ไป่ชิงลั่วกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง นางยิ้มเบาๆ ให้กับดวงตาที่วิตกกังวลและหวาดกลัวของมู่จื่อรั่ว "แม่สบายดี เพียงแค่ครุ่นคิดถึงเื่ต่างๆ อยู่นิดหน่อย”
“ท่านแม่ ท่านทำให้ข้ากลัวเกือบตายแล้วเ้าค่ะ ท่านดูน่ากลัวมาก” มู่จื่อรั่วถอนหายใจด้วยความโล่งอกและกล่าวด้วยความกลัวที่ยังคงลอยอวล
ไป่ชิงลั่วยิ้มเบาๆ และเอื้อมมือออกไปตบหลังมือของมู่จื่อรั่ว “พรุ่งนี้เป็งานเลี้ยงชมดอกบ๊วยของตระกูลเรา ตระกูลไป๋ได้แจ้งเ้าแล้วหรือยัง”
มู่จื่อรั่วพยักหน้า ดวงตาที่ชัดเจนปราศจากพิษภัยของนางพลันเต็มไปด้วยความโกรธ "ไป๋เซียงจู๋จะมาในวันพรุ่งนี้ คราวนี้ข้าต้องต้อนรับนางอย่างดี"
“ทำทุกอย่างตามคำสั่งแม่เฒ่าเฟิง อย่าใจร้อน พรุ่งนี้แม่จะต้องเป็แม่งานชมดอกบ๊วย ดังนั้นแม่ไม่สามารถปลีกตัวไปไหนได้ เ้าต้องระวังตัวเองให้มาก พาชุ่ยอวี้ไปด้วย แล้วก็หาสาวใช้สองคนที่รู้ความมีไหวพริบไป จำเอาไว้ แม้เ้าจะเผยไต๋ออกไปก็จงให้ไป๋ชิงโหรวเป็แพะรับบาป!”
“ทราบแล้วเ้าค่ะท่านแม่ คราวนี้ นางแพศยาไป๋เซียงจู๋อย่าหวังว่าจะรอดกลับไปแน่นอน” มู่จื่อรั่วกัดฟันอย่างโเี้
“ยังไงก็ตาม ระวังตัวไว้ ฐานะของตระกูลไป๋มิใช่ธรรมดาแล้ว” ไป่ชิงลั่วพยักหน้า ตราบใดที่นางนึกถึงแม่ของไป๋เซียงจู๋ นางก็รู้สึกเหมือนมีหนามติดอยู่ในคอ ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ
ไม่ว่ามันจะเป็เื่บังเอิญหรือไม่ก็ตาม นางจะไม่มีวันปล่อยให้ใครก็ตามที่สามารถคุกคามนางได้มีชีวิตรอด ไม่ว่าจะเป็ไป๋เซียงจู๋หรือแม่ของนางก็ตาม
มู่จื่อรั่วยิ้มอย่างไม่เห็นด้วย “นางก็แค่โชคไม่ดี นางแพศยานั่นไม่มีค่าพอให้ใส่ใจ"
.....
ในวันที่สองของเทศกาลล่าปา ในที่สุดประตูของจวนตระกูลไป๋ก็เปิดออก
และครั้งนี้เปิดให้เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงชมดอกบ๊วยที่จวนเหิงชินอ๋องก็เท่านั้น
ครอบครัวต่างๆ ที่ได้รับข่าวในตอนแรกได้ส่งคนใช้ที่มีความสามารถไปส่งคำเชิญและทักทาย ฮูหยินเฒ่าไป๋สั่งให้สาวใช้เก็บเทียบเชิญทั้งหมดไว้
เนื่องจากฮ่องเต้ทรงออกพระราชกฤษฎีกาให้ประกาศว่าจวนตระกูลไป๋มีบุญคุณในการช่วยชีวิต เทียบเชิญจึงถูกส่งมาไม่เคยขาด ตอนนี้เมื่อประตูจวนตระกูลไป๋ถูกเปิดออก ฝูงชนก็พลุกพล่านอย่างกะทันหัน ทันใดนั้นจวนตระกูลไป๋ก็มีญาติที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใดเพิ่มขึ้นในชั่วข้ามคืน
ฮ่องเต้ทรงเคยขอให้ท่านน้าและพี่ชายไปสนทนาที่ราชสำนัก เห็นได้ชัดว่าเขา้าตกรางวัล ทว่าไป๋ฉางอวิ๋นกลับปฏิเสธ เขาพูดประโยคเดียวเท่านั้นว่านี่เป็หน้าที่ของเหล่าประชาชนที่จะช่วยปัดเป่าความกังวลของฮ่องเต้
ทว่าไป๋จื่อจินกลับถูกฝากส่งเข้าค่ายทหารโดยฮ่องเต้ และเริ่มการฝึกที่แท้จริงของเขา
แล้วก็ไม่รู้ว่าเขาเกลี้ยกล่อมท่านน้าได้อย่างไร ถึงทำให้ท่านน้ายอมเอ่ยปากตกลงจะไปท่องยุทธจักรกับเขา ผู้เฒ่าไป๋กับฮูหยินเฒ่าตระกูลไป๋เองก็ไม่กล้าพูดอันใด อย่างไรเสียก็เป็ฮ่องเต้ที่ให้เขาไป หากตนเอ่ยตำหนิอันใด นั่นจะไม่เป็การขัดพระราชโองการหรือ
แม้ว่าฮ่องเต้ไม่ได้ให้รางวัลใดๆ แก่ตระกูลไป๋ แต่ก็มีผู้คนมากมายมาเยี่ยมเยียนทุกวัน แม้ว่าผู้เฒ่าไป๋จะรู้สึกไม่เคยชินกับสิ่งนี้ แต่เขาก็ไปร่วมสังสรรค์อย่างมีความสุข
ไป๋เซียงจู๋ถอนหายใจ อำนาจและเกียรติยศเป็สิ่งที่ผู้คนชื่นชอบ แม้ว่านางจะไปเยี่ยมเยียนทักทายท่านยายของนางทุกวัน นางก็พบว่ารอยยิ้มของท่านยายของนางเพิ่มขึ้นจากเมื่อก่อนมากทีเดียว
ไป๋เซียงจู๋รู้ว่าเริ่มั้แ่วันนี้ ตระกูลไป๋จะรุ่งเรืองทุกวันและมีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่่รุ่งเรืองแท้จริงของตระกูลไป๋ นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของการขึ้นสู่ที่สูงของตระกูลไป๋ การมาเยือนขององค์ชายสามและองค์ชายเจ็ดในอนาคตอันใกล้จะนำพาตระกูลไป๋ไปสู่ความรุ่งโรจน์อย่างแท้จริง
เทศกาลล่าปา ่ที่ลมหนาวเย็นและมีลมแรง แต่ก็มีชีวิตชีวาเป็พิเศษ
จวนตระกูลไป๋ไม่เพียงแต่ไม่ได้มีประชากรเบาบางเพราะอากาศที่หนาวเย็นลงเท่านั้น ทว่ากลับมีผู้คนมาเยี่ยมเยียนกันมากขึ้นเรื่อยๆ เสียด้วย และหลายคนถึงกับมาเยี่ยมท่านผู้เฒ่าและฮูหยินเฒ่าด้วย
ไป๋ชิงโหรวและอวี๋ซื่อเองก็ถูกยกเลิกจากการกักบริเวณ อย่างไรก็ตาม ฮูหยินเฒ่าไป๋ไม่ปล่อยไป๋ชิงโหรวไป นางยังต้องรับผิดชอบเื่ของแปดอักขระและแมวดำ
ท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็่เวลาพิเศษในตระกูลไป๋ หากมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไป ชีวิตของไป๋ชิงโหรวย่อมถูกทำลาย พวกนางทั้งสองคุกเข่าหน้าประตูห้องของฮูหยินเฒ่าไป๋เป็เวลาหนึ่งวันหนึ่งคืน ก่อนได้รับความยินยอมปล่อยตัวจากนาง
ขนตาของไป๋เซียงจู๋กระเพื่อมเล็กน้อย นับว่าไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด สิ่งที่นาง้าคืออย่าให้ไป๋ชิงโหรวได้อยู่ในห้องไปชั่วชีวิต ทว่าจะให้นางได้มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตาย นั่นถึงจะเพียงพอที่จะบรรเทาความเกลียดชังของนางได้ ดังนั้นสมควรให้ไป๋ชิงโหรวได้ะโโลดเต้นมากกว่านี้...
นอกจากนี้ไป๋เซียงจู๋ยัง้าเห็นไป๋ชิงโหรวและมู่จื่อรั่วพี่น้องที่แสนดีกัดกันเองเยี่ยงสุนัข คราที่แล้วคือมู่จื่อรั่วกับองค์หญิง คราวนี้คือไป๋ชิงโหรว มาดูกันว่าจะให้รสชาติที่แตกต่างกันหรือไม่
ไป๋ชิงโหรวเข้าร่วมงานเลี้ยงพร้อมกับอวี๋ซื่อ สถานที่แรกที่ต้องไปย่อมต้องเป็จวนตระกูลมู่
ก่อนหน้านี้ ไป๋ชิงโหรวขอให้สาวใช้ที่มีนามว่าปี้สุ่ยมาคุย เพื่อบอกให้นางควรเตรียมตัวให้พร้อม อย่างไรเสียนางก็สัญญากับคนอื่นไว้แล้ว ท่าทางราวกับว่ากลัวว่าตนเองจะไม่ได้ไปอย่างไรอย่างนั้น ไป๋เซียงจู๋ยิ้มบางๆ หากนางไม่ไปจะไม่ทำให้พวกเขาผิดหวังใช่หรือไม่ ดังนั้นครั้งนี้นางจำต้องไป หากขาดนางไป ละครนี้คงเล่นต่อไม่ได้
ไป๋เซียงจู๋นั่งอยู่หน้ากระจกหลิงฮวา นางให้ตู้เจวียนช่วยเกล้าผมของนางเป็มวยและสวมเสื้อผ้าให้ มองไปที่หยกขาวในกล่อง ไป๋เซียงจู๋หยิบของของเฟิ่งเจาเกอพกติดตัวไปในกระเป๋า
ไม่ว่าวันนี้จะได้พบเขาหรือไม่ก็ตาม นางจะนำติดตัวไปและคืนให้เขายามที่ได้พบหน้ากัน
“คุณหนู ฮูหยินรองล้ำเส้นหลายคราแล้ว ความจริงบ่าวคิดว่าจวนสกุลมู่จะฉวยโอกาสทำให้ท่านอับอายอย่างแน่นอน เราควรปฏิเสธดีหรือไม่เ้าคะ”
ตู้เจวียนช่วยไป๋เซียงจู๋เกล้าผม สาวใช้สังเกตสีหน้านางและแนะนำอย่างระมัดระวัง
คราวที่แล้วนางถูกกุ้ยเฟยเอาเปรียบมาไม่น้อย ทว่านางก็ไม่คิดว่ามู่จื่อรั่วจะเป็เหมือนอย่างที่เล่าลือกันเช่นนั้น ใจดี มีพร์ งดงามสะคราญตา
ในความเห็นของนาง คุณหนูของนางงดงามที่สุด ไม่มีใครเทียบได้
ไป๋เซียงจู๋ยิ้มเบาๆ แม่นางน้อยนี้เริ่มฉลาดขึ้น อย่างน้อยนางก็เห็นว่าคราวนี้เป็งานเลี้ยงที่จัดขึ้นมาเพื่อลอบทำร้ายตน
“ถ้าข้าไม่ไป พวกเขาจะเรียกข้าว่าคนเสแสร้ง และครั้งนี้ข้าจะไม่ไปแค่ที่นี่แต่ยังไปที่อื่นด้วย สำหรับที่นี่ข้าแค่ไปนั่งเฉยๆ ก็เท่านั้น รอจนกระทั่งจัดการเรียบร้อย ค่อยไปที่อื่นต่อ”
ตู้เจวียนไม่เข้าใจว่าที่อื่นที่คุณหนูเอ่ยออกมานั้นคือที่ใด แต่นางก็พยักหน้าเล็กน้อยเมื่อเห็นท่าทางที่มั่นใจของคุณหนูของตน ในใจของคุณหนูคำนวณเอาไว้แล้ว นางเองในฐานะสาวใช้ย่อมไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงเท่านี้ คอยอยู่ต่อหน้านางและช่วยนางแบ่งเบาทุกสิ่ง
ไป๋เซียงจู๋สวมเสื้อสีฟ้าธรรมดาและทำมวยผมทรงง่ายๆ ก่อนจะออกไปพร้อมกับตู้เจวียน
นอกประตู ไป๋ชิงโหรวรออยู่ตรงนั้นแล้ว เมื่อนางเห็นไป๋เซียงจู๋ออกมา นางรีบยิ้มและเอ่ยอย่างสนิทสนมว่า “พี่หญิง วันนี้พวกเราจะไปงานเลี้ยงชมดอกบ๊วยที่จวนเหิงชินอ๋อง ท่านแต่งกายเรียบง่ายเช่นนี้คงไม่ดีกระมัง”
เมื่อคิดถึงแผนของวันนี้ ไป๋ชิงโหรวรู้สึกว่ายิ่งไป๋เซียงจู่แต่งตัวสวยขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น
ไป๋เซียงจู๋ยิ้มเบาๆ นางหรี่ตามองไป๋ชิงโหรว "ข้าเกรงว่าการแต่งตัวให้สวยงามเกินไปจะทำให้น้องหญิงผู้น่าเกลียดของข้าไม่มีที่ยืน”
คำพูดของไป๋ชิงโหรวถูกไป๋เซียงจู๋อุดไว้ในลำคอ นางไม่รู้จะตอบไปว่าอย่างไร หญิงสาวทำเพียงแค่เบิกตากว้าง โมโหจนพูดไม่ออก แต่ไม่ปฏิเสธก็แปลว่าสิ่งที่ไป๋เซียงจู๋เอ่ยนั้นถูกต้อง ทว่าเพียงแค่สวมชุดธรรมดาก็งดงามกว่านางแล้วหรือ เช่นนั้นก็ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าหากนางแต่งตัวพิเศษขึ้น?
ในความทรงจำ ดูเหมือนไป๋เซียงจู๋จะไม่เคยแต่งกายเพื่อออกงานสังคมเลย ในอดีตนางสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบ ทว่าก็ยังคงงดงามจนทำให้คนแทบลืมหายใจ ยามนี้นางมีเสื้อผ้าและเครื่องประดับ แต่งหน้าสีอ่อนๆ ก็งดงามราวความฝันดั่งรูปวาด นั่นทำให้ไป๋ชิงโหรวอิจฉา
