ฮวาเจาคล้องแขนเย่ฟาง พลางก้าวออกจากตึกด้วยสายตาหลายคู่ที่จับจ้องมายังแผ่นหลังของเธอไม่ละสายตา จนกระทั่งพ้นจากบริเวณชุมชนนั้น
เย่ฟางยัดเงิน 20 หยวนใส่มือเธออย่างกะทันหัน “วันนี้ไปเที่ยวเล่นข้างนอกทั้งวันเลยนะ ถ้าหิวก็หาร้านอาหารกิน ฉันเลิกงานตอนหกโมงเย็น แล้วค่อยกลับมานะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณป้า หนูมีเงิน” ฮวาเจารีบผลักเงินคืน
“ของเธอคือของเธอ ของที่ฉันให้ก็คือของที่ฉันให้ อย่ามาดึงกันไปมา เดี๋ยวคนอื่นจะหัวเราะเยาะเอา”
่เช้าตรู่เป็เวลาทำงาน ผู้คนสัญจรไปมามากมาย การยื้อยุดฉุดกระชากกันไปมานั้นไม่เหมาะสม และฮวาเจาเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบทำเช่นนั้น เธอจึงรับเงินนั้นมา
ความหวังดีของเย่ฟาง เธอจะตอบแทนให้อย่างทวีคูณ
เย่ฟางยิ้ม พลางตบมือเธอเบาๆ ก่อนจะไปทำงาน
ฮวาเจาขึ้นรถเมล์ที่มุ่งหน้าไปยังหลิวหลีฉ่าง
ปี 1976 มีอะไรที่น่าไปเดินเล่นมากที่สุด? ไม่ใช่สวนสาธารณะ ไม่ใช่ห้างสรรพสินค้า แต่เป็สิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะในยุคสมัยนี้ นั่นก็คือ: ร้านขายของเก่า
โบราณวัตถุ ของเก่า เป็ของดีมาแต่โบราณ ใครๆ ก็รู้
เมื่อสิบปีก่อน หลังจากความบ้าคลั่งในตอนแรกผ่านพ้นไป โบราณวัตถุของเก่าก็ยังคงเป็ของดี มีร้านค้าเฉพาะทางที่รับซื้อ เพียงแต่ราคาซื้อนั้นถูกอย่างเหลือเชื่อ ชามใบละหยวน ภาพเขียนไม่กี่หยวน
จากนั้นก็จะนำไปขายให้พวกข้าราชการระดับ 13 ขึ้นไป หรือแขกต่างชาติ เพื่อทำเงินตราต่างประเทศ
แน่นอนว่าบางร้านก็รับซื้อแต่ไม่ขาย บางร้านก็อาจจะขายของทั่วไปเล็กน้อยให้คนธรรมดาได้บ้าง
และฮวาเจาเองก็ตั้งใจจะไปหา "ของทั่วไป" เ่าั้ ที่ในยุคต่อมามีมูลค่าหลายล้าน หรือหลายสิบล้านหยวน แต่ในยุคนี้กลับเป็แค่ "ของทั่วไป"
เช่น ภาพเขียนของจางต้าเชียน หรือฉีไป๋สือ
หลังจากลงจากรถเมล์ ฮวาเจาก็เริ่มมองหาร้านค้าตามข้างทาง
ชาติที่แล้วเธอไม่เคยเดินร้านขายของเก่ามาก่อน เธอได้ยินมาจากลูกค้าสูงวัยคนหนึ่ง ที่เล่าว่าเมื่อก่อนแถวนี้มีร้านขายของเก่า ภายในมีแต่ของดีๆ ถ้าเอาของข้างในนั้นมารวมกันแล้วขายในยุคปัจจุบัน คงจะสามารถแลกตึกใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ได้ทั้งหลัง
แต่ในตอนนั้นกลับขายได้ในราคาถูกเหมือนผัก
เขาก็เลยไปกวาด "ผัก" มาไม่กี่หัว พอถึงยุค 90 ก็ใช้เงินเ่าั้เป็ทุนก้อนแรกในการสร้างเนื้อสร้างตัว จนร่ำรวย
ขนาดนั้นแล้วเขายังรู้สึกเสียใจจนแทบจะขาดใจ เพราะถ้าหากรออีก 20 ปี "ผัก" เ่าั้ของเขาก็จะกลายเป็ูเาทองไปแล้ว ซึ่งมีมูลค่ามากกว่าที่เขาตรากตรำทำงานมาตลอด 20 ปีเสียอีก
ฮวาเจาเดินตามหาไปเรื่อยๆ จนกระทั่งสายตาก็พลันไปสะดุดกับร้านขายผัก เอ้ย ร้านขายของเก่าที่ตั้งอยู่ข้างทาง
เธอเดินเข้าไปในร้าน ก็ััได้ถึงกลิ่นอับชื้นที่อบอวลอยู่ภายในห้อง ราวกับมีเชื้อราเล็กน้อย
ห้องนั้นมีขนาดใหญ่และมืดสลัว คล้ายกับร้านสหกรณ์ มีเคาน์เตอร์ มีชั้นวาง แต่สิ่งที่ขายนั้นกลับเป็ "ของเก่า"
ในร้านมีพนักงานสามคน คอยประจำอยู่สามด้านของผนัง
เมื่อเห็นฮวาเจาเดินเข้ามา ทั้งสามคนก็ตาเป็ประกาย
นานๆ ครั้งถึงจะมีเด็กสาวเดินเข้ามาในร้านแบบนี้ แถมยังเป็เด็กสาวที่หน้าตาสะสวยอีกด้วย
“จะเอาอะไรมาขายเหรอ?” ชายชราวัยหกสิบกว่าคนหนึ่งมองฮวาเจา ก่อนจะจ้องไปที่กระเป๋านักเรียนที่เธอสะพายอยู่ด้านหลัง
ด้วยวัยของเขา เขาไม่ค่อยสนใจเด็กสาวแล้ว สิ่งที่เขาสนใจก็คือของเก่า
ฮวาเจาเห็นว่าเขามีท่าทีที่ดี ก็เดินเข้าไปยิ้มแล้วถามว่า “ฉันอยากจะมาซื้อของ มีอะไรที่คนธรรมดาพอจะซื้อได้บ้างไหมคะ?”
อ้อ เป็อย่างนี้นี่เอง ชายชราก็ชี้นิ้วไปทางทิศตะวันตก “ทางนั้นมีหมด”
ฮวาเจาหันไปมองก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
บริเวณเคาน์เตอร์ด้านนั้นมีแต่ของเล็กๆ น้อยๆ บนชั้นวางด้านหลังมีม้วนภาพวาดที่ไม่เคยถูกเปิดออกวางเรียงรายอยู่ บนพื้นตรงมุมห้องก็มีหม้อกระเบื้องวางอยู่เต็มไปหมด
มีให้เลือกมากมาย
ฮวาเจาเดินไปยังดินแดนแห่งผักด้วยความยินดี
หนุ่มน้อยที่เฝ้าเคาน์เตอร์ก็ดีใจเช่นกัน
“น้องสาว อยากได้อะไรไหมครับ? นี่มีกำไลหยกสวยๆ หลายอันเลย” เขาหยิบกล่องเครื่องประดับออกมาจากเคาน์เตอร์ ภายในนั้นมีกำไลหยกสีเขียวมรกตเจ็ดแปดวง รวมถึงต่างหูแหวนและเครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ อีกด้วย
สภาพโดยรวมถือว่าธรรมดา
ในยุคที่หยกมีราคาพุ่งสูงขึ้น อาจจะมีมูลค่าหลักหมื่นหรือหลักแสนหยวน แต่ในยุคนี้พวกชาวต่างชาติไม่ชอบหยก เลยไม่มีใครซื้อ พวกข้าราชการก็ไม่ชอบหยกที่คุณภาพไม่ดีขนาดนี้เลยไม่มีใครซื้อเช่นกัน จึงถูกนำออกมาขาย
“ราคาเท่าไหร่คะ?” ฮวาเจาหยิบกำไลที่ดูดีที่สุดวงหนึ่งขึ้นมาถาม
“100 หยวน” หนุ่มน้อยตอบ
ฮวาเจาก็วางมันลง เธอไม่ชอบมันเช่นกัน
ถึงแม้ว่าซื้อไปแล้วจะได้กำไร แต่ถ้าใช้เงิน 100 หยวนไปหาเงินหลายล้าน หรือหลายสิบล้านหยวนจะดีกว่าไหม? ทำไมต้องไปหาเงินแค่หลักหมื่น?
“มีที่ดีกว่านี้ไหมคะ?” ฮวาเจาถามออกไปอย่างไม่คิดอะไร
หนุ่มน้อยลังเล ก่อนจะมองฮวาเจาอีกครั้ง แล้วพูดว่า “รอสักครู่นะ” เขาหันหลังเดินเข้าไปในประตูเล็กๆ ด้านหลัง ไม่นานก็ถือกล่องออกมา
ฮวาเจามองกล่องนั้นก็ตาเป็ประกาย นี่คือกล่องไม้แกะสลักลงรักสีแดง ขอบทองคำ แถมยังประดับด้วยอัญมณีเจ็ดประการของศาสนาพุทธ ทั้งไข่มุก หินโมรา หอยสังข์ อะไรพวกนั้น
ในยุคโบราณอาจจะล้ำค่า แต่ในยุคนี้กลับไม่มีค่าอะไร
ไม้แดง ของชิ้นเล็กๆ แบบนี้ก็ไม่มีราคา โต๊ะไม้แดงก็มีราคาแค่ 5 หยวน
ในสายตาของผู้คนในยุคนี้ สิ่งเดียวที่มีค่าก็อาจจะเป็ทองคำที่ใช้ทำมุมกล่องและที่จับลิ้นชัก
แต่ทองคำตอนนี้ราคาเท่าไหร่? ธนาคารรับซื้อในราคา 99 หยวนต่อ 1 ตำลึง หรือประมาณ 2 หยวนต่อ 1 กรัม
ดังนั้นถ้ากล่องนี้ไม่ได้เป็ของคนดัง หรือราชินีพระสนม ก็ไม่มีราคา
หนุ่มน้อยเปิดกล่องที่ไม่มีราคานั้นออกมา ลิ้นชักทั้งสามชั้นถูกดึงออกมา ภายในเป็ชุดเครื่องประดับหยกสีเขียวมรกต
ฮวาเจาตาเป็ประกาย สีนี้เธอชอบ!
ไม่ใช่สีเขียวมรกตจักรพรรดิ
แต่เป็สีเขียวสดใสแบบแอปเปิ้ล มีความอ่อนกว่าเล็กน้อย แต่เนื้อหยกนั้นดีมาก เกือบจะถึงระดับแก้ว มีความแข็งแรง ดูเหมือนสีเขียวเรืองรอง สดใสเป็พิเศษ
“สีนี้เหมาะกับน้องสาวมาก” หนุ่มน้อยพูดเสียงเบา “อันนี้มีคนจองไว้ แต่เขาบอกว่าไม่เอาแล้ว น้องมาถูกจังหวะเลย”
หนุ่มน้อยขยิบตาให้เธอ
ถึงแม้ว่าร้านของพวกเขาจะไม่ใช่ร้านขายเครื่องประดับ และไม่รับสั่งทำพิเศษ แต่ของดีมีอยู่น้อย บางครั้งจะขายให้ใครก็ต้องอาศัยเส้นสาย
ชุดเครื่องประดับนี้ เดิมทีต้องแลกเปลี่ยนเป็เงินตราต่างประเทศ แต่่นี้ชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศน้อยมาก หาเจอไม่กี่คนก็ไม่ชอบ คนใหญ่คนโตบางคนจึงขยับนิดหน่อย ชุดเครื่องประดับนี้ก็เปิดขายในประเทศได้ทันที และก็มีคนจองไว้ทันที แต่คนที่จองกลับไม่มารับเสียหลายวัน แถมยังได้ยินมาว่าดวงซวย...
หนุ่มน้อยเลยอยากจะเอามาขายให้ฮวาเจา ถ้าเธอมีกำลังซื้อนะ
แต่ก็น่าจะไหว เด็กสาวคนนี้มีออร่าโดดเด่นกว่าลูกหลานข้าราชการที่เขาเคยเจอมาเสียอีก
ฮวาเจาหยิบกำไลหยกสีเขียวเรืองรองนั้นขึ้นมา แม้จะอยู่ในห้องที่มืดสลัวก็ไม่อาจปิดบังรัศมีของมันได้
มันเหมือนจะดูดแสงได้
ทันใดนั้น ฮวาเจารู้สึกว่าพลังในร่างกายของเธอไหลเวียนเร็วขึ้นเล็กน้อย
พลังสีทองเคลื่อนไปที่มือของเธอ แล้วไหลออกมา วนรอบกำไล แล้วกลับเข้าไปในร่างกายของเธอ ร่างกายของเธอก็รู้สึกแตกต่างไปเล็กน้อย เหมือนจะเย็นสบายขึ้น
ตอนนี้เป็เดือนสิงหาคม ซึ่งเป็่ที่อากาศร้อนที่สุดในปักกิ่ง เธอเดินตามหาร้านนี้มาตลอดทาง ตัวแทบจะไหม้แดดแล้ว เข้ามาในห้องสักพักก็ยังไม่ดีขึ้น
แต่ตอนนี้กลับรู้สึกเย็นสบายขึ้นมาก
ฮวาเจาถือกำไลไว้อีกสักพัก ดูพลังที่วนรอบมัน 3 ครั้ง เธอก็เย็นสบายขึ้นจริงๆ และมั่นใจว่ากำไลนี้มีประโยชน์ต่อเธอจริงๆ
เธอสวมกำไลวงนั้นลงบนข้อมือ ขนาดพอดีเป๊ะ ไม่เล็กไม่ใหญ่
“ราคาเท่าไหร่คะ?”
“ใครให้เธอสวม? ถอดเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
ฮวาเจาเพิ่งถามราคาจบ ก็มีเสียงแหลมของผู้หญิงดังขึ้นมาจากข้างหลัง
