัวกันอยู่บนท้องฟ้าเหนือห้องปรุงโอสถตระกูลลู่ ความเร็วดูเหมือนจะช้า แต่จริงๆ แล้วเพียงใน่เวลาสั้นๆ เมฆสีเทาหลายร้อยก้อนก็มารวมตัวกัน กลายเป็เมฆภัยพิบัติที่ทอดยาวหลายร้อยหลี่แล้ว
แต่ลู่ไท่ชังค้นพบว่า รัศมีที่เล็ดลอดออกมาจากเมฆสีเทาดูเหมือนจะไม่ทรงพลังมากนักในตอนนี้ หากพลังของทัณฑ์์มีเพียงเท่านี้ หากเป็เช่นนั้นจริง จำนวนของยาชิง์ที่ปรุงออกมาในครั้งนี้คงจะเหลืออยู่ไม่น้อย เพราะเขาจำที่ลู่อวี่พูดได้ชัดเจนว่า หากยาไม่เสียหายแม้แต่เม็ดเดียว เตาหลอมยานี้อาจปรุงยาได้ถึงสามสิบหกเม็ด หากคิดคำนวณแต่ละเม็ดดูแล้ว ก็เท่ากับสามร้อยปี ดังนั้นจึงจะมีอายุยืนหนึ่งหมื่นแปดร้อยปี!
แม้ว่าลู่ไท่ชังจะรู้ดีว่ายาอายุวัฒนะระดับนี้กินซ้ำกันไม่ได้ แต่ต่อให้ผลลัพธ์จะลดลงครึ่งหนึ่ง ทว่าหากกินยาเพิ่มอีกสองสามเม็ด ก็สามารถทำให้อายุขัยเพิ่มขึ้นเกือบห้าร้อยปี หากเป็ราชวงศ์ในโลกมนุษย์ คงไม่อาจสืบทอดบัลลังก์ได้นานเพียงนี้!
แต่เมื่อกลิ่นหอมที่ลอยมาตามอากาศเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมฆภัยพิบัติบนท้องฟ้าก็เปลี่ยนตามไปเช่นกัน เมฆภัยพิบัติสีเทาที่แต่เดิมกระจายตัวเป็เหมือนเกล็ดปลาเริ่มซ้อนทับกันและมารวมตัวกันแน่น จากสีเทาอ่อนเปลี่ยนเป็สีเทาหม่น จากนั้นก็เปลี่ยนเป็สีเทาเข้ม และต่อมากลายเป็สีดำขมุกขมัว จนกระทั่งมีเสียงดัง “ปัง” ออกมาจากยาอายุวัฒนะในเตา และได้ยินเสียงเตาปรุงโอสถเปิดฝาออกมา เมฆภัยพิบัติบนท้องฟ้าก็กลายร่างเป็เมฆภัยพิบัติเพียงก้อนเดียวที่เป็สีม่วงดำ ภัยพิบัติสายฟ้าที่เต็มไปด้วยพลังมหาศาลก็ฟาดผ่าลงมา แม้แต่ลู่ไท่ชังที่มีพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้า ยังหน้าถอดสีไปตามกัน ทัณฑ์์ที่ทรงพลังเช่นนี้ จะเหลือยาชิง์สักกี่เม็ดกัน? กลัวว่าจะรักษาไว้ไม่ได้แม้แต่เม็ดเดียว!
ทางด้านนี้ลู่ไท่ชังที่อยู่กลางอากาศไม่ไกลออกไป กับตู้เสวียนเฉิงที่กำลังร่ายเวทซ่อนตัวอยู่กลับจ้องมองทัณฑ์์ที่ฟาดผ่าลงมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย โดยไม่คิดออกมาห้ามปรามใดๆ หากคิดในแง่ความสัมพันธ์กับลู่อวี่ เขานั้นมีความใกล้ชิดกว่าลู่ไท่ชังอยู่มากและย่อมรู้มากกว่า
หากเป็ไปตามที่สหายน้อยลู่อวี่กล่าวมา ยิ่งต่อต้านทัณฑ์์นี้มากเท่าไร มันก็จะยิ่งมีพลังมากขึ้นเท่านั้น จนในท้ายที่สุด ไม่เพียงแต่รักษายาอายุวัฒนะไว้ไม่ได้ แม้แต่นักพรตที่พยายามต่อต้านก็อาจตกเป็เป้าหมายของพลังแห่งทัณฑ์์นี้!
คิดดูแล้ว ก็เป็เช่นนั้นจริง ๆ หลังจากที่มีพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้าแล้ว มูลค่าของยาอายุวัฒนะก็เหมือนจะเพิ่มขึ้นจนแทบไม่มีที่สิ้นสุด เดิมทีตอนที่ยังไม่ถึงขั้นเกิดเทพเ้า แม้ว่ายาอายุวัฒนะจะมีราคาแพงมาก แต่ปริมาณที่ผลิตออกมาก็มีมากเช่นกัน แต่เมื่อมีคน้ามากขึ้นมันถึงได้มีมูลค่าสูงขึ้น ทว่าเมื่อได้ก้าวมาถึงพลังยุทธ์ขั้นเกิดเทพเ้าแล้ว แม้ว่าจำนวนคนจะลดน้อยลงมาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป จำนวนคนก็แตกต่างกันไม่มากนัก แต่จำนวนยาอายุวัฒนะกลับน้อยลงเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็เพราะความจริงที่ว่ามีคนปรุงโอสถระดับสูงน้อยเกินไป และยังสืบเนื่องมาจาก การขาดแคลนยาวิเศษขั้นสูงอีกด้วย รวมถึงปัญหาที่สำคัญที่สุดคือ ทัณฑ์์ของยานี้ แม้ว่าจะไม่ใช่ยาอายุวัฒนะขั้นสี่ทุกชนิดที่จะต้องฝ่าทัณฑ์์ แต่มีเพียงยาอายุวัฒนะที่ฝ่าทัณฑ์์เท่านั้นที่จะเป็ยาอายุวัฒนะที่มีประโยชน์สูงสุดสำหรับนักพรต!
เมื่อมีเมฆภัยพิบัติเข้าปกคลุมทั่วเหนือน่านฟ้าตระกูลลู่ ก็เป็เื่ปกติที่จะดึงดูดความสนใจของผู้คนจำนวนมากอยู่แล้ว เมืองเทียนอวิ๋นถือว่าเป็เมืองใหญ่ในภูมิภาคตะวันตกเฉียงใต้เหมือนกัน มีจำนวนประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน และมีผู้คนสัญจรไปมาจำนวนมาก โดยเฉพาะการผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วของตระกูลลู่ยิ่งดึงดูดผู้คนมากมายให้มาที่นี่
“เฮ้ย นั่นมันอะไรกัน? เมฆภัยพิบัติหรือ? มีคนจากตระกูลลู่จะฝ่าทัณฑ์์อีกครั้งแล้ว!” ในเหลาอาหารแห่งหนึ่งมีคนบังเอิญสังเกตเห็นว่ามีเมฆภัยพิบัติเข้าปกคลุมตระกูลลู่ไว้ จึงอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ
“มีอะไรให้ต้องตื่นใด้วย พวกเ้าเพิ่งมาถึงเมืองเทียนอวิ๋นได้ไม่กี่วัน คงยังไม่เคยเห็นสภาพก่อนหน้าที่คนในตระกูลลู่เจ็ดถึงแปดคนฝ่าทัณฑ์์ภายในหนึ่งวัน รวมถึงเื่ทีู่เาเทียนฉยงถูกปกคลุมไปด้วยเมฆภัยพิบัติล่ะสิ แต่โชคดีทีู่เาเทียนฉยงใหญ่มากพอ ไม่เช่นนั้นหากมีเมฆภัยพิบัติหลายลูกมารวมตัวกัน ไม่ว่าคนผู้นั้นจะมีพลังยุทธ์ขั้นใด ก็คงเหลือเพียงเถ้าถ่าน!” ชายวัยสามสิบที่มีใบหน้าบึ้งตึงคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ กันหัวเราะขึ้นมา และพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“ดูเหมือนตระกูลลู่จะผงาดขึ้นมาแล้วจริงๆ คิดไม่ถึงว่าเวลา่สั้นๆ เพียงไม่กี่ปี อำนาจเดิมของตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดที่มีอยู่ คิดว่าตอนนี้ตระกูลลู่คงเลื่อนขั้นมาอยู่ในอันดับสี่แล้ว!” ทางฝั่งโต๊ะอีกด้านหนึ่ง ชายชราวัยห้าสิบในชุดคลุมสีน้ำเงินที่กำลังรินสุราดื่มเอง ทอดถอนหายใจและพูดออกมา ขณะที่พูดก็เหลือบมองทัณฑ์์เหนือน่านฟ้าตระกูลลู่ไปด้วย
